ตอนที่ 178

***บทที่ 178: รางวัลและเกียรติยศ***

เสียงโห่ร้องยินดียังคงดังกึกก้องมิวางวาย ราวกับคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่ลานประลองกลางเมือง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งชัยชนะ หลินหว่านเอ๋อร์ยืนสงบนิ่งอยู่กลางเวที รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปาก ทว่าดวงตาหงส์กลับทอประกายลุ่มลึก นางมิได้ยินดีเพียงเพราะได้รับชัยชนะเหนือพ่อครัวตระกูลเฉิน แต่สิ่งที่นางมองเห็นคือ ‘มูลค่า’ มหาศาลที่กำลังจะหลั่งไหลเข้ามา

ท่านเจ้าเมืองโบกมือเล็กน้อย สัญญาณนั้นทำให้เสียงอึกทึกพลันเงียบลง บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและศักดิ์สิทธิ์ องครักษ์สองนายเดินขนาบข้างประคองถาดไม้จันทน์หอมที่คลุมด้วยผ้าแพรสีแดงสดก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า

“หลินหว่านเอ๋อร์...” ท่านเจ้าเมืองเอ่ยขึ้น น้ำเสียงกังวานทรงอำนาจ “อาหารของเจ้า มิใช่เพียงรสชาติโอชา แต่ยังแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ วัตถุดิบที่เจ้าสรรสร้างล้วนมีความเป็นเลิศ ข้าในฐานะตัวแทนแห่งราชสำนักประจำหัวเมืองนี้ ขอมอบสิ่งนี้ให้แก่เจ้า เพื่อเป็นเกียรติยศสืบไป”

ท่านเจ้าเมืองเอื้อมมือไปกระตุกผ้าแพรสีแดงออก เผยให้เห็นแผ่นป้ายไม้สักทองสลักลวดลายมังกรเหยียบเมฆา ตรงกลางสลักอักษรสีทองอร่ามสี่คำ ด้วยลายพู่กันอันทรงพลัง

**‘รสเลิศสะท้านปฐพี’**

ตราประทับสีแดงชาดที่มุมป้ายบ่งบอกว่านี่คือของพระราชทานระดับจังหวัด เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่หาได้ยากยิ่งในแผ่นดิน แม้แต่ร้านอาหารเก่าแก่ร้อยปีในเมืองหลวงบางแห่งยังมิอาจครอบครองได้!

เสียงฮือฮาดังขึ้นระลอกใหม่ คราวนี้น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและริษยา

“ป้ายทองพระราชทาน! สวรรค์... นางเป็นเพียงสาวชาวบ้านจริงหรือ?”

“ด้วยป้ายนี้ สินค้าของนางจะมีค่าดั่งทองคำ ต่อไปใครจะกล้าต่อรองราคากับนางอีก!”

หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวออกมาเบื้องหน้า คุกเข่ารับป้ายทองด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา “ข้าน้อยหลินหว่านเอ๋อร์ ขอบพระคุณท่านเจ้าเมืองที่เมตตา สิ่งนี้มิใช่เพียงเกียรติยศของข้า แต่เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพแห่ง ‘ไร่สุขสำราญ’ เจ้าค่ะ”

นางลุกขึ้นยืน หันป้ายทองออกสู่สายตาประชาชน แล้วประกาศก้องด้วยน้ำเสียงฉะฉานที่แฝงพลังปราณอ่อนๆ ให้ได้ยินไปทั่วบริเวณ

“นับจากวันนี้ไป ผักทุกต้น ไก่ทุกตัว หรือสินค้าแปรรูปทุกชิ้นที่ประทับตรา ‘ไร่สุขสำราญ’ จะถือเป็นสินค้าชั้นเลิศที่ได้รับการรับรองจากท่านเจ้าเมือง หากผู้ใดต้องการลิ้มรสความอร่อยที่แท้จริง จงมองหาตราประทับของข้า!”

คำประกาศของนางเปรียบเสมือนการจุดไฟในกองน้ำมัน พ่อค้าวานิชจากทั่วสารทิศที่มาร่วมชมงานต่างพากันเบียดเสียดเข้ามาที่หน้าเวที ตะโกนแย่งชิงสิทธิ์ในการสั่งซื้อสินค้า

“แม่นางหลิน! ข้าขอจองผักกาดขาวห้าร้อยชั่ง!”

“ข้าต้องการไก่รุ่นต่อไปทั้งหมด! ให้ราคาเป็นสองเท่า!”

“ไร่สุขสำราญอยู่ที่ใด ข้าจะไปทำสัญญาซื้อขายเดี๋ยวนี้!”

ในชั่วพริบตา แบรนด์ ‘ไร่สุขสำราญ’ ของนางก็ได้ยกระดับจากสินค้าชาวบ้านธรรมดา กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อระดับจังหวัดที่มีแต่เศรษฐีและขุนนางเท่านั้นที่จะมีปัญญาลิ้มลอง มูลค่าของมันพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ นี่คือแผนการที่นางวางไว้... การใช้ชื่อเสียงของทางการมาเป็นฐานเหยียบย่างสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

ทว่า ในมุมมืดของอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศกลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว

“ปัง!”

เสียงฝ่ามือตบลงบนพนักเก้าอี้จนไม้เนื้อแข็งแตกร้าว ผู้นำตระกูลเฉิน ‘เฉินตงไห่’ ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนบนขมับ ดวงตาจ้องมองไปที่หลินหว่านเอ๋อร์ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

“นังเด็กแพศยา... มันกล้าหักหน้าตระกูลเฉินถึงเพียงนี้!” เฉินตงไห่คำรามในลำคอ

ข้างกายเขา เฉินเป่านั่งคอตก ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ “ท่านลุง... ข้า... ข้าไม่คิดว่าวัตถุดิบของนางจะ...”

“หุบปาก!” เฉินตงไห่ตวาดลั่น “เจ้ามันไร้น้ำยา! แพ้แม้กระทั่งไก่ย่างดินโคลนของเด็กเมื่อวานซืน แต่ที่สำคัญกว่าความพ่ายแพ้ คือเงินเดิมพันที่ตระกูลเราลงไป!”

ตระกูลเฉินมั่นใจในฝีมือของตนมากจนทุ่มเงินเดิมพันข้างตนเองไปมหาศาล อีกทั้งยังรับพนันจากผู้อื่นไว้อีกเพียบ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้มิใช่แค่เสียหน้า แต่หมายถึงเงินคงคลังของตระกูลเฉินกว่าครึ่งได้มลายหายไปในพริบตา ความเสียหายนี้รุนแรงจนแทบจะสั่นคลอนรากฐานของตระกูล

“ท่านพ่อ...” บุตรชายคนโตของตระกูลเฉินกระซิบ “ป้ายทองนั่น... หากนางมีมัน กิจการร้านอาหารและวัตถุดิบของเราจะได้รับผลกระทบหนัก นางกำลังจะครองตลาดเมืองนี้”

“ข้ารู้แล้ว!” เฉินตงไห่กัดฟันกรอด แววตาฉายแววอำมหิต “ในเมื่อสู้ด้วยฝีมือไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีอื่น... ไปเรียก ‘กลุ่มเงา’ มา ข้าจะไม่ยอมให้ไร่สุขสำราญรุ่งโรจน์ไปมากกว่านี้!”

................................................................................

ห่างออกไปที่บริเวณทางออกด้านหลังลานประลอง ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังทยอยแยกย้าย ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนพิงกำแพงด้วยสภาพดูไม่ได้ เสื้อผ้าที่เคยดูภูมิฐานบัดนี้หลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด

นั่นคือ ‘หลินต้าเจียง’ หรือลุงใหญ่ของหลินหว่านเอ๋อร์

มือไม้ของเขาสั่นเทา ขณะล้วงดูกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า ความหวังสุดท้ายที่เขาฝากไว้กับเฉินเป่าพังทลายลงไม่เป็นท่า เขาลงเงินทั้งหมดที่มี แถมยังกู้ยืมเงินนอกระบบจากบ่อนพนันมาเทหมดหน้าตักเพื่อแทงข้างตระกูลเฉิน ด้วยความมั่นใจว่าไม่มีทางที่หลานสาวตัวดีจะเอาชนะเชฟใหญ่ได้

“จบกัน... จบสิ้นแล้ว...” ลุงใหญ่พึมพำเสียงแหบแห้ง ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่

ทันใดนั้น แรงบีบมหาศาลก็กดลงที่หัวไหล่ของเขา ลุงใหญ่สะดุ้งสุดตัว หันไปมองด้วยความหวาดกลัว พบชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สองคน ใบหน้าเหี้ยมเกรียมยืนประกบอยู่

“เถ่าแก่หลิน...” หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ผลการประลองออกมาแล้ว เงินที่ยืมไปพร้อมดอกเบี้ย... หวังว่าท่านจะเตรียมไว้พร้อมแล้วนะ”

“ขะ... ข้า...” ลุงใหญ่ปากคอสั่น “พี่ชาย... ขอเวลาข้าอีกหน่อย ข้า... ข้าจะหามาให้แน่นอน!”

“เวลาของเจ้าหมดแล้ว” ชายร่างยักษ์บีบไหล่เขาแรงขึ้นจนกระดูกแทบลั่น “นายท่านบอกว่า หากวันนี้ไม่มีเงิน ก็ต้องเอาแขนขวาของเจ้าไปแทน”

ความกลัวตายแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจ หลินต้าเจียงมองซ้ายมองขวาหาทางรอด สายตาพลันเหลือบไปเห็นขบวนของท่านเจ้าเมืองและหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังเดินออกมาจากลานประลองอย่างสง่างาม นางดูเปล่งปลั่งในชุดผ้าไหมราคาแพง ในมือถือป้ายทองล้ำค่า และรายล้อมด้วยพ่อค้าที่เสนอเงินให้นางเป็นกอบเป็นกำ

ดวงตาของลุงใหญ่เบิกโพลง ประกายความโลภและความหวังวาบขึ้นในนาทีวิกฤต

'นังเด็กนั่น... มันรวยแล้ว! มันมีเงิน!'

“ข้ามีเงิน! ข้าหาเงินมาคืนได้แน่!” ลุงใหญ่ตะโกนบอกเจ้าหนี้ “หลานสาวข้า... นางเป็นผู้ชนะเลิศ! นางมีป้ายทอง นางรวยล้นฟ้า ข้าเป็นลุงแท้ๆ ของนาง นางต้องช่วยข้าแน่!”

ชายร่างยักษ์มองหน้ากัน ก่อนจะแสยะยิ้ม “งั้นก็รีบไปเอามันมา... แต่จำไว้ ถ้าเจ้าตุกติก คืนนี้เจ้าจะไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจ”

พวกมันผลักหลังเขาอย่างแรง หลินต้าเจียงซวนเซถลาไปข้างหน้า เขากัดฟันแน่น ความละอายใจถูกความกลัวตายกลืนกินจนหมดสิ้น เขาต้องบากหน้าไปหาหลินหว่านเอ๋อร์ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรีดไถเงินจากนางมาให้ได้ แม้จะต้องใช้วิธีสกปรกเพียงใดก็ตาม

ทว่า เขาลืมไปเสียสนิทว่าหลานสาวผู้นี้ มิใช่เด็กหญิงหัวอ่อนที่เขาเคยข่มเหงได้อีกต่อไป... นางคือพยัคฆ์สาวที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ภายใต้รอยยิ้ม และการเดินเข้าไปหานางในยามนี้ อาจเป็นการเดินเข้าสู่กรงขังที่นางวางกับดักรอไว้แล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ลุงใหญ่จนตรอก]**