ตอนที่ 182

***บทที่ 182: เป้าหมายต่อไป: ตระกูลเฉิน***

บรรยากาศภายในห้องหนังสือเงียบสงัด มีเพียงเสียงกระดาษถูกพลิกเบาๆ และเสียงไส้ตะเกียงแตกดังเปรี้ยะเป็นจังหวะ หลินหว่านเอ๋อร์นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์หอม ดวงตาหงส์กวาดมองเอกสารปึกหนึ่งในมือด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่นางรวบรวมมาได้... คำสารภาพที่เขียนด้วยลายมืออันสั่นเทาของหลินต้าเจียง ผู้เป็นลุงใหญ่ที่บัดนี้สิ้นไร้ไม้ตอกอยู่ในคุก และบัญชีลับที่แสดงเส้นทางการเงินจากโรงบ่อน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงไปยังสมุดบัญชีของร้านค้าตระกูลเฉิน

"ชัดเจนยิ่งกว่ากลางวันแสกๆ" หญิงสาวพึมพำ มุมปากยกยิ้มเย็นชา "เถ้าแก่เฉินใช้เงินจ้างวานให้หลินต้าเจียงสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายข้า เพื่อหวังทำลายชื่อเสียงและกิจการผักปราณ... ช่างเป็นวิธีที่ต่ำช้าแต่นิยมใช้กันนักในวงการค้าขายสกปรก"

นางเก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดใส่ซองกระดาษหนา แล้วลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าสง่างาม "เตรียมรถม้า ข้าจะไปจวนเจ้าเมือง"

...

ณ จวนเจ้าเมือง บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายอย่างที่คาดหวัง

ท่านเจ้าเมืองนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ใบหน้าฉายแววลำบากใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้อ่านเอกสารที่หลินหว่านเอ๋อร์ยื่นให้ เขาวางกระดาษคำสารภาพลงบนโต๊ะ ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเงยหน้าสบตาหญิงสาว

"แม่นางหลิน... หลักฐานของเจ้านั้นแน่นหนาไร้ข้อกังขา การกระทำของคนตระกูลเฉินและหลินต้าเจียงนั้นผิดกฎหมายชัดแจ้ง"

"เช่นนั้น ท่านเจ้าเมืองจะออกหมายจับเถ้าแก่เฉินเมื่อใดเจ้าคะ?" หลินหว่านเอ๋อร์ถามเสียงเรียบ ทว่าแววตากดดัน

ท่านเจ้าเมืองส่ายหน้าช้าๆ "ข้าเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายดายเพียงนั้น... เจ้าอาจจะยังไม่รู้ ตระกูลเฉินมิได้เป็นเพียงพ่อค้าธรรมดาในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ น้องสาวของเถ้าแก่เฉินเพิ่งจะถูกส่งตัวเข้าจวนของผู้ว่าการมณฑลในฐานะอนุภรรยาที่โปรดปราน เส้นสายของพวกเขาถักทอไปไกลถึงเมืองหลวง"

หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตาลงเล็กน้อย นางคาดการณ์ไว้บ้างแล้วว่าตระกูลเฉินต้องมี 'ร่มไม้ใหญ่' คอยบังแดดบังฝน มิเช่นนั้นคงไม่กล้าทำการค้าแบบผูกขาดและข่มขู่คู่แข่งมาได้นานปีเพียงนี้

"หมายความว่า กฎหมายของเมืองนี้ เอื้อมไม่ถึงคนแซ่เฉินหรือเจ้าคะ?"

"ไม่ใช่ว่าเอื้อมไม่ถึง แต่... หากข้าสั่งจับกุมเถ้าแก่เฉินในวันนี้ พรุ่งนี้หนังสือสั่งย้ายข้าอาจจะมาถึงหน้าประตูจวน" ท่านเจ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายและรู้สึกผิด "แม่นางหลิน ข้าชื่นชมความสามารถและความดีที่เจ้าทำให้กับชาวเมือง แต่ในเกมอำนาจเบื้องบน ข้าเป็นเพียงขุนนางเล็กๆ ไม่อาจเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงได้ ข้าทำได้เพียงดึงเรื่องหลินต้าเจียงให้ได้รับโทษสูงสุด แต่ไม่อาจสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้... หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ"

หลินหว่านเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูไม่ออกว่ายินดีหรือโกรธเคือง

"ข้าเข้าใจเจ้าค่ะท่านเจ้าเมือง ท่านมีความลำบากของท่าน ข้าไม่คิดจะบีบคั้น" นางลุกขึ้นยืน ย่อกายคำนับตามมารยาทอย่างงดงาม "ในเมื่อกฎหมายทางโลกไม่อาจลงทัณฑ์พวกเขาได้ เช่นนั้นข้าก็คงต้องใช้วิธีของข้าเอง"

"เจ้าจะทำอะไร? อย่าได้วู่วามใช้กำลังเชียวนะ" ท่านเจ้าเมืองรีบท้วง

"มิได้เจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ จะไปใช้กำลังกับใครได้" หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงหวาน แต่แววตากลับลุกโชนไปด้วยไฟแค้นที่ถูกควบคุมไว้อย่างดี "ข้าเป็นแม่ค้า... ย่อมต้องใช้วิธีการค้าในการตัดสิน ข้าขอลา"

...

ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลเฉิน

เถ้าแก่เฉิน ชายวัยกลางคนร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมราคาแพง นั่งจิบชาชั้นดีอย่างสบายอารมณ์ ฟังรายงานจากพ่อบ้านคนสนิทด้วยสีหน้าเย้ยหยัน

"นางเด็กแซ่หลินนั่น หอบหลักฐานไปหาเจ้าเมืองจริงๆ หรือ?" เขาหัวเราะเสียงดัง พุงกระเพื่อม "ช่างไร้เดียงสานัก! คิดว่าแค่กระดาษไม่กี่แผ่นจะโค่นล้มตระกูลเฉินของข้าได้หรือ? นางคงไม่รู้ว่าโลกภายนอกหมู่บ้านชาวนานั้นกว้างใหญ่เพียงใด"

"ขอรับนายท่าน สายข่าวรายงานว่าท่านเจ้าเมืองปฏิเสธที่จะออกหมายจับ และนางก็กลับออกมาด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม" พ่อบ้านรายงานประจบสอพลอ

"ฮ่าๆๆ! ดี! ให้มันรู้เสียบ้างว่าใครคือเจ้าถิ่นตัวจริง" เถ้าแก่เฉินวางถ้วยชาลงกระแทกโต๊ะ "ปล่อยให้นางทำมาหากินต่อไปอีกสักพัก พอเรื่องเงียบเมื่อไหร่ ข้าจะค่อยๆ บีบให้กิจการของนางพังพินาศ แล้วสูตรอาหารลับพวกนั้นก็จะตกเป็นของข้า!"

ความมั่นใจในอำนาจและเงินตราทำให้เถ้าแก่เฉินมองข้ามสัจธรรมข้อหนึ่งไป... มังกรที่หลับใหล มิใช่สัตว์เลื้อยคลานที่ไร้พิษสง และสตรีที่สามารถสร้างตัวจากความว่างเปล่า ย่อมมิใช่ตะเกียงที่ไร้น้ำมัน

...

กลับมาที่เรือนตระกูลหลิน

หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้กลับไปร้องไห้ฟูมฟาย หรือโกรธเกรี้ยวขว้างปาข้าวของ นางตรงดิ่งเข้าสู่ห้องทำงาน เรียกประชุมเหล่าผู้จัดการร้านและหัวหน้าคนงานทันที

"ท่านเจ้าเมืองไม่รับฟ้อง" นางประกาศเสียงเรียบ ท่ามกลางเสียงฮือฮาด้วยความไม่พอใจของลูกน้อง "ตระกูลเฉินมีเส้นสายใหญ่โต คดีความทางกฎหมายจึงถูกปัดตกไป"

"แล้วเราจะยอมให้พวกมันรังแกฝ่ายเดียวหรือขอรับคุณหนู!" พ่อบ้านคนใหม่ถามด้วยความคับแค้นใจ

"ยอมหรือ?" หลินหว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง "ในพจนานุกรมของข้า หลินหว่านเอ๋อร์ ไม่มีคำว่ายอมแพ้... มีแต่คำว่า 'เอาคืนทบต้นทบดอก' เท่านั้น"

นางเดินไปที่แผนที่การค้าที่แขวนอยู่บนผนัง ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังจุดต่างๆ ที่เป็นโกดังและร้านค้าสาขาของตระกูลเฉิน

"พวกเขามั่นใจในอำนาจ มั่นใจในเส้นสาย และมั่นใจในเงินทอง... แต่พวกเขาลืมไปว่า รากฐานของตระกูลเฉินคือ 'การค้า'"

ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายวาวโรจน์ดุจนักล่าที่มองเห็นจุดตายของเหยื่อ

"เถ้าแก่เฉินคิดว่าตนเองผูกขาดตลาดสินค้าแห้งและเครื่องปรุงรสในเมืองนี้แต่เพียงผู้เดียว จึงกล้าทำตัวกร่างคับฟ้า... แต่ถ้าหากวันหนึ่ง สินค้าของเขาขายไม่ออก ไม่มีใครซื้อ และไม่มีใครกล้าส่งของให้... ตระกูลเฉินที่ยิ่งใหญ่จะคงอยู่ได้นานเพียงใดกัน?"

"คุณหนูจะทำอย่างไรขอรับ?"

"ประกาศออกไป..." น้ำเสียงของนางเด็ดขาด ทรงพลังดุจราชสีห์คำราม "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ร้านค้าใด โรงเตี๊ยมใด หรือพ่อค้าคนกลางหน้าไหน ที่รับสินค้าจากตระกูลเฉิน... จะไม่มีสิทธิ์ซื้อผักปราณและสินค้าแปรรูปทุกชนิดจากตระกูลหลิน!"

สิ้นเสียงคำสั่ง บรรยากาศในห้องประชุมพลันตึงเครียดขึ้นทันที นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการค้าธรรมดา แต่มันคือการ 'คว่ำบาตร' อย่างเต็มรูปแบบ

ผักปราณของหลินหว่านเอ๋อร์ในยามนี้ เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด รสชาติที่ล้ำเลิศและสรรพคุณบำรุงร่างกายทำให้เหล่าเศรษฐีและขุนนางต่างแย่งชิงกันซื้อ หากร้านอาหารใดไม่มีผักของนางขึ้นโต๊ะ ก็แทบจะเรียกลูกค้าเข้าร้านไม่ได้

การยื่นคำขาดครั้งนี้ เท่ากับเป็นการบีบให้คู่ค้าทั่วทั้งเมืองต้องเลือกข้าง... ระหว่างตระกูลเฉินผู้ทรงอิทธิพลเก่า กับตระกูลหลินผู้กุมหัวใจผู้บริโภครายใหม่

"ยังไม่หมดแค่นั้น" หลินหว่านเอ๋อร์หยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มหมึกแล้วตวัดเขียนลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว "ตระกูลเฉินขายอะไรดีที่สุด? ข้าวสาร? อาหารแห้ง? เครื่องปรุง?"

"เครื่องปรุงรสและของแห้งขอรับ เป็นรายได้หลักของพวกเขาเลย" พ่อบ้านตอบ

"ดี..." รอยยิ้มที่มุมปากของหลินหว่านเอ๋อร์ขยายกว้างขึ้น เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่งดงามประหนึ่งดอกไม้พิษ "ข้าจะผลิตสินค้าชนิดเดียวกันออกมา แต่คุณภาพดีกว่า อร่อยกว่า และขายในราคาที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง... ข้าจะทำให้ตระกูลเฉินรู้ซึ้งว่า การถูกบีบให้ขาดอากาศหายใจตายอย่างช้าๆ นั้นรสชาติเป็นอย่างไร"

นางวางพู่กันลง แววตามุ่งมั่นและโหดเหี้ยมกว่าครั้งไหนๆ

การล่มสลายของบ้านใหญ่เป็นเพียงบทนำ... สงครามการค้าที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ และนางจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตระกูลเฉิน ด้วยมือของนางเอง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พันธมิตรการค้าใหม่]**