ตอนที่ 184

***บทที่ 184: สินค้าใหม่: บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป***

ควันสีขาวลอยอวลพุ่งขึ้นจากกระทะใบบัวขนาดใหญ่ในโรงครัวเรือนสกุลหลิน กลิ่นหอมของแป้งสาลีที่ถูกทอดจนเหลืองกรอบผสมผสานกับกลิ่นมันหมูเจียวและเครื่องเทศสูตรลับลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ จนแม้แต่บ่าวไพ่ที่เดินผ่านไปมายังต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าเตาไฟ ใบหน้าจิ้มลิ้มเปื้อนคราบแป้งเล็กน้อยแต่นัยน์ตากลับทอประกายวาววับ นางใช้ตะเกียบไม้ยาวคีบก้อนเส้นบะหมี่สีเหลืองทองที่ผ่านการนึ่งจนสุกและทอดในน้ำมันเดือดจัดจนกรอบฟูขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงไม้ไผ่

"เสร็จเสียที..." หญิงสาวพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก

นี่ไม่ใช่บะหมี่ธรรมดา แต่มันคือนวัตกรรมที่จะสั่นสะเทือนวงการเสบียงเดินทาง นางเรียกมันว่า 'บะหมี่แห้งปรุงรส'

ในยุคสมัยที่การเดินทางไกลต้องพึ่งพาเพียงหมั่นโถวแข็งเป๊กที่กัดทีฟันแทบหัก หรือเนื้อตากแห้งที่เค็มจนลิ้นชา การมีอาหารร้อนๆ รสชาติกลมกล่อมให้ตกถึงท้องยามค่ำคืนกลางป่าเขาถือเป็นความฝันอันสูงสุดของเหล่าพ่อค้าและนักเดินทาง หลินหว่านเอ๋อร์จึงนำภูมิปัญญาจากโลกอนาคตมาประยุกต์ใช้ เส้นบะหมี่ถูกนวดด้วยน้ำด่างเพื่อให้เหนียวนุ่ม นำไปนึ่งให้สุกก่อนจะทอดเพื่อรีดความชื้นออก ทำให้เก็บรักษาได้นานนับเดือนโดยไม่เน่าเสีย

"พี่หญิง! พี่หญิง!"

เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึกตักเข้ามาในครัว พร้อมกับร่างของเสี่ยวเฟิงที่พุ่งเข้ามาเกาะขอบโต๊ะ ดวงตากลมโตจ้องมองก้อนบะหมี่ทอดสีทองบนตะแกรงราวกับเห็นทองคำล้ำค่า น้ำลายสอเต็มปาก

"หอมเหลือเกินขอรับ ข้าขอลองชิมสักคำได้หรือไม่?" เด็กน้อยทำตาละห้อยอ้อนวอน

หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะบิเศษบะหมี่ทอดชิ้นเล็กๆ ส่งให้น้องชาย เสี่ยวเฟิงรีบคว้าเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เสียงดัง *กรุบกรับ*

"อร่อย! กรอบมากขอรับ! รสชาติเค็มๆ มันๆ ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน!" เสี่ยวเฟิงตาลุกวาว รีบยื่นมือมาขอเพิ่ม "ขออีกก้อนได้ไหมขอรับพี่หญิง ข้าจะเอาไปกินเล่นระหว่างอ่านตำรา"

"ไม่ได้" หลินหว่านเอ๋อร์ตีมือน้องชายเบาๆ อย่างเอ็นดูแต่แฝงความเด็ดขาด "ของสิ่งนี้กินดิบๆ ก็อร่อยเหมือนขนมขบเคี้ยว แต่หากกินมากไปจะร้อนในได้ เจ้ากินได้แค่วันละก้อนเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?"

เสี่ยวเฟิงทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย แต่เมื่อพี่สาวส่งบะหมี่ก้อนขนาดพอดีคำที่โรยผงปรุงรสสูตรพิเศษให้เขาก้อนหนึ่ง เขาก็ยิ้มแก้มปริแล้ววิ่งกอดนางแน่น ก่อนจะวิ่งแจ้นออกไปอวดบ่าวไพ่ด้านนอก

หลินหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันกลับมาสนใจงานตรงหน้า นางนำก้อนบะหมี่ทอดมาห่อด้วยกระดาษไขที่กันความชื้น ภายในแนบซองเครื่องปรุงขนาดเล็กที่ทำจากกระดาษเคลือบยางไม้ ประกอบด้วยผงซุปกระดูกหมูเข้มข้น ผักแห้ง และน้ำมันเจียวหอมเจียว

"เตรียมรถม้า" นางสั่งการพ่อบ้านที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ไม่ไกล "เราจะไปที่จุดพักม้าท้ายเมือง วันนี้ข้าจะไปเปิดโลกทัศน์ให้เหล่ากองคาราวานได้เห็นว่า 'อาหารเดินทาง' ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร"

...

ณ จุดพักม้าท้ายเมือง ซึ่งเป็นศูนย์รวมของกองคาราวานสินค้าและนักเดินทางที่จะมุ่งหน้าไกล บรรยากาศเต็มไปด้วยความจอแจและกลิ่นเหงื่อไคล เหล่าพ่อค้านั่งจับกลุ่มกันกินอาหารเที่ยง ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นหมั่นโถวแห้งๆ กับน้ำแกงจืดชืดจากร้านค้าของตระกูลเฉินที่ผูกขาดสัมปทานแถบนี้

"ให้ตายเถอะ แป้งก้อนนี้แข็งอย่างกับหิน ข้ากัดจนเหงือกบวมไปหมดแล้ว" พ่อค้าร่างท้วมผู้หนึ่งบ่นกระปอดกระแปดพลางโยนหมั่นโถวลงบนโต๊ะ

"ทนเอาหน่อยเถอะเถ้าแก่หวัง เสบียงของตระกูลเฉินก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว อย่างน้อยมันก็เก็บไว้ได้นาน ไม่ขึ้นรากลางทางก็นับว่าบุญโข" สหายร่วมโต๊ะเอ่ยปลอบใจ พลางกัดเนื้อตากแห้งที่เหนียวจนต้องใช้แรงดึง

ทันใดนั้น กลิ่นหอมประหลาดที่ไม่เคยมีใครได้กลิ่นมาก่อนก็ลอยมาแตะจมูก กลิ่นหอมของน้ำมันเจียวและเครื่องเทศร้อนแรงที่กระตุ้นความอยากอาหารอย่างรุนแรง

"กลิ่นอะไรน่ะ? หอมเป็นบ้า!"

ทุกสายตาหันไปมองยังซุ้มไม้ไผ่ที่เพิ่งถูกกางขึ้นอย่างง่ายๆ ที่มุมหนึ่งของลานพักม้า ป้ายผ้าเขียนหวัดๆ ว่า 'เสบียงสกุลหลิน' โบกสะบัด

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่หลังโต๊ะยาว เบื้องหน้านางมีชามกระเบื้องเคลือบวางเรียงราย นางหยิบก้อนแป้งสีเหลืองทองออกจากห่อกระดาษไข วางลงในชาม ฉีกซองเครื่องปรุงเทใส่ แล้วตักน้ำร้อนเดือดพล่านจากกาต้มน้ำใบใหญ่ราดลงไป

*ซู่...*

เสียงน้ำร้อนกระทบของทอดดังขึ้นพร้อมกับไอน้ำที่พวยพุ่ง นำพากลิ่นหอมระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณยิ่งกว่าเดิม นางหยิบฝาไม้ปิดชามไว้ ทิ้งช่วงเวลาเพียงชั่วอึดใจที่ทำให้เหล่าคนมุงแทบขาดใจตายเพราะความอยากรู้

"เพียงนับหนึ่งถึงร้อย หรือรอจิบน้ำชาครึ่งถ้วย..." หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงใส กังวานไปทั่ว "ท่านก็จะได้อาหารรสเลิศประหนึ่งนั่งกินในภัตตาคาร แม้จะอยู่กลางป่าเขาก็ตาม"

เมื่อครบกำหนดเวลา นางเปิดฝาชามออก

ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเผยให้เห็นเส้นบะหมี่ที่คลายตัวจนเหนียวนุ่มน่ารับประทาน ลอยอยู่ในน้ำซุปสีอำพันที่มีประกายน้ำมันลอยฟ่อง ผักแห้งที่เคยเหี่ยวเฉาบัดนี้คืนรูปเขียวสดน่ากิน

"ใครอยากลองชิมบ้างเจ้าคะ? ชามแรกข้าแจกฟรี"

"ข้าเอง!" พ่อค้าร่างท้วมคนนั้นพุ่งตัวเข้าไปเป็นคนแรก เขาไม่รอช้าคีบเส้นบะหมี่ร้อนๆ เข้าปาก

"โอ้..." ดวงตาของเขาเบิกกว้าง รสสัมผัสเหนียวนุ่มสู้ฟัน ผสมกับน้ำซุปรสเข้มข้นที่แผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วร่างกาย ทำให้เขาลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปจนหมดสิ้น "สวรรค์! นี่มันรสชาติของเทพเจ้าหรือไร! ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเพียงแค่เติมน้ำร้อน จะได้บะหมี่ที่อร่อยกว่าร้านในเมืองบางร้านเสียอีก!"

"จริงหรือเถ้าแก่หวัง? ไหนข้าลองบ้าง!"

เสียงซู้ดเส้นบะหมี่และเสียงซดน้ำแกงดังระงมไปทั่วซุ้ม พ่อค้าคาราวานต่างแย่งกันชิม และทันทีที่ได้ลิ้มรส ความคิดที่จะกลับไปกินหมั่นโถวแข็งๆ ของตระกูลเฉินก็มลายหายไปจากสมอง

"แม่นางหลิน! ข้าขอเหมาห้าสิบห่อ!"

"ข้าเอาหนึ่งร้อยห่อ! กองคาราวานของข้าต้องเดินทางไกลไปชายแดน ของสิ่งนี้มีค่าดั่งทองคำ!"

"ข้าด้วย! ข้าด้วย!"

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มรับออเดอร์ที่หลั่งไหลเข้ามาดุจสายน้ำ บะหมี่แห้งปรุงรสของนางไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหาร แต่มันคือการปฏิวัติวิถีชีวิตของนักเดินทาง ความสะดวกสบาย รสชาติ และการเก็บรักษาที่ยาวนาน คือสามสิ่งที่ตระกูลเฉินไม่มีวันมอบให้ได้

ในขณะที่ซุ้มของสกุลหลินเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ร้านขายเสบียงของตระกูลเฉินที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับเงียบเหงาราวกับป่าช้า คนงานร้านตระกูลเฉินมองดูภาพเหตุการณ์ด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือด

"แย่แล้ว... นายท่านต้องฆ่าพวกเราแน่" คนงานผู้หนึ่งครางเสียงสั่น "เสบียงแห้งของเรา... กลายเป็นขยะไปแล้ว"

ข่าวลือเรื่อง 'บะหมี่วิเศษเติมน้ำร้อน' แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน สินค้าล็อตแรกที่หลินหว่านเอ๋อร์เตรียมมาก็หมดเกลี้ยง ยอดสั่งจองล่วงหน้ายาวไปจนถึงเดือนหน้า

ตกเย็น หลินหว่านเอ๋อร์กลับมาที่จวนด้วยความเหนื่อยล้าแต่เปี่ยมสุข นางนั่งลงตรวจดูบัญชีรายรับที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ชัยชนะเหนือตระกูลเฉินในยกนี้ช่างหอมหวานและหมดจดงดงาม

"คุณหนูขอรับ" พ่อบ้านเดินเข้ามาในห้องทำงาน สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นระคนกังวล ในมือถือซองจดหมายที่ประทับตราครั่งสีแดงสด

"มีอะไรหรือท่านลุง? หรือว่าตระกูลเฉินเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว?" หว่านเอ๋อร์ถามโดยไม่ละสายตาจากบัญชี

"ไม่ใช่เรื่องตระกูลเฉินขอรับ... แต่เป็นม้าเร็วจากเมืองหลวง" พ่อบ้านวางจดหมายลงบนโต๊ะเบื้องหน้านางด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย "คนส่งสารแจ้งว่าเป็นจดหมายด่วนที่สุด... จากท่านพ่อของคุณหนูขอรับ"

หลินหว่านเอ๋อร์ชะงักพู่กันในมือทันที หัวใจของนางเต้นรัวแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม นางจ้องมองตราประทับบนซองจดหมาย... ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลหลินที่นางไม่ได้เห็นมานานแสนนาน

ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า เนื้อความในจดหมายฉบับนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางและทุกคนในจวนสกุลหลินไปตลอดกาล และมันอาจจะเป็นพายุลูกใหญ่ที่รุนแรงยิ่งกว่าสงครามการค้าที่นางกำลังเผชิญอยู่

นางค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบซองจดหมายขึ้นมา...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข่าวดีจากเมืองหลวง]**