ตอนที่ 185

***บทที่ 185: ข่าวดีจากเมืองหลวง***

ปลายนิ้วเรียวงามของหลินหว่านเอ๋อร์สั่นระริกขณะจรดเล็บลงบนครั่งสีชาด เสียงดัง *กร๊อบ* แผ่วเบาเมื่อผนึกซองจดหมายถูกทำลายลง กลิ่นหมึกจางๆ และกลิ่นกระดาษที่คุ้นเคยลอยแตะจมูก เพียงแค่เห็นลายมือพู่กันที่ตวัดอย่างองอาจแต่แฝงด้วยความเมตตาปรากฏขึ้นแก่สายตา หยาดน้ำใสก็รื้นขึ้นคลอหน่วยตาของหญิงสาวโดยไม่อาจห้าม

นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับความตื่นเต้น แล้วกวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมายอย่างรวดเร็ว ทุกตัวอักษรเปรียบประดุจน้ำทิพย์ชโลมใจที่แห้งผากมาเนิ่นนาน

*“ถึง หว่านเอ๋อร์ลูกรัก... พ่อปลอดภัยดี คดีความในอดีตได้รับการชำระสะสางจนสิ้นมลทินแล้ว”*

หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์เต้นระรัวราวกับกลองศึก นางอ่านต่อด้วยความกระหายใคร่รู้ เนื้อความในจดหมายแจ้งว่า ด้วยหลักฐานชิ้นสำคัญที่จ้าวเฉินรวบรวมและนำขึ้นถวายฎีกาต่อฝ่าบาท ประกอบกับพยานปากเอกที่เคยถูกปิดปากไปนานปี บัดนี้ความจริงได้ถูกเปิดเผย ขุนนางกังฉินผู้ใส่ร้ายป้ายสีตระกูลหลินถูกกระชากหน้ากากและรับโทษทัณฑ์อย่างสาสม

โอรสสวรรค์ทรงพระเมตตา ไม่เพียงคืนความยุติธรรม แต่ยังทรงพระราชทานยศตำแหน่งเดิมคืนแก่บิดา พร้อมทั้งปูนบำเหน็จรางวัลเพื่อปลอบขวัญ

ทว่า ประโยคถัดมากลับทำให้นางต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจระคนโล่งใจ

*“...แต่พ่อเหนื่อยหน่ายกับเกมการเมืองในราชสำนักเต็มทน จึงได้กราบทูลขอลาออกจากราชการ พระองค์ทรงเข้าพระทัยและอนุญาตให้พ่อกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ พ่อกำลังจะกลับไปหาเจ้าและเสี่ยวเฟิง พร้อมด้วย ‘จ้าวเฉิน’ ที่อาสาเป็นผู้นำขบวนคุ้มกันพ่อกลับบ้านด้วยตนเอง นอกจากนี้ เขายังมี ‘ของกำนัลพิเศษ’ บางอย่างที่ยืนกรานว่าจะต้องมอบให้ถึงมือเจ้าด้วย...”*

"ท่านพ่อ..." หลินหว่านเอ๋อร์พึมพำเสียงเครือ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่งดงามและสว่างไสวที่สุดในรอบหลายปี ภูเขาที่กดทับอยู่บนอกนางถูกยกออกไปจนหมดสิ้น ความอัปยศอดสูที่ตระกูลหลินต้องแบกรับ บัดนี้ถูกล้างจนสะอาดหมดจดแล้ว

"คุณหนู..." พ่อบ้านชราที่ยืนรออยู่ด้านข้างเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อเห็นกิริยาของนายหญิง "เป็นข่าวดีใช่หรือไม่ขอรับ?"

"ดียิ่งกว่าดีเสียอีกท่านลุง!" หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น แววตาเป็นประกายกล้า "ท่านพ่อพ้นมลทินแล้ว และกำลังเดินทางกลับมาหาเรา!"

"โอ... สวรรค์เมตตา! บรรพชนคุ้มครอง!" พ่อบ้านชราทรุดตัวลงคุกเข่า โขกศีรษะไปทางทิศเมืองหลวงทั้งน้ำตา

"ไปตามเสี่ยวเฟิงมาเดี๋ยวนี้ บอกเขาว่าข้ามีเรื่องสำคัญที่สุดจะแจ้งให้ทราบ"

ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าตึงตังก็ดังมาแต่ไกล ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างของเด็กหนุ่มพุ่งเข้ามาด้วยความตระหนก "ท่านพี่! เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ? หรือว่าร้านเสบียงของเรามีปัญหา?"

หลินเสี่ยวเฟิงในยามนี้ดูโตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไหล่กว้างขึ้น แววตาเริ่มฉายความเด็ดเดี่ยวเลียนแบบพี่สาว แต่ความกังวลในแววตานั้นปิดไม่มิด

หลินหว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นเดินไปหาคนเป็นน้อง ยื่นจดหมายในมือให้ "อ่านดูสิเสี่ยวเฟิง ฤดูหนาวอันยาวนานของตระกูลเรา... ผ่านพ้นไปแล้ว"

หลินเสี่ยวเฟิงรับจดหมายไปอ่าน มือของเขาสั่นเทายิ่งกว่าพี่สาว เมื่ออ่านจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองหลินหว่านเอ๋อร์ น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม "ท่านพ่อ... ท่านพ่อจะไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติอีกแล้วใช่ไหมท่านพี่?"

"ใช่... ท่านพ่อคือขุนนางตงฉิน และท่านกำลังจะกลับมาหาเรา" นางดึงน้องชายเข้ามากอดแน่น สองพี่น้องตระกูลหลินต่างร้องไห้ด้วยความปิติยินดี เสียงหัวเราะเคล้าน้ำตาของทั้งสองดังก้องไปทั่วเรือน สร้างความปลาบปลื้มใจแก่บ่าวไพร่ที่แอบฟังอยู่ด้านนอก

ข่าวดีนี้แพร่กระจายไปทั่วจวนสกุลหลินอย่างรวดเร็ว ความหม่นหมองที่เคยปกคลุมจวนหลังนี้มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความมีชีวิตชีวา บ่าวไพร่ต่างพากันปัดกวาดเช็ดถูเรือนรับรอง จัดเตรียมห้องหับเพื่อรอต้อนรับนายท่านใหญ่ที่กำลังจะคืนถิ่น

ในคืนนั้น หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ที่ริมระเบียงเรือนอน มองดูดวงจันทร์กระจ่างฟ้า ในใจหวนนึกถึง ‘จ้าวเฉิน’ บุรุษผู้ลึกลับและมากความสามารถผู้นั้น หากไม่มีเขา การล้างมลทินให้บิดาคงเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ นางเป็นหนี้บุญคุณเขาครั้งใหญ่หลวงนัก

"ของกำนัลพิเศษงั้นรึ..." นางพึมพำเบาๆ มุมปากยกยิ้มอย่างอ่อนโยน "คนอย่างท่านจะเอาอะไรมาให้ข้ากันนะ จ้าวเฉิน"

แม้ความสุขจะเปี่ยมล้น แต่สัญชาตญาณของนางพญาแห่งวงการการค้ากลับเตือนให้นางไม่ประมาท นางรู้ดีว่าจ้าวเฉินเป็นคนรอบคอบ การที่เขาต้องคุ้มกันบิดานางกลับมาด้วยตนเอง ย่อมหมายความว่าเส้นทางอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ศัตรูในที่แจ้งอาจพ่ายแพ้ แต่ศัตรูในที่มืดยังคงจ้องมองอยู่

วันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนต่างแย่งกันซื้อบะหมี่สำเร็จรูปของสกุลหลินจนแทบเหยียบกันตาย แต่ในทางกลับกัน ฝั่งตระกูลเฉินกลับเงียบผิดปกติ

ไม่มีการโวยวาย ไม่มีการลดราคาแข่ง ไม่มีการส่งอันธพาลมาก่อกวน

"เงียบเกินไป..." หลินหว่านเอ๋อร์เปรยขึ้นขณะตรวจดูบัญชีในร้านสาขาใหญ่ นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ "ตระกูลเฉินเจ็บหนักขนาดนี้ แต่กลับนิ่งเฉย เถ้าแก่เฉินไม่ใช่คนยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายๆ"

"คุณหนูขอรับ" สายสืบที่นางวางตัวไว้ในตลาดวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน "มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นขอรับ"

"ว่ามา"

"ช่วงเช้าวันนี้ ร้านขายเกลือทุกแห่งในเมืองถูกเหมาซื้อจนเกลี้ยงขอรับ ไม่ใช่ชาวบ้านซื้อไปกักตุน แต่เป็นกลุ่มคนของโรงเตี๊ยมและร้านค้าในเครือตระกูลเฉิน พวกเขากวาดซื้อเกลือจากพ่อค้าต่างเมืองที่เพิ่งเดินทางมาถึงท่าเรือไปจนหมดด้วยราคาที่สูงลิ่ว!"

ดวงตาหงส์ของหลินหว่านเอ๋อร์หรี่ลงทันที สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็ว

เกลือ... คือสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และที่สำคัญที่สุด มันคือวัตถุดิบหลักในการทำ 'ผักดอง' และการถนอมอาหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสินค้าขึ้นชื่อของนางที่กำลังจะวางขายในฤดูกาลหน้า

ตระกูลเฉินไม่ได้ยอมแพ้... พวกมันแค่เปลี่ยนสมรภูมิรบ!

"พวกมันต้องการตัดเส้นเลือดใหญ่ของเรา" หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "คิดจะผูกขาดเกลือ เพื่อบีบให้ข้าผลิตสินค้าไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องต้นทุนสูงจนขายไม่ออกสินะ"

"แย่แล้วขอรับคุณหนู" พ่อบ้านหน้าซีดเผือด "สต็อกเกลือในคลังของเราเหลือใช้ได้อีกไม่เกินเจ็ดวัน หากหาเกลือมาเพิ่มไม่ได้ กิจการอาหารหมักดองของเราต้องหยุดชะงักแน่"

หลินหว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อคืนแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและคมกริบดุจกระบี่ นางเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยั่งทิศทางที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลเฉิน

"เถ้าแก่เฉิน... ท่านคิดว่าการกุมคอขวดเรื่อง 'เกลือ' จะบีบให้ข้าจนตรอกได้งั้นรึ?" นางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ท่านคงลืมไปว่า ข้าไม่ได้มีดีแค่ทำบะหมี่แห้ง"

นางหันกลับมาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "เตรียมรถม้า ข้าจะไปที่ภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน... ข้าจำได้ว่าที่นั่นมีสิ่งที่พวกมันคาดไม่ถึงซ่อนอยู่"

การต่อสู้ระลอกใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น และเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่แค่กำไร แต่มันคือความเป็นความตายของกิจการทั้งหมด!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วิกฤตราคาเกลือ]**