ตอนที่ 187

***บทที่ 187: เกลือหิมะ***

รุ่งอรุณทอแสงจับขอบฟ้า ทาบทับลงบนยอดเขาหลังหมู่บ้านสกุลหลิน บรรยากาศเช้านี้ดูเงียบสงบผิดปกติ ทว่าภายในลานตากหน้าโรงเรือนชั่วคราวกลับคุกรุ่นไปด้วยความตื่นเต้นที่อัดอั้น

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าไหดินเผาขนาดใหญ่สิบกว่าใบที่เรียงรายเป็นระเบียบ นางใช้มือเรียวบางกวักน้ำล้างหน้าเพื่อเรียกความสดชื่น ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หัวหน้าคนงานเปิดฝาไหใบหนึ่งออก

ทันทีที่ฝาไหถูกยกขึ้น แสงตะวันยามเช้าก็สาดส่องลงไปกระทบกับวัตถุภายใน ประกายระยิบระยับบาดตาพลันปรากฏขึ้นราวกับมีใครนำเกล็ดอัญมณีมาบดละเอียดแล้วบรรจุลงไปจนเต็ม

“นี่คือ... เกลือหรือขอรับ?” พ่อบ้านชราผู้ผ่านโลกมามากยังอดไม่ได้ที่จะเสียงสั่นเครือ “ข้าเกิดมาจนหัวหงอกปานนี้ ยังไม่เคยเห็นเกลือที่ขาวสะอาดและละเอียดราวกับแป้งเช่นนี้มาก่อน”

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก นางใช้นิ้วจิ้มผลึกสีขาวละเอียดนั้นขึ้นมาแตะลิ้น รสเค็มบริสุทธิ์ซาบซ่านไปทั่วปาก ปราศจากรสขมฝาดของยางไม้หรือดินโคลนที่มักปนเปื้อนในเกลือทั่วไป

“เกลือหิมะ...” นางเอ่ยชื่อที่ตั้งไว้ในใจออกมาเบาๆ “ขาวดุจหิมะ บริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน นี่แหละคืออาวุธที่จะใช้บั่นคอเถ้าแก่เฉินในวันนี้”

“คุณหนูขอรับ รถมาเตรียมพร้อมแล้ว” คนงานวิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้ากระตือรือร้น

หลินหว่านเอ๋อร์ปัดเศษเกลือออกจากมือ แววตาคมกริบฉายประกายอำมหิต “ขนขึ้นรถให้หมด วันนี้สมาคมการค้าจะต้องจารึกชื่อข้าเอาไว้”

...

ณ หอประชุมใหญ่สมาคมการค้าประจำเมือง บรรยากาศตึงเครียดยิ่งกว่าลานประหาร

เถ้าแก่เฉินนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้สักแกะสลักตัวใหญ่ที่สุดตรงหัวโต๊ะ ใบหน้าอูมใหญ่ฉาบไล้ด้วยรอยยิ้มหยามเหยียด เบื้องหน้าของเขาคือเหล่าพ่อค้ารายย่อยที่นั่งก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว

“พวกเจ้าคงรู้สถานการณ์ดี” เถ้าแก่เฉินเอ่ยขึ้น เสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจ “เวลานี้เกลือทั่วทั้งเมืองอยู่ในมือข้าแต่เพียงผู้เดียว หากใครคิดจะแตกแถว หรือไปรับเกลือจากที่อื่น... อย่าหาว่าข้าเฉินคนนี้ไร้น้ำใจ”

เขาจิบชาอย่างใจเย็น พลางกวาดตามองทุกคน “ข้าได้ยินมาว่านังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ชื่อหลินหว่านเอ๋อร์ พยายามจะต้มเกลือขายแข่งกับข้า... น่าขันสิ้นดี! เกลือจากดินโคลนสกปรกพรรค์นั้น ใครจะกล้ากิน? หากพวกเจ้ายอมตัดขาดกับนาง ข้าจะยอมแบ่งเกลือให้พวกเจ้าไปขาย... แต่ในราคาที่ข้ากำหนดเท่านั้น”

ราคาที่เขากำหนดนั้นสูงกว่าราคาตลาดเดิมถึงสามเท่า เป็นการขูดเลือดขูดเนื้อชาวบ้านอย่างเลือดเย็นที่สุด

“แต่เถ้าแก่เฉิน... ราคานี้ชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร?” พ่อค้าคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องใส่ใจ!” เถ้าแก่เฉินตบโต๊ะเสียงดังปัง “ของหายากราคาก็ต้องแพง เป็นกฎธรรมดาของโลก!”

ปัง!

ประตูหอประชุมถูกผลักเปิดออกอย่างแรง จนบานประตูไม้กระแทกผนังเสียงดังสนั่น ทุกสายตาหันขวับไปมองผู้มาเยือน

สตรีร่างระหงในชุดสีครามเรียบง่ายแต่ดูสง่างามก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นคง รอยยิ้มเย็นเยียบประดับบนใบหน้างดงาม ด้านหลังมีบ่าวไพร่ขนไหดินเผาเข้ามาวางเรียงรายกลางห้องประชุม

“เถ้าแก่เฉินช่างใจดำนัก ของหายากราคาแพงนั้นข้าพอเข้าใจ...” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงกังวานใสดุจระฆังเงิน “แต่ของห่วยแตกราคาแพง... ข้าว่ามันเรียกว่า 'ปล้น' เสียมากกว่ากระมัง?”

“นังเด็กบ้า! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาปากดีที่นี่!” เถ้าแก่เฉินลุกขึ้นชี้หน้าด่าด้วยความโกรธจัด “เกลือของข้าคัดสรรมาจากแหล่งที่ดีที่สุด เจ้ามีปัญญาทำได้ดีกว่าข้าหรือไง?”

“ดีกว่าหรือไม่... ให้สายตาของทุกคนตัดสินเถอะ”

หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้าให้พ่อบ้าน เขาเดินเข้าไปเปิดฝาไหใบหนึ่ง แล้วใช้กระบวยตักเกลือภายในออกมาเทใส่จานกระเบื้องเคลือบสีดำสนิท เพื่อให้เห็นความขาวชัดเจนยิ่งขึ้น

วินาทีที่เกลือสีขาวละเอียดดุจหิมะร่วงหล่นลงสู่จาน เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องประชุม พ่อค้าทุกคนลุกขึ้นยืนชะโงกหน้าดูด้วยความตกตะลึง

“นี่มัน... เกลือจริงๆ หรือ?”

“ขาวมาก! ขาวกว่าเกลือบรรณาการวังหลวงเสียอีก!”

“ละเอียดเหมือนทรายแม่น้ำสวรรค์เลย!”

เถ้าแก่เฉินหน้าซีดเผือด เขารีบเดินลงมาดูใกล้ๆ มือไม้สั่นเทา หยิบเกลือของตนที่วางโชว์อยู่บนโต๊ะมาเทียบ เกลือของเขาเป็นเม็ดหยาบ สีออกเหลืองขุ่น และยังมีเศษดินปนเปื้อน เมื่อนำมาวางข้าง 'เกลือหิมะ' ของหลินหว่านเอ๋อร์ สินค้าของตระกูลเฉินก็ดูไม่ต่างอะไรกับก้อนกรวดสกปรก

“ลองชิมดูสิเจ้าคะ” หลินหว่านเอ๋อร์ผายมือเชื้อเชิญ

พ่อค้าคนหนึ่งใช้นิ้วแตะชิมแล้วเบิกตากว้าง “ไม่ขม! ไม่มีรสเฝื่อนเลยแม้แต่นิดเดียว! นี่มันเกลือชั้นยอด!”

เถ้าแก่เฉินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางที่สาธารณะ เขาถอยหลังกรูด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก “จะ... เจ้า... เจ้าไปขโมยเกลือนี้มาจากไหน? เป็นไปไม่ได้ที่ชาวบ้านอย่างเจ้าจะผลิตของแบบนี้ได้!”

“ข้าทำเองกับมือ... จากดินที่ท่านดูถูกนั่นแหละ” หลินหว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปประกาศก้องต่อหน้าทุกคน

“เกลือหิมะของข้า จะวางขายที่หน้าร้านตระกูลหลินตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และข้าจะขายในราคา... หนึ่งในสิบของราคาที่เถ้าแก่เฉินตั้งไว้!”

“หนึ่งในสิบ!” เสียงอุทานดังระงมไปทั่วห้อง ราคานั้นถูกยิ่งกว่าราคาเกลือปกติก่อนหน้านี้เสียอีก

“เจ้า... เจ้าจะบ้าหรือ! ขายราคานั้นเจ้าจะเอากำไรจากไหน!” เถ้าแก่เฉินกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มหวานหยดย้อย แต่แววตากลับเชือดเฉือน “ต้นทุนของข้าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ข้าขายแค่นี้ก็กำไรมหาศาลแล้ว... แต่ท่านสิ เถ้าแก่เฉิน ได้ข่าวว่ากวาดซื้อเกลือคุณภาพต่ำมาตุนไว้จนเต็มโกดังด้วยราคาสูงลิ่ว เพื่อหวังเก็งกำไร... ตอนนี้เกลือพวกนั้นคงมีค่าไม่ต่างจากดินทรายแล้วกระมัง?”

ประโยคนี้เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางแสกหน้า เถ้าแก่เฉินทรุดฮวบลงกับพื้น เขาทุ่มเงินทองเกือบทั้งหมดที่มี รวมถึงกู้ยืมเงินนอกระบบมาเพื่อกว้านซื้อเกลือตัดหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ หวังจะผูกขาดตลาด แต่ตอนนี้... เกลือในโกดังของเขากลายเป็นขยะที่ไม่มีใครต้องการ

หากขายไม่ออก เขาไม่เพียงแต่ขาดทุน แต่หมายถึงความล่มจมของตระกูลเฉิน!

“ไม่... ไม่จริง...” เถ้าแก่เฉินพึมพำเหมือนคนเสียสติ “ข้าต้องไม่แพ้... ข้าต้องไม่แพ้...”

ทันใดนั้น บ่าวคนสนิทของตระกูลเฉินก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้องประชุม ร้องตะโกนเสียงหลง

“นายท่าน! นายท่านขอรับ! แย่แล้ว! ชาวบ้านที่รู้ข่าวเรื่องเกลือหิมะ พากันแห่ไปรอซื้อที่หน้าร้านตระกูลหลินจนแถวยาวไปถึงท้ายเมือง ส่วนคนที่ซื้อเกลือของเราไปเมื่อวาน ตอนนี้พากันยกขบวนมาเรียกร้องขอคืนสินค้า พวกเขาบอกว่าเกลือของเราสกปรกและราคาแพงเกินจริง... ตอนนี้หน้าจวนวุ่นวายไปหมดแล้วขอรับ!”

เถ้าแก่เฉินดวงตาเหลือกลาน ลมหายใจติดขัด มือมือกุมหน้าอกแน่น ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นจนหน้าแดงก่ำ

หลินหว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าไร้ความสงสาร นางก้มลงกระซิบข้างหูเขาเบาๆ ถ้อยคำที่เสียดแทงยิ่งกว่าคมมีด

“เกมจบแล้วเถ้าแก่เฉิน... เตรียมตัวหาที่ซุกหัวนอนใหม่ได้เลย เพราะหนี้สินที่ท่านก่อไว้... มันกำลังจะมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างของท่านไป”

สิ้นคำพูดของนาง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังใกล้เข้ามาอีกทางหนึ่ง ชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ในชุดทะมัดทะแมงพร้อมอาวุธครบมือ เดินกระแทกเท้าเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทางคุกคาม หัวหน้ากลุ่มแสยะยิ้มมองไปที่เถ้าแก่เฉินที่นั่งกองอยู่กับพื้น

“เถ้าแก่เฉิน... ได้ข่าวว่าการค้ามีปัญหาหรือ? ถึงกำหนดชำระหนี้งวดแรกแล้ว หวังว่าท่านคงเตรียมเงินไว้พร้อมนะ... หากไม่มี ข้าเกรงว่าโรงเรือนและกิจการทั้งหมดของท่าน... พวกเราคงต้องขอยึดไว้ก่อน!”

เถ้าแก่เฉินเบิกตากว้างจนแทบถลน มองดูเจ้าหนี้โหดที่ยืนขวางประตู และหันไปมองหลินหว่านเอ๋อร์ที่ยืนสง่างามดั่งนางพญาแห่งชัยชนะ เขารู้ตัวแล้วว่า... นี่ไม่ใช่แค่การขาดทุน แต่มันคือจุดจบของตระกูลเฉินอย่างแท้จริง!

ความมืดมิดเริ่มเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของเถ้าแก่ใหญ่ผู้เคยยิ่งใหญ่ ก่อนที่โลกทั้งใบจะหมุนคว้างและดับวูบลง...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การล่มสลายของตระกูลเฉิน]**