ตอนที่ 188

***บทที่ 188: การล่มสลายของตระกูลเฉิน***

เสียงร่างหนาเทอะทะของเถ้าแก่เฉินกระแทกพื้นไม้เนื้อแข็งดังกัมปนาท ราวกับขุนเขาที่ถล่มทลายลงต่อหน้าต่อตา ฝุ่นผงคลีฟุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับความโกลาหลที่ปะทุขึ้นในห้องประชุมทันที

"นายท่าน! นายท่านเป็นลมไปแล้ว!" บ่าวรับใช้ตะโกนเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือดทำอะไรไม่ถูก

ทว่า ท่ามกลางความแตกตื่นนั้น กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปพยุงร่างของคฤหบดีผู้เคยยิ่งใหญ่แม้แต่คนเดียว บรรดาหุ้นส่วนที่นั่งหน้าสลอนเมื่อครู่ ต่างพากันลุกขึ้นยืนถอยห่างประหนึ่งกลัวว่าโรคระบาดแห่งความซวยจะกระเด็นมาติดตน

หัวหน้ากลุ่มเจ้าหนี้ร่างยักษ์เพียงแค่ปรายตามองร่างที่นอนแน่นิ่งด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ฮึ! จะแกล้งตายหรืออย่างไร? ข้าจะบอกให้นะเถ้าแก่เฉิน ต่อให้ท่านสิ้นลมกลายเป็นผี ก็ต้องลุกขึ้นมาชดใช้หนี้สินให้ครบทุกอีแปะ! พี่น้อง... ค้น! มีอะไรมีค่าขนไปให้หมด!"

สิ้นเสียงคำสั่ง กลุ่มชายฉกรรจ์ก็กระจายกำลังเข้ายึดข้าวของมีค่าในห้องประชุมทันที แจกันลายคราม ภาพวาดพู่กันจีนราคาแพง หรือแม้แต่ถ้วยชาชุดหรู ล้วนถูกกวาดลงย่ามอย่างไม่ปรานี

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพความพินาศนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่งดุจน้ำในบ่อลึก ริมฝีปากบางยกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ช่างเป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ นางจัดอาภรณ์ของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องประชุมที่กำลังวุ่นวาย โดยไม่หันกลับไปมองซากปรักหักพังของตระกูลเฉินอีกเลย

เมื่อนางก้าวออกมาพ้นเขตเรือนรับรอง ความโกลาหลที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

ข่าวการล้มพับของเถ้าแก่เฉินและการบุกยึดทรัพย์ของเจ้าหนี้แพร่สะพัดไปไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ประกอบกับข่าวลือเรื่องสถานะทางการเงินที่หลินหว่านเอ๋อร์จงใจปล่อยออกไปก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 'ต้นไม้ล้ม ลิงกังแตกตื่น' อย่างแท้จริง

บ่าวไพร่ในจวนตระกูลเฉินที่เคยจงรักภักดี ต่างพากันหอบหิ้วข้าวของมีค่าเท่าที่จะหยิบฉวยได้ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม เครื่องเงิน หรือแม้กระทั่งเสบียงอาหารในครัว แล้วพากันวิ่งหนีออกจากประตูหลังจวนกันจ้าละหวั่น ไม่มีใครคิดจะอยู่ดูใจเจ้านายที่กำลังจะล่มจม

แต่ทว่า... เคราะห์กรรมของตระกูลเฉินยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น

เสียงฝีเท้าม้าและเสียงกระทบของเกราะเหล็กดังสะท้านมาจากหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฉิน ไม่ใช่ลูกค้าที่มาคืนเกลือ และไม่ใช่เจ้าหนี้นอกระบบ แต่เป็นกองกำลังเจ้าหน้าที่ทางการในชุดเครื่องแบบเต็มยศ นำโดยนายอำเภอผู้มีสีหน้าเคร่งขรึม

"หยุดเดี๋ยวนี้! ห้ามใครเข้าออกทั้งสิ้น!"

เสียงตวาดก้องของนายอำเภอทำให้ทุกสรรพสิ่งหยุดชะงัก เหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังจะหนีต่างตัวสั่นงันงก ทิ้งข้าวของลงกับพื้นแล้วหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว

หลินหว่านเอ๋อร์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมหนึ่งของถนน พยักหน้าเบาๆ อย่างพึงพอใจ 'หลักฐาน' ที่นางแอบส่งให้ทางการเมื่อหลายวันก่อน บัดนี้ได้ออกฤทธิ์แล้ว

นายอำเภอประกาศก้องด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ "ได้รับแจ้งและมีหลักฐานชัดเจนว่า กิจการตระกูลเฉินมีการตกแต่งบัญชีหลบเลี่ยงภาษีมานานหลายปี อีกทั้งยังมีส่วนพัวพันกับการฟอกเงินผิดกฎหมาย... ข้าขอสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเฉินไว้ตรวจสอบ และปิดกิจการร้านค้าทุกแห่งในเครือตระกูลเฉิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!"

คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางจวนตระกูลเฉินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างของเถ้าแก่เฉินที่เพิ่งจะเริ่มได้สติและถูกบ่าวพยุงออกมา ถึงกับตาเหลือกค้างอีกครั้งเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กำลังแปะ 'ยันต์ปิดผนึก' สีขาวคาดทับด้วยตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ลงบนประตูคลังสินค้าและประตูจวน

"ไม่... ไม่จริง... สมบัติของข้า..." เถ้าแก่เฉินพึมพำเสียงแหบแห้ง น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลพรากอาบแก้มที่ตอบซูบลงในชั่วพริบตา เขามองดูป้ายชื่อ 'ตระกูลเฉิน' ที่แขวนอยู่เหนือประตูใหญ่ ซึ่งบัดนี้ดูหมองหม่นไร้สง่าราศี

ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับร่างระหงของดรุณีน้อยผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน หลินหว่านเอ๋อร์ยืนโดดเด่นเป็นสง่า อาภรณ์สีอ่อนพลิ้วไหวตามสายลม แววตาของนางที่มองมาไม่ได้มีความเย้ยหยัน แต่เป็นความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าของผู้ชนะที่มองดูผู้แพ้ซึ่งหมดทางสู้

เถ้าแก่เฉินชี้นิ้วสั่นระริกไปทางนาง พยายามจะเอื้อนเอ่ยคำสาปแช่ง แต่ก้อนเลือดลมกลับตีตื้นขึ้นมาที่คอหอย เขาสำรอกโลหิตออกมาคำโต ก่อนจะสิ้นสติสมประดีไปอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของอนุภรรยาที่ยังหลงเหลืออยู่

"ลากตัวไปขังรอการสอบสวน!" นายอำเภอสั่งการอย่างเฉียบขาด โดยไม่สนอาการเจ็บป่วยของผู้ต้องหา

ภาพการล่มสลายของตระกูลเฉินดำเนินไปจนถึงยามเย็น ร้านรวงที่เคยคึกคักบัดนี้ถูกปิดตายด้วยแถบกระดาษของทางการ หุ้นส่วนทุกคนต่างประกาศถอนตัวและฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายซ้ำเติม กิจการที่สั่งสมมานับสิบปี พังทลายลงภายในวันเดียวราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นยักษ์ซัดสาด

หลินหว่านเอ๋อร์เดินทอดน่องกลับมายังรถม้าที่จอดรออยู่ ชัยชนะในครั้งนี้ช่างหอมหวานและหมดจดงดงามยิ่งนัก นางไม่เพียงแค่เอาชนะในเชิงการค้า แต่ยังถอนรากถอนโคนศัตรูไม่ให้มีโอกาสกลับมาแว้งกัดได้อีกตลอดกาล

"คุณหนูขอรับ..." คนขับรถม้าเอ่ยเรียกด้วยความนอบน้อมที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ หลังจากเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด "เราจะกลับไร่เลยหรือไม่ขอรับ?"

"กลับสิ" หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ พลางก้าวขึ้นรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม นางหยิบพัดขึ้นมาโบกเบาๆ ไล่ความร้อนรุ่มของเมืองหลวง "ป่านนี้ทุกคนที่ไร่คงกำลังรอฟังข่าวดี... และข้าเชื่อว่า คืนนี้ไร่สุขสำราญของเราจะต้องสว่างไสวที่สุดในอำเภอ"

รถม้าเคลื่อนตัวออกจากตัวเมือง ทิ้งความวุ่นวายและตำนานที่ล่มสลายของตระกูลเฉินไว้เบื้องหลัง แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงมากระทบผืนดิน อาบย้อมท้องฟ้าให้เป็นสีทองอร่าม

ทว่า ในขณะที่รถม้ากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่เขตหมู่บ้านตระกูลหลิน หลินหว่านเอ๋อร์กลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

เสียงกลองและเสียงประทัดดังแว่วมาแต่ไกล ไม่ใช่เสียงแห่งความโกลาหลเหมือนในเมือง แต่เป็นเสียงแห่งความปีติยินดี ชาวบ้านจำนวนมหาศาลยืนออกันอยู่เต็มทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมด้วยโคมไฟหลากสีที่ถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่วหุบเขา

หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ นางยังไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องชัยชนะเสียหน่อย เหตุใดชาวบ้านถึงได้มารวมตัวกันมากมายเช่นนี้? หรือมีเรื่องใหญ่อื่นเกิดขึ้นที่นางไม่รู้?

ทันใดนั้น เด็กรับใช้คนสนิทจากในไร่ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาดักหน้ารถม้า ใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่

"คุณหนู! คุณหนูมาถึงแล้ว!" เด็กน้อยตะโกนก้อง น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้นสุดขีด "รีบเข้าไร่เถิดขอรับ! ท่าน... ท่านผู้นั้น... ท่านผู้นั้นรอท่านอยู่!"

หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "ท่านผู้นั้น? เจ้าหมายถึงใคร?"

เด็กรับใช้ชี้มือไปทางเรือนรับรองกลางไร่ ซึ่งบัดนี้ถูกประดับประดาด้วยธงทิวและดอกไม้ ราวกับเตรียมต้อนรับราชนิกุลชั้นสูง

"ไม่ใช่แค่เรื่องตระกูลเฉินล่มสลายขอรับคุณหนู... แต่มี 'ข่าวใหญ่' กว่านั้นเดินทางมาถึงไร่ของเราแล้ว! ท่านต้องรีบไปดูด้วยตาตนเอง!"

หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์เต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่า ชัยชนะเหนือตระกูลเฉินเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง... และสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า อาจจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของนางและครอบครัวไปตลอดกาล!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: งานฉลองชัยชนะ]**