ตอนที่ 189
***บทที่ 189: งานฉลองชัยชนะ***
รถม้าของหลินหว่านเอ๋อร์แล่นผ่านซุ้มประตูทางเข้าไร่สุขสำราญ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าถล่มดินทลาย ทันทีที่นางก้าวลงจากรถ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภาพที่นางมิอาจลืมเลือน
‘ท่านผู้นั้น’ ที่เด็กรับใช้กล่าวถึง มิใช่ขุนนางใหญ่โตจากที่ใด แต่คือหัวหน้าหมู่บ้านหลี่ ผู้นำพาชาวบ้านนับร้อยชีวิตมายืนเรียงรายรอต้อนรับนาง บนมือของเขามิได้ถือทองคำหรือของมีค่า หากแต่เป็นป้ายประกาศจากที่ว่าการอำเภอที่เพิ่งมาถึงเมื่อครู่ใหญ่—ป้ายประกาศจับกุมและยึดทรัพย์ตระกูลเฉินทั้งตระกูล!
“แม่หนูหลิน! สวรรค์มีตาแล้ว!” หัวหน้าหมู่บ้านหลี่ตะโกนเสียงเครือ น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้น “ตระกูลเฉินล่มสลายแล้ว! พวกเราชาวบ้านหลุดพ้นจากอำนาจมืดเสียที ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า!”
เสียงไชโยโห่ร้องดังประสานกันจนแก้วหูแทบสั่นสะเทือน หว่านเอ๋อร์คลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาฉายประกายลึกล้ำ นางมิได้ตื่นเต้นกับจุดจบของศัตรูเท่าไรนัก เพราะนั่นคือผลลัพธ์ที่นางคำนวณไว้แล้ว แต่สิ่งที่นางยินดียิ่งกว่า คือความสามัคคีของคนที่นี่
“ในเมื่อวันนี้เป็นวันดี...” หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน แม้จะไม่ดังตะโกนแต่กลับสยบเสียงจอแจรอบข้างได้ชะงัด นางสะบัดชายแขนเสื้อขึ้นอย่างองอาจ “เปิดโรงครัว! ล้มหมู ล้มไก่! ขุดสุราหมักที่ข้าฝังไว้ออกมาให้หมด! คืนนี้ไร่สุขสำราญจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงฉลองให้ทุกคนจนกว่าจะเดินไม่ไหว!”
สิ้นเสียงคำสั่ง เสียงเฮดังสนั่นยิ่งกว่าเดิม บรรยากาศในไร่เปลี่ยนจากความตึงเครียดตลอดหลายเดือนเป็นความรื่นเริงบันเทิงใจ กองไฟกองใหญ่ถูกก่อขึ้นกลางลานกว้าง กลิ่นหอมของเนื้อย่างสมุนไพรสูตรลับจากมิติและน้ำแกงรสเลิศลอยตลบอบอวลไปทั่วหุบเขา
ภายใต้แสงจันทร์และแสงโคมไฟสีแดงที่ประดับประดาไปทั่วไร่ หว่านเอ๋อร์นั่งอยู่บนแท่นไม้ไผ่ยกสูง จิบน้ำชาหอมกรุ่นพลางกวาดตามองอาณาจักรเกษตรกรรมของตน
“คุณหนูขอรับ” พ่อบ้านชราเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “ชาวบ้านต่างพากันสรรเสริญท่านว่าเป็นเทพธิดามาโปรด แต่... ข้าเกรงว่าเสบียงที่เราสะสมไว้จะพร่องไปมากโข การเลี้ยงคนจำนวนมหาศาลเช่นนี้...”
“เสบียงหมดก็หาใหม่ได้ แต่ใจคนหากเสียไปแล้วยากจะเรียกคืน” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ นางวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน “อีกอย่าง... ข้ามิได้จัดงานเลี้ยงนี้เพียงเพื่อความสนุกสนาน แต่ข้ากำลังจะ ‘เปิดทาง’ สู่ขุมทรัพย์ใหม่ต่างหาก”
นางเดินไปกลางลาน ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียง เมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่นาง หว่านเอ๋อร์จึงเริ่มประกาศแผนการที่นางตกผลึกมาตลอดการเดินทาง
“พี่น้องทุกคน! การที่ตระกูลเฉินล่มสลาย ทำให้เส้นทางการค้าของเราสะดวกโยธินก็จริง แต่การขายผักขายผลไม้เพียงอย่างเดียว แม้จะรวย แต่ก็ยังเหนื่อยยาก...”
นางเว้นจังหวะ กวาดสายตามองใบหน้าที่งุนงงของเหล่าคนงานและชาวบ้าน
“ข้าจะเปลี่ยนไร่สุขสำราญแห่งนี้ มิใช่เป็นเพียงสถานที่เพาะปลูก แต่จะเป็น ‘สวรรค์บนดิน’ สำหรับคนเมือง!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นระงม
“คุณหนูหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?” คนงานหนุ่มผู้หนึ่งถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ “คนเมืองผู้ดีเหล่านั้นจะอยากมาทำอะไรในไร่ที่เต็มไปด้วยดินโคลนเช่นนี้?”
หว่านเอ๋อร์ยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกพันปีฉายชัด “คนเมืองมีเงินทองล้นฟ้า แต่สิ่งที่พวกเขาขาดแคลนคือ ‘ความสงบ’ และ ‘ธรรมชาติ’ พวกเขาเบื่อหน่ายการแก่งแย่งชิงดี เบื่ออาหารรสชาติเดิมๆ ในภัตตาคารหรู สิ่งที่ข้าจะขายให้พวกเขา ไม่ใช่แค่ผัก... แต่ข้าจะขาย ‘ประสบการณ์’!”
นางหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาขีดเขียนลงบนพื้นดิน วาดแผนผังคร่าวๆ ให้ทุกคนดู
“ดูนี่... ตรงไหล่เขาทิศตะวันออก ข้าจะสร้างเรือนพักมุงจากที่ประณีตงดงาม เรียกว่า ‘โฮมสเตย์’ (Homestay) ตกแต่งด้วยไม้ไผ่และดอกไม้ป่า ให้บรรยากาศเรียบง่ายแต่สะดวกสบาย”
นิ้วเรียวงามชี้ไปยังแปลงผัก “ส่วนตรงนี้ ข้าจะเปิดให้พวกเศรษฐีลงมาเก็บผักด้วยมือตนเอง พวกเขาจะได้สัมผัสความภูมิใจที่ได้เด็ดผักสดๆ จากต้น และเราจะปรุงอาหารจากวัตถุดิบเหล่านั้นให้พวกเขาทานทันที... นี่เรียกว่า ‘การท่องเที่ยวเชิงเกษตร’ (Agrotourism)!”
ชาวบ้านมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แนวคิดที่ว่าคนรวยจะยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อมาลำบากเด็ดผักตากแดดนั้นช่างฟังดูวิปลาสสิ้นดีในยุคสมัยนี้
“เจ้าเชื่อข้าเถิด” หว่านเอ๋อร์หัวเราะเสียงใส “มนุษย์เรามักโหยหาสิ่งที่ตนเองขาดแคลน คนจนอยากสบายในตึกหรู ส่วนคนรวยที่เบื่อหน่ายย่อมอยากกลับมาสัมผัสกลิ่นดินกลิ่นหญ้า ข้าจะทำให้ไร่สุขสำราญกลายเป็นสถานที่พักผ่อนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแผ่นดินนี้ เงินทองจะไหลมาเทมาโดยที่เราไม่ต้องขนผักไปเร่ขายให้เมื่อยตุ้ม!”
ด้วยวาจาฉะฉานและความมั่นใจอันเปี่ยมล้น ภาพฝันของหว่านเอ๋อร์เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างในจินตนาการของผู้ฟัง นางเริ่มสั่งการทันทีไม่รอช้า
“ลุงจาง ท่านเก่งงานไม้ พรุ่งนี้ท่านเกณฑ์คนไปตัดไผ่ที่หลังเขา ข้าต้องการเรือนพักขนาดเล็กสิบหลังกระจายตัวอยู่ริมลำธาร อย่าให้ชิดกันเกินไป ต้องรักษาความเป็นส่วนตัวให้แขก”
“ป้าหวัง ท่านคัดเลือกแม่ครัวฝีมือดีมาฝึกกับข้า อาหารที่จะขายนักท่องเที่ยวต้องไม่ใช่แค่อร่อย แต่ต้องจัดจานให้วิจิตรตระการตา ราวกับงานศิลปะ”
คำสั่งถูกถ่ายทอดออกไปเป็นชุดๆ ด้วยความเด็ดขาด ราวกับนางพญาผู้กุมชะตาชีวิต การจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะจึงกลายเป็นการประชุมวางแผนธุรกิจระดับมหากาพย์ไปโดยปริยาย ทุกคนต่างตื่นตัวและมีความหวัง ใบหน้าเปื้อนยิ้มของชาวบ้านสะท้อนกับแสงไฟกองกลางลาน ดูอบอุ่นและเปี่ยมพลัง
ค่ำคืนดำเนินไปจนดึกดื่น บรรยากาศแห่งความสุขยังคงไม่จางหาย หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองดูผลงานของตนด้วยความภาคภูมิใจ ปัญหาเรื่องตระกูลเฉินจบสิ้นแล้ว ไร่ของนางกำลังจะก้าวไปสู่อีกระดับ นางรู้สึกเบาใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับเมฆหมอกทมึนที่ปกคลุมชีวิตมานานได้สลายไปจนหมดสิ้น
ทว่า...
ในขณะที่งานเลี้ยงกำลังจะเลิกรา และเสียงดนตรีเริ่มแผ่วลง เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากก็ดังแว่วมาตามสายลม
*กุบกับ... กุบกับ...*
มิใช่เสียงรถม้าเพียงคันเดียว แต่เป็นเสียงของขบวนเดินทางขนาดใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าที่พร้อมเพรียงและหนักแน่น บ่งบอกถึงการฝึกฝนมาอย่างดี ผิดแปลกจากม้าของพ่อค้าหรือชาวบ้านทั่วไป
ชาวบ้านที่กำลังเก็บกวาดสถานที่ต่างหยุดชะงัก หันไปมองทางปากทางเข้าหมู่บ้านเป็นตาเดียว แสงคบเพลิงจากขบวนรถม้านั้นสว่างไสวเป็นทิวแถวยาวเหยียด ราวกับมังกรไฟที่เลื้อยผ่านความมืดมิด
หว่านเอ๋อร์หรี่ตามอง หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างรุนแรง ลางสังหรณ์บางอย่างกรีดร้องเตือนนาง ขบวนรถม้าที่ดูหรูหราโอ่อ่าเช่นนี้... มีเพียงเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงจากเมืองหลวงเท่านั้นที่จะครอบครองได้
รถม้าคันหน้าสุดหยุดลงที่หน้าซุ้มประตูไร่ ตัวรถทำจากไม้เนื้อแข็งแกะสลักลวดลายพยัคฆ์คำราม ประดับด้วยม่านไหมสีครามปักดิ้นทอง สารถีรูปร่างกำยำกระโดดลงมาเปิดประตูรถอย่างนอบน้อม
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งไร่สุขสำราญ ลมหายใจของผู้คนแทบจะหยุดชะงัก เมื่อเห็นปลายรองเท้าบูทหนังสีดำมันวาวก้าวลงมาสัมผัสพื้นดิน...
ใครกันที่เดินทางมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้? และเหตุใด... ร่างเงาที่ก้าวลงมานั้น ถึงได้ดูคุ้นตายิ่งนัก?
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การกลับมาของพ่อและท่านอ๋อง]**