ตอนที่ 190
***บทที่ 190: การกลับมาของพ่อและท่านอ๋อง***
ปลายรองเท้าบูทหนังสีดำมันวาวก้าวลงมาสัมผัสพื้นดินอย่างมั่นคง ฝุ่นผงคลีดินฟุ้งกระจายเล็กน้อยเมื่อน้ำหนักตัวถูกทิ้งลงมา เสียงเสียดสีของอาภรณ์เนื้อดีดังแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ปกคลุมทั่วทั้งลานหน้าไร่สุขสำราญ
แสงไฟจากคบเพลิงที่ปักเรียงรายอยู่สองข้างทาง สาดส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน เผยให้เห็นเค้าโครงหน้าอันคุ้นตา ทว่ากลับดูแปลกตาไปในคราเดียวกัน
ชายผู้นั้นยืดกายขึ้นเต็มความสูง รูปร่างที่เคยห่อเหี่ยวด้วยความทุกข์ระทมและความเจ็บปวดจากบาดแผลเรื้อรัง บัดนี้กลับดูองอาจผ่าเผยราวกับขุนเขาไท่ซาน ไหล่กว้างผายออก แผ่นหลังตั้งตรงดั่งต้นสนตระหง่าน สวมใส่อาภรณ์ไหมสีครามเข้มปักลวดลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงิน แม้ในมือขวายังคงถือไม้เท้าหัวพยัคฆ์ทำจากไม้จันทน์หอมราคาแพงระยับ แต่การยืนหยัดของเขานั้นหาได้ดูอ่อนแอไม่ หากแต่ดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามประดุจแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงคราม
"ท่านพ่อ!?"
เสียงอุทานแผ่วเบาหลุดรอดจากริมฝีปากของหลินหว่านเอ๋อร์ ดวงตาหงส์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง ชายวัยกลางคนที่ดูสง่างามผู้นี้ คือบิดาผู้เคยเดินขากะเผลกและมีสีหน้าอมทุกข์คนเดิมจริงหรือ?
"ต้าซาน... นั่นหลินต้าซานหรือ?"
"สวรรค์ช่วย! ข้าตาฝาดไปหรือไม่ เหตุใดเขาถึงดู... ดูราวกับขุนนางใหญ่โตเช่นนั้นเล่า?"
เสียงอื้ออึงเริ่มดังขึ้นในหมู่ชาวบ้าน สายตาหลายร้อยคู่จ้องมองไปยังบุรุษผู้นั้นด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด พวกเขาจำได้ดีถึงภาพลักษณ์ของพรานป่าขาเป๋ผู้ยากจนข้นแค้น แต่วาสนาคนเรานั้นช่างพลิกผัน บัดนี้รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างของหลินต้าซาน ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดัง หรือเดินเข้าไปทักทายอย่างสนิทสนมเฉกเช่นกาลก่อน
ทันใดนั้น ร่างเล็กของเด็กชายผู้หนึ่งก็พุ่งตัวแหวกวงล้อมออกมาดั่งลูกธนูหลุดจากคันศร
"ท่านพ่อออออ!"
เสี่ยวเฟิงตะโกนสุดเสียง น้ำเสียงเจือสะอื้นด้วยความคิดถึง เขาวิ่งถลาเข้าไปหาบิดาโดยไม่สนใจสายตาใคร หลินต้าซานเมื่อเห็นบุตรชายคนเล็กพุ่งเข้ามา ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมก็พลันละลายกลายเป็นรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาทิ้งไม้เท้าในมือลงอย่างไม่แยแส ก่อนจะกางแขนออกกว้างเพื่อรับร่างเล็กนั้น
"เสี่ยวเฟิง! ลูกพ่อ!"
อ้อมกอดของบิดานั้นแข็งแกร่งและอบอุ่นเสมอ เสี่ยวเฟิงซุกหน้าลงกับอกกว้าง ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้น ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนงานมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงเด็กน้อยที่โหยหาความรักจากบิดา
หลินหว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยขอบตาที่ร้อนผ่าว นางสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความรู้สึกอ่อนไหวเอาไว้ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของบิดาที่ส่งมาให้นาง ขาที่เคยมั่นคงดั่งหินผาก็พลันก้าวออกไปโดยอัตโนมัติ
นางไม่ได้วิ่งตะบึงเหมือนน้องชาย แต่ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปหานั้นเต็มไปด้วยความมั่นคงและความโหยหา เมื่อไปถึงเบื้องหน้าบิดา นางยอบกายลงคารวะเล็กน้อย ทว่ายังไม่ทันจะกล่าวสิ่งใด หลินต้าซานก็รวบตัวนางเข้าไปกอดไว้แนบอกอีกคน
"หว่านเอ๋อร์... พ่อกลับมาแล้ว พ่อกลับมาหาเจ้าแล้ว" น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน
"ท่านพ่อ..." หว่านเอ๋อร์ซุกใบหน้าลงกับไหล่ของบิดา กลิ่นอายที่คุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นสมุนไพรชั้นเลิศทำให้จิตใจของนางสงบลง "ยินดีต้อนรับกลับบ้านเจ้าค่ะ"
ช่วงเวลานั้น ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน แสงจันทร์สาดส่องลงมายังสามพ่อลูกที่กอดกันกลมเกลียว ภาพความรักความผูกพันที่บริสุทธิ์เช่นนี้ ช่างงดงามจนทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตา
ทว่า ความตื่นตะลึงยังไม่จบเพียงแค่นั้น
เมื่อประตูรถม้าอีกด้านหนึ่งถูกเปิดออก บุรุษหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายมังกรสี่เล็บ ก้าวลงมายืนเคียงข้างหลินต้าซาน รัศมีอันสูงส่งและกลิ่นอายของผู้มีอำนาจที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงยิ่งกว่าหลินต้าซานเสียอีก ใบหน้าคมคายหล่อเหลาประดุจเทพเซียน รอยยิ้มมุมปากที่ดูเจ้าเล่ห์แต่ทรงเสน่ห์ ทำให้สตรีในลานกว้างต่างพากันหน้าแดงซ่าน
"ท่านอ๋องจ้าวเฉิน!" หัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าอุทานเสียงสั่น ก่อนจะรีบคุกเข่าลงกับพื้น "คารวะท่านอ๋อง!"
เมื่อได้ยินคำว่า 'ท่านอ๋อง' ชาวบ้านทั้งหมดต่างตื่นตระหนกและรีบคุกเข่าลงหมอบกราบจนหน้าผากแนบพื้น เสียง 'ตุบ ตุบ ตุบ' ของเข่าที่กระแทกพื้นดังระงมไปทั่วลาน
หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดบิดา สบตากับจ้าวเฉินที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ นางปาดน้ำตาที่หางตาออกอย่างรวดเร็ว กลับมาสวมมาดนางพญาผู้เด็ดขาดเช่นเดิม นางรู้ดีว่าการที่จ้าวเฉินเดินทางมาส่งบิดาด้วยตัวเองเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เพียงน้ำใจไมตรีธรรมดา
"ไม่ต้องมากพิธี" จ้าวเฉินสะบัดพัดจีบในมือเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลังก้องกังวาน "วันนี้ข้าเพียงมาส่งสหายอาวุโสกลับบ้าน ในฐานะลูกหลานคนหนึ่ง มิใช่ในฐานะเชื้อพระวงศ์ พวกเจ้าทำตัวตามสบายเถิด"
คำว่า 'สหายอาวุโส' ทำให้ชาวบ้านยิ่งตกตะลึง หลินต้าซานไปทำสิ่งใดมาที่เมืองหลวง ถึงได้กลายเป็นสหายของท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ได้? สายตาที่พวกเขามองไปยังตระกูลหลิน บัดนี้เปลี่ยนจากความชื่นชมในความร่ำรวย กลายเป็นความยำเกรงในบารมีที่มิอาจเอื้อม
หลินต้าซานหันไปมองจ้าวเฉินด้วยสายตาขอบคุณ ก่อนจะหันกลับมามองลูกๆ "หากไม่ได้ท่านอ๋องช่วยเหลือ ขาของพ่อคงไม่มีวันกลับมาเดินได้คล่องเช่นนี้ แม้จะไม่หายสนิทร้อยส่วน แต่ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก พ่อไม่ต้องลากขาเดินให้ใครเวทนาอีกแล้ว"
หว่านเอ๋อร์มองขาของบิดาอีกครั้ง เห็นว่าเขายืนลงน้ำหนักได้เกือบปกติ แม้จะมีไม้เท้าช่วยพยุง แต่ก็ดูเหมือนเป็นเพียงเครื่องประดับเสริมบารมีมากกว่าสิ่งจำเป็นอย่างแท้จริง นางรู้สึกซาบซึ้งใจจ้าวเฉินยิ่งนัก
"ขอบคุณท่านอ๋องที่ดูแลท่านพ่อของข้าเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงใส พร้อมประสานมือคารวะอย่างงดงามและจริงใจ
จ้าวเฉินหุบพัดลง ดวงตาเป็นประกายวาววับขณะจ้องมองใบหน้างดงามของหญิงสาวที่เขาเฝ้าคะนึงหา "เพียงคำขอบคุณเกรงว่าจะไม่พอกระมัง แม่นางหลิน... ข้าเดินทางไกลรอนแรมมาส่งท่านอาหลินถึงที่นี่ ข้าวปลาอาหารก็ยังไม่ได้ตกถึงท้อง"
หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วเล็กน้อย รู้นิสัยจอมตอดเล็กตอดน้อยของบุรุษผู้นี้ดี แต่วันนี้นางอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงยิ้มตอบกลับไป "เรื่องอาหารการกิน ไร่สุขสำราญของเราไม่เคยขาดแคลน เชิญท่านอ๋องและคณะผู้ติดตามพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะให้คนเตรียมห้องหับและอาหารรสเลิศไว้ต้อนรับ"
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลง ความอบอุ่นของการรวมญาติแผ่ซ่านไปทั่ว หว่านเอ๋อร์ประคองบิดาทางซ้าย เสี่ยวเฟิงเกาะแขนทางขวา โดยมีจ้าวเฉินเดินเคียงข้าง พากันเดินเข้าสู่เรือนหลักท่ามกลางสายตาเคารพเทิดทูนของชาวบ้าน
ทว่า... ก่อนที่พวกเขาจะก้าวพ้นธรณีประตู จ้าวเฉินกลับหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน เขาหันกลับไปพยักหน้าให้กับหัวหน้าองครักษ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างรถม้า
หัวหน้าองครักษ์โค้งคำนับรับคำสั่ง ก่อนจะตะโกนเสียงดังฟังชัด "นำของลงมา!"
ทันใดนั้น ทหารองครักษ์นับสิบนายก็กรูกันเข้ามาที่รถม้าคันหลังสุด พวกเขาช่วยกันยกหีบไม้ขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายมังกรทองอร่ามจำนวนหลายใบลงมาวางเรียงรายที่หน้าเรือน
ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง... หีบเหล่านั้นประทับตราครุฑพ่าห์สีแดงชาด ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของราชสำนัก!
จ้าวเฉินหันกลับมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มที่มีความนัยลึกซึ้ง "หว่านเอ๋อร์ ข้าลืมบอกเจ้าไปเรื่องหนึ่ง... การมาของข้าในครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่พาพ่อเจ้ากลับบ้าน แต่ข้ายังนำ 'บางสิ่ง' ที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของคนธรรมดาติดตัวมาด้วย"
เขาเดินไปหยุดที่หน้าหีบใบใหญ่ที่สุด มือเรียวยาวลูบไล้ไปบนตราประทับสีทอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและทรงอำนาจจนขนลุก
"เตรียมตัวรับราชโองการ!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ของกำนัลจากฮ่องเต้]**