ตอนที่ 192
***บทที่ 192: มื้อค่ำพร้อมหน้า***
ควันไฟลอยอ้อยอิ่งเหนือปล่องควันเรือนตระกูลหลิน ผสานกับกลิ่นหอมรัญจวนใจที่ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ แม้แต่จ้าวเฉินที่เพิ่งสั่งการลับแก่เหล่าองครักษ์เงาเสร็จสิ้นเมื่อครู่ ยังต้องสูดจมูกฟุดฟิด ความเคร่งเครียดเมื่อครู่มลายหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นในฝีมือปลายจวักของนางมารน้อยผู้นี้
ภายในครัวใหญ่ หลินหว่านเอ๋อร์สลัดคราบคฤหบดีหญิงผู้เฉียบขาดทิ้งไป เหลือเพียงแม่ครัวเอกผู้กำลังร่ายรำอยู่หน้าเตาไฟ นางโพกผ้าเช็ดหน้าผืนบางเก็บผมเผ้าเรียบร้อย แขนเสื้อถลกขึ้นเผยให้เห็นท่อนแขนขาวผ่องดุจรากบัว ทว่าท่วงท่าการจับมีดและกระทะกลับคล่องแคล่วว่องไวราวกับจอมยุทธ์กวัดแกว่งดาบ
"เสี่ยวเฟิง เติมฟืน! ไฟต้องแรงกว่านี้!" นางสั่งการเสียงใส ก่อนจะตวัดทัพพีตักน้ำซุปสีทองอำพันราดลงบนเป็ดตัวอวบอ้วนที่ผ่านการเป่าลมและทาด้วยน้ำเชื่อมสูตรลับจนหนังตึงเปรี๊ยะ
คืนนี้ นางตั้งใจงัดเอาสุดยอดวิชาอาหารออกมาเพื่อต้อนรับบิดาและเลี้ยงขอบคุณจ้าวเฉิน เมนูหลักคือ 'เป็ดปักกิ่ง' หนังกรอบเนื้อนุ่ม และที่ขาดไม่ได้คือเมนูในตำนานอย่าง 'ซุปพระกระโดดกำแพง'
แม้ซุปพระกระโดดกำแพงจะใช้เวลาตุ๋นข้ามวันข้ามคืน แต่ด้วยน้ำวิเศษจากมิติลับที่นางแอบผสมลงไป ผนวกกับการใช้ไฟที่ควบคุมอย่างแม่นยำ ทำให้วัตถุดิบชั้นเลิศอย่างเป๋าฮื้อ ปลิงทะเล หูฉลาม และกระเพาะปลา ผสานรสชาติเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึกยิ่งกว่าการตุ๋นธรรมดาถึงสิบเท่า
จ้าวเฉินยืนกอดอกพิงกรอบประตูเรือนครัว มองดูแผ่นหลังเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดหย่อน แววตาของเขาที่มักจะเยือกเย็นดุจมหาสมุทรลึก บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนระคนขบขันและชื่นชม เขาเห็นสตรีมามาก ทั้งงดงามหยาดเยิ้มในวังหลวง หรือเก่งกาจด้านศิลปะดนตรี ทว่าไม่มีผู้ใดเหมือนหลินหว่านเอ๋อร์... นางเป็นดั่งหยกงามที่มิได้มีดีเพียงเปลือกนอก แต่ภายในกลับอัดแน่นด้วยความสามารถที่คาดเดาไม่ได้
"ท่านอ๋อง หากท่านยังยืนจ้องข้าเช่นนั้น ระวังน้ำลายจะหกเลอะเสื้อคลุมไหมทองคำนะเจ้าคะ" หว่านเอ๋อร์เอ่ยหยอกเย้าโดยไม่หันมามอง ขณะมือยังคงสาละวนกับการแล่หนังเป็ดเป็นชิ้นบางเฉียบเท่ากันทุกชิ้น
จ้าวเฉินหัวเราะในลำคอ "ข้าเพียงแต่คิดว่า... มีสิ่งใดที่เจ้าทำไม่ได้บ้างหรือไม่?"
"มีเจ้าค่ะ" นางตอบทันควัน วางมีดลงแล้วหันมายิ้มหวานหยดย้อย "ข้าทำใจให้ชอบคนหน้าหนาเช่นท่านไม่ได้กระมัง"
บทสนทนาหยอกล้อจบลงเมื่ออาหารถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะ ณ ห้องโถงกลางเรือน บรรยากาศคืนนี้ช่างแตกต่างจากอดีตที่เคยเงียบเหงาและยากจน บัดนี้โต๊ะไม้สักตัวใหญ่เต็มไปด้วยอาหารรสเลิศ กลิ่นหอมของซุปและเป็ดย่างตลบอบอวล เรียกน้ำย่อยของทุกคนจนท้องร้องระงม
หลินไห่ บิดาของหว่านเอ๋อร์นั่งที่หัวโต๊ะ ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เคยหมองคล้ำด้วยความทุกข์ระทม บัดนี้เปล่งปลั่งด้วยราศีแห่งความสุข เขาจ้องมองลูกๆ และจ้าวเฉินด้วยสายตาเปี่ยมสุข ก่อนจะยกจอกสุราขึ้น
"เอาล่ะๆ ก่อนจะเริ่มลงมือ ข้ามีเรื่องต้องแจ้งแก่พวกเจ้า" หลินไห่เอ่ยเสียงทุ้มกังวาน "การไปเมืองหลวงครานี้... ข้ามิได้เพียงแค่นำสินค้าไปขาย แต่ข้าได้ไปสะสางบัญชีแค้นเก่าๆ จนหมดสิ้นแล้ว"
ทุกคนวางตะเกียบลง รอฟังอย่างตั้งใจ
"ขุนนางกังฉินที่เคยใส่ร้ายข้าเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้ถูกตรวจสอบพบการทุจริตยักยอกเงินหลวง หลักฐานที่ข้ารวบรวมไปมอบให้ใต้เท้าผู้ตรวจการมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้พวกมันถูกปลดและยึดทรัพย์สินทั้งหมด" หลินไห่เล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน "มลทินที่แปดเปื้อนชื่อเสียงตระกูลเรามานานปี... บัดนี้ถูกชำระล้างจนหมดสิ้นแล้ว!"
"ท่านพ่อ!" หว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย นางรู้ว่านี่คือสิ่งที่บิดาปรารถนามาตลอดชีวิต
"ต้องขอบคุณท่านอ๋องด้วยพะยะค่ะ ที่ทรงช่วยเบิกทางให้ข้าได้เข้าพบใต้เท้าผู้ตรวจการได้โดยง่าย" หลินไห่หันไปคารวะจ้าวเฉิน
จ้าวเฉินยกจอกสุราขึ้นรับด้วยท่วงท่าสง่างาม "มิได้ ท่านอาหลิน... ความยุติธรรมมาช้าดีกว่าไม่มา ท่านทำเพื่อความถูกต้อง ข้าเพียงแค่ช่วยเปิดประตูให้เท่านั้น"
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความปิติยินดี หว่านเอ๋อร์สาธิตวิธีการทานเป็ดปักกิ่ง โดยการนำแผ่นแป้งบางนุ่มมาห่อหนังเป็ดกรอบ ใส่แตงกวาและต้นหอมซอย ราดน้ำจิ้มหวานเค็มสูตรพิเศษ แล้วส่งให้บิดา
"ท่านพ่อ ลองชิมดูเจ้าค่ะ"
หลินไห่รับไปทาน ทันทีที่เคี้ยว ดวงตาเขาก็เบิกกว้าง "สวรรค์! หนังเป็ดกรอบแต่ไม่เลี่ยน แป้งนุ่มเหนียว น้ำจิ้มรสกลมกล่อม... หว่านเอ๋อร์ นี่เจ้าทำเองจริงๆ หรือ?"
"ยังไม่หมดนะเจ้าคะ ลองซุปถ้วยนี้" นางตักซุปพระกระโดดกำแพงที่เคี่ยวจนน้ำซุปข้นคลั่กส่งให้จ้าวเฉิน "ท่านอ๋อง เชิญเจ้าค่ะ เพื่อตอบแทนที่ท่านช่วยท่านพ่อ"
จ้าวเฉินรับถ้วยซุปมา กลิ่นหอมของสมุนไพรและวัตถุดิบทางทะเลเตะจมูก เพียงคำแรกที่สัมผัสลิ้น รสชาติเข้มข้นอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ราวกับพลังวัตรได้รับการฟื้นฟู เขาอดไม่ได้ที่จะมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าเดิม
"รสชาติล้ำเลิศ... สมกับเป็นฝีมือเจ้า" เขาเอ่ยเสียงนุ่ม พลางสบตานางนิ่งนานราวกับจะสื่อความหมายบางอย่างที่มากกว่าคำชมเรื่องอาหาร
หว่านเอ๋อร์รู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าเมื่อถูกจ้องมองเช่นนั้น นางรีบแสร้งหันไปตักอาหารให้น้องๆ เพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน "กินเยอะๆ นะทุกคน วันนี้ต้องฉลองให้เต็มที่!"
เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของคนในครอบครัวดังกังวานไปทั่วเรือน แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าที่มีความสุข จ้าวเฉินมองภาพนั้นแล้วรู้สึกถึงความอบอุ่นที่เขาโหยหามานาน ความเงียบเหงาในใจคล้ายถูกเติมเต็มด้วยมื้ออาหารและผู้คนเหล่านี้
ทว่า... งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
เมื่อมื้ออาหารจบลง บ่าวไพร่เข้ามาเก็บโต๊ะ จ้าวเฉินขอตัวออกมาเดินรับลมที่ระเบียงด้านนอกเพื่อย่อยอาหาร หว่านเอ๋อร์เดินตามออกมาพร้อมกาน้ำชาใบเล็ก
"ชาดอกไม้เจ้าค่ะ ช่วยย่อยอาหาร" นางยื่นถ้วยชาให้เขา
จ้าวเฉินรับมา จิบเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามองดวงจันทร์ ท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย เขาวางถ้วยชาลงบนระเบียงไม้ แล้วหันมาเผชิญหน้ากับนาง
"หว่านเอ๋อร์..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ท่านอ๋องผู้ขี้เล่น และไม่ใช่ชายหนุ่มผู้หลงใหลในรสอาหาร แต่เป็นน้ำเสียงของผู้กุมอำนาจที่สัมผัสได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว
"เจ้าคะ?" หว่านเอ๋อร์จับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ "มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?"
จ้าวเฉินกำลังจะเอ่ยปาก แต่ทว่าในเงามืดของพุ่มไม้ด้านหลัง หัวหน้าองครักษ์เงาปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เขาส่งสัญญาณมือที่คนทั่วไปดูไม่ออก แต่สำหรับจ้าวเฉิน มันคือรายงานสถานการณ์ด่วน
สายตาของจ้าวเฉินคมกริบขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม เขาหันกลับมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาที่ซับซ้อน
"คืนนี้ดึกมากแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด" เขาเอ่ยตัดบท แต่ก่อนที่หว่านเอ๋อร์จะทันได้ทักท้วง เขาก็โน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น "แต่พรุ่งนี้เช้า... ข้ามีเรื่องสำคัญมากต้องคุยกับเจ้า เป็นข้อเสนอที่เจ้าไม่อาจปฏิเสธ และมันเกี่ยวกับความปลอดภัยของ... อาณาจักรการค้าของเจ้า"
ลมราตรีพัดวูบ หอบเอากลิ่นอายอันตรายเจือมาจางๆ หว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังกว้างของจ้าวเฉินที่เดินหายไปในความมืดพร้อมกับความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจ
เรื่องสำคัญ? และเงาตะคุ่มที่นางเห็นแวบๆ เมื่อครู่...
ดูเหมือนว่าที่ดินสามพันหมู่ของนาง จะไม่ได้นำมาเพียงแค่ความมั่งคั่งเสียแล้ว แต่ยังนำพา 'พายุ' ลูกใหญ่ตามมาด้วย!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข้อเสนอของจ้าวเฉิน]**