ตอนที่ 194
***บทที่ 194: การวางผังเมืองใหม่***
ภายในโถงกลางเรือนสกุลหลิน บรรยากาศตึงเครียดระคนตื่นเต้นปกคลุมไปทั่ว แสงเทียนวูบไหวตามแรงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง ส่องกระทบโครงหน้าอันงดงามแต่ทว่าเฉียบขาดของหลินหว่านเอ๋อร์ นางยืนสง่าอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์ตัวยาว บนโต๊ะนั้นมิใช่อาหารโอชารส แต่เป็นแผนที่หนังสัตว์แผ่นมหึมาที่วาดเส้นสายภูมิประเทศไว้อย่างละเอียดลออ
เบื้องหน้าของนางคือหัวหน้าคนงานทั้งหลาย และผู้ใหญ่บ้านสกุลจางที่ถูกตามตัวมาอย่างเร่งด่วน ชายชราหอบหายใจแฮกๆ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก ยามเมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับวงสีแดงที่หว่านเอ๋อร์วงไว้บนแผนที่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าและที่ราบตีนเขากว้างใหญ่ถึงสามพันหมู่ เขาก็ถึงกับเข่าอ่อนจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
“แม่นางหลิน... นี่เจ้า... เจ้าคิดจะทำอันใดกับที่ดินพระราชทานผืนนี้กันแน่?” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามเสียงสั่น “พื้นที่กว้างใหญ่ปานนี้ ลำพังแรงงานในหมู่บ้านเรา ต่อให้เกณฑ์มาทั้งลูกเด็กเล็กแดงก็ไม่อาจถางพงหญ้าได้หมดในหนึ่งปี”
หว่านเอ๋อร์กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดอกท้อฉายประกายลึกล้ำดุจห้วงมหรรณพ นางใช้พู่กันด้ามยาวชี้ลงไปที่จุดกึ่งกลางของแผนที่ ราวกับแม่ทัพบัญชาการศึก
“ท่านลุงจาง ท่านมองเห็นเพียงผืนดินรกร้าง แต่ข้ามองเห็น ‘เมือง’ แห่งใหม่” น้ำเสียงของนางกังวานใสแต่หนักแน่น “การทำเกษตรแบบเดิมๆ ที่ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย มันจบสิ้นไปแล้ว หากข้าต้องการส่งสินค้าเข้าวังหลวงและกระจายขายทั่วแคว้น ข้าต้องการความแน่นอน ทั้งปริมาณและคุณภาพ”
นางตวัดพู่กันลากเส้นแบ่งเขตแดนบนแผนที่อย่างคล่องแคล่ว ราวกับภาพนี้ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วในสมองของนาง
“ข้าจะไม่จ้างแรงงานมาทำนาให้ข้าเยี่ยงทาส แต่ข้าจะสร้าง ‘หมู่บ้านตัวอย่าง’ ขึ้นที่นี่”
“หมู่บ้านตัวอย่าง?” ผู้ใหญ่บ้านและเหล่าหัวหน้าคนงานทวนคำอย่างงุนงง
“ถูกต้อง” หว่านเอ๋อร์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รัศมีแห่งความเป็นผู้นำแผ่ซ่าน “ข้าจะแบ่งสรรที่ดินสามพันหมู่นี้ออกเป็นแปลงย่อย แปลงละห้าหมู่ สร้างบ้านพักที่แข็งแรงทนทาน มุงกระเบื้องอย่างดี ไม่ใช่เพิงฟางซอมซ่อ พร้อมระบบระบายน้ำเสียและถนนหนทางที่ปูด้วยหิน”
นางกวาดสายตามองทุกคนที่กำลังอ้าปากค้าง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยข้อเสนอที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ “ชาวบ้านครอบครัวใดที่ขยันขันแข็งและผ่านการคัดเลือกจากข้า จะได้รับสิทธิ์เช่าที่ดินและบ้านในราคากึ่งหนึ่งของตลาด ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า แต่มีข้อแม้เพียงข้อเดียว...”
หว่านเอ๋อร์หยุดเว้นจังหวะ ให้ความเงียบทำงานของมัน จนกระทั่งทุกคนกลั้นหายใจรอฟัง
“พวกเขาต้องปลูกพืชตามที่ข้ากำหนดเท่านั้น ห้ามปลูกอย่างอื่นแม้แต่ต้นเดียว และต้องปฏิบัติตามกรรมวิธีดูแลรักษาที่ข้าบัญญัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย การรดน้ำ หรือการเก็บเกี่ยว ผลผลิตทั้งหมดข้าจะเป็นผู้รับซื้อในราคาประกันที่สูงกว่าพ่อค้าคนกลางหน้าเลือดพวกนั้น แต่หากใครแอบใช้ของเสียรดผัก หรือลักลอบนำผลผลิตไปขายเอง... ข้าจะริบสิทธิ์คืนและไล่ออกจากพื้นที่ทันที!”
ผู้ใหญ่บ้านจางเบิกตากว้าง มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น ข้อเสนอนี้มิใช่เพียงแค่การจ้างงาน แต่มันคือการพลิกชีวิตของชาวบ้านยากจน ให้มีที่ทำกิน มีบ้านอยู่ และมีรายได้ที่แน่นอน โดยไม่ต้องเสี่ยงกับราคาตลาดที่ผันผวน
“แม่นางหลิน... เจ้า... เจ้าพูดจริงรึ? บ้านมุงกระเบื้อง? ราคาประกัน?”
“ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ คำไหนคำนั้น” นางกล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่ได้ต้องการเป็นเพียงเศรษฐีที่ดิน แต่ข้าต้องการเป็นผู้สร้างรากฐาน ข้าต้องการวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมเพื่อป้อนเข้าโรงงานแปรรูปที่จะตั้งขึ้นในทิศบูรพาของที่ดินผืนนี้ และข้าต้องการชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่ข้า”
นางไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงเกษตรกรอีกต่อไปแล้ว ในยามนี้ นางคือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้สร้างเมืองที่กำลังวางรากฐานอาณาจักรของตนเอง การจัดสรรพื้นที่ (Zoning) ถูกแบ่งชัดเจน ทิศเหนือติดภูเขาเป็นแหล่งน้ำและสวนผลไม้ ทิศตะวันออกเป็นโรงงาน ทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นที่อยู่อาศัยและแปลงเกษตรพันธสัญญา
“ท่านลุงจาง หน้าที่ของท่านคือไปป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ทั่วหมู่บ้าน และหมู่บ้านใกล้เคียง บอกพวกเขาว่า สกุลหลินเปิดรับพันธมิตร ไม่ใช่บ่าวไพร่ แต่ข้าต้องการคนขยัน ซื่อสัตย์ และพร้อมจะเชื่อฟังคำสั่งข้าอย่างเคร่งครัด”
เมื่อผู้ใหญ่บ้านรับคำสั่งและรีบวิ่งออกไปราวกับลืมวัยชรา ข่าวใหญ่ก็แพร่สะพัดออกไปดุจไฟลามทุ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลานหน้าเรือนสกุลหลินเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ยืน ชาวบ้านจากทั่วสารทิศต่างหอบลูกจูงหลาน ถือจอบเสียมและห่อผ้าเก่าๆ มารอคอยด้วยความหวัง แววตาของพวกเขาเป็นประกายระยิบระยับเมื่อได้ยินคำว่า 'บ้านกระเบื้อง' และ 'รับซื้อหมด'
หลินหว่านเอ๋อร์นั่งอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน จิบชาหอมกรุ่น พลางมองดูคลื่นมนุษย์เบื้องหน้า ข้างกายมีเสี่ยวเฟิงคอยช่วยจดรายชื่อ แต่นางไม่ได้ปล่อยให้ใครเข้ามาได้ง่ายๆ
“ครอบครัวสกุลหวัง เคยมีประวัติลักขโมยไก่เพื่อนบ้าน... ไม่ผ่าน!” เสียงหวานแต่เฉียบขาดดังขึ้น ทำเอาชายร่างผอมที่กำลังยิ้มร่าหน้าซีดเผือด
“ครอบครัวสกุลหลี่ ขยันขันแข็ง แต่ชอบดื่มสุราจนเมามายอาละวาด... ไม่ผ่าน! ข้าต้องการชุมชนที่สงบสุข ไม่ใช่แหล่งซ่องสุมขี้เมา”
นางคัดกรองคนด้วยสายตาที่แหลมคมดั่งพญาเหยี่ยว ข้อมูลจากความทรงจำเดิมและข่าวสารจากชาวบ้านทำให้นางรู้ตื้นลึกหนาบางของคนในละแวกนี้เป็นอย่างดี นางเลือกเฟ้นเฉพาะ ‘เพชรในตม’ ที่พร้อมจะเจียระไนได้เท่านั้น
บรรยากาศการลงชื่อเต็มไปด้วยความโกลาหลที่เจือไปด้วยความปีติยินดี ผู้ที่ได้รับเลือกต่างน้ำตาไหลพราก ก้มลงโขกศีรษะขอบคุณนางราวกับนางเป็นพระโพธิสัตว์มาโปรด ส่วนผู้ที่พลาดหวังก็ได้แต่คอตกเดินจากไป หรือไม่ก็พยายามอ้อนวอนขอโอกาส
ทว่าท่ามกลางความสำเร็จในการรวบรวมกำลังคนและการวางผังเมืองที่ดูเหมือนจะราบรื่น หว่านเอ๋อร์กลับสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คิ้วเรียวงามของนางขมวดเข้าหากัน
นางเห็นเด็กๆ ลูกหลานชาวบ้านจำนวนมากที่ติดตามพ่อแม่มา วิ่งเล่นซุกซนเกลือกกลิ้งไปกับโคลนตม บางคนทะเลาะวิวาทแย่งชิงขนมกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่มีใครอ่านหนังสือออก ไม่มีใครรู้มารยาท หรือแม้แต่การนับเลขง่ายๆ
สายตาของนางเลื่อนไปมองใบสัญญาเช่าที่นางร่างขึ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่... ไม่สิ เกือบทั้งหมด ทำได้เพียงประทับรอยนิ้วมือด้วยหมึกแดง เพราะพวกเขา ‘อ่านไม่ออก’ และ ‘เขียนไม่ได้’
หากนางจะสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ โรงงานที่ทันสมัย และระบบการผลิตที่ซับซ้อน จะพึ่งพาเพียงแรงงานที่ใช้แต่กำลังกายได้อย่างไร? หากวันหนึ่งนางต้องการหัวหน้างานเพิ่ม หรือต้องการคนจดบันทึกบัญชีสินค้า นางจะหาจากที่ไหน?
การมีที่ดิน มีเงินทุน และมีแรงงาน อาจจะเพียงพอสำหรับการเป็นเศรษฐีบ้านนอก แต่สำหรับการเป็นคู่ค้าของราชสำนัก และผู้กุมชะตาเศรษฐกิจของแคว้น... ความรู้คือสิ่งที่ขาดไม่ได้
หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลงแรงกว่าปกติจนเกิดเสียงดัง 'กึก' ทำเอาเสี่ยวเฟิงสะดุ้ง
"เสี่ยวเฟิง..." นางเอ่ยเรียกน้องชายเสียงเครียด
"ขอรับท่านพี่?"
"เจ้าดูเด็กพวกนั้นสิ... แล้วดูรายชื่อพวกนี้ มีแต่รอยนิ้วมือแดงเถือกไปหมด" นางถอนหายใจยาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้าง แววตามุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม "ผังเมืองของข้ายังไม่สมบูรณ์ ข้าลืมสิ่งสำคัญที่สุดไปเสียสนิท... รากฐานที่แท้จริงของความเจริญไม่ใช่แค่บ้านเรือนหรือถนนหนทาง"
"ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรขอรับ?"
หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน ชี้มือไปยังที่ว่างใจกลางผังเมืองที่นางเว้นไว้ "ตรงนั้น... ข้าจะไม่สร้างโกดังเก็บของ แต่ข้าจะสร้างสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ายุ้งฉาง... อาณาจักรของข้า จะปล่อยให้มีแต่คนตาบอดเพราะไม่รู้หนังสือไม่ได้!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: โรงเรียนกลางทุ่ง]**