ตอนที่ 195

***บทที่ 195: โรงเรียนกลางทุ่ง***

สายลมยามบ่ายพัดผ่านทุ่งหญ้า หอบเอาไอร้อนและกลิ่นดินโชยมาแตะจมูก หลินหว่านเอ๋อร์ลดมือที่ชี้ไปยังพื้นที่ว่างเปล่ากลางแผนผังลง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา

“โรงเรียน...” หลินเสี่ยวเฟิงทวนคำ แววตาของเด็กชายฉายประกายวูบไหว “ท่านพี่ ท่านจะสร้างสถานศึกษาที่นี่หรือขอรับ? ในหมู่บ้านเล็กๆ อย่างนี้หรือ?”

“ถูกต้อง” หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงหนักแน่น นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก ตวัดวาดโครงสร้างอาคารลงบนตำแหน่งว่างเปล่านั้นอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่แค่สถานศึกษาธรรมดา แต่จะเป็นรากฐานของความมั่งคั่งในอนาคต”

นางหันกลับไปมองกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงง่วนอยู่กับการลงชื่อด้วยรอยพิมพ์นิ้วมือ

“เสี่ยวเฟิง เจ้าจงจำไว้ การทำธุรกิจไม่ใช่แค่การกอบโกยกำไรเข้ากระเป๋า แต่คือการสร้าง ‘คน’ หากข้าต้องการขยายกิจการไปทั่วแคว้น ข้าไม่อาจทำงานคนเดียวได้ และข้าก็ไม่อาจไว้ใจคนนอกได้สนิทใจเท่ากับคนที่ข้าปั้นขึ้นมากับมือ”

วันรุ่งขึ้น ข่าวการสร้างโรงเรียนแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านประดุจไฟลามทุ่ง หว่านเอ๋อร์ไม่ได้เพียงแค่พูด นางสั่งการทันที เงินกำไรก้อนโตจากการขายผักดองและเห็ดหอมถูกแบ่งออกมาส่วนหนึ่งอย่างไม่เสียดาย เพื่อว่าจ้างช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในละแวกนั้น

ไม้เนื้อแข็งถูกลำเลียงเข้ามา เสียงเลื่อยไม้และตอกตะปูดังประสานกับเสียงจักจั่นเรไร กลางทุ่งนาที่เคยว่างเปล่า บัดนี้โครงสร้างอาคารไม้ไผ่ผสมไม้สักเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง มันไม่ได้หรูหราดั่งวังหลวง แต่โอ่โถง โปร่งสบาย และแข็งแรงทนทาน หลังคามุงกระเบื้องดินเผาอย่างดีเพื่อกันแดดกันฝน แตกต่างจากบ้านดินมุงฟางของชาวบ้านทั่วไป

แต่การสร้างอาคารนั้นง่ายดายเมื่อเทียบกับการหา ‘ครู’

หว่านเอ๋อร์ประกาศรับสมัครบัณฑิตผู้มีความรู้ แต่ข้อกำหนดของนางนั้นพิลึกกึกกือ นางไม่ต้องการบัณฑิตหัวโบราณที่เอาแต่ท่องกลอนชมจันทร์ นางต้องการคนที่มีความรู้เรื่องการคำนวณ รู้จักโลก และที่สำคัญ... ต้อง ‘จน’ พอที่จะยอมรับฟังคำสั่งของสตรี

และสวรรค์ก็เหมือนจะเข้าข้าง หรือไม่ก็กลั่นแกล้ง เมื่อ ‘กัวจื่ออัน’ ปรากฏตัวขึ้น

ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดบัณฑิตสีซีดที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม เดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าเรือนสกุลหลิน ใบหน้าของเขาซูบตอบแต่แววตายังคงมีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของปัญญาชน

“ข้าได้ยินว่าที่นี่ต้องการครูสอนหนังสือ...” กัวจื่ออันเอ่ยเสียงแหบพร่า พลางกระชับห่อผ้าเก่าๆ แนบอก “ข้าคือซิ่วไฉ่ (บัณฑิตระดับต้น) ที่สอบตกจวี่เหรินมาสามหน แต่ข้ามั่นใจในความรู้ของข้า”

หว่านเอ๋อร์นั่งจิบชาอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ปรายตามองบัณฑิตตกยากผู้นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า “ท่านอ่านออกเขียนได้ แตกฉานในคัมภีร์ขงจื๊อ?”

“แน่นอนแม่นาง”

“แล้วท่านคิดเลขเป็นหรือไม่? ลูกคิดดีดคล่องหรือเปล่า?”

กัวจื่ออันชะงัก “ข้าเป็นบัณฑิต ย่อมต้อง...”

“ข้าไม่ได้จ้างท่านมาสอนเด็กๆ ท่องกลอนจีบสาว” หว่านเอ๋อร์ตัดบทเสียงเรียบ “ข้าต้องการให้ท่านสอนพวกเขาให้อ่านบัญชีออก เขียนสัญญาเป็น และคิดคำนวณต้นทุนกำไรได้ หากท่านทำได้ ข้ามีที่พัก อาหารสามมื้อ และเงินเดือนให้อีกเดือนละสองตำลึง”

ดวงตาของกัวจื่ออันเบิกกว้าง สองตำลึง! นั่นมากกว่าเงินที่เขาเคยหาได้ทั้งปีเสียอีก ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่เริ่มสั่นคลอนด้วยความหิวโหยและข้อเสนอที่เย้ายวน

“ตกลง! ข้าทำได้!”

เมื่อโรงเรียนสร้างเสร็จและได้ครูมาประจำการ ปัญหาก็ตกมาอยู่ที่ ‘นักเรียน’

ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงมีความคิดฝังหัวว่าลูกหลานควรช่วยงานในนามากกว่าไปนั่งท่องหนังสือที่กินไม่ได้ แต่หว่านเอ๋อร์ก็เตรียมรับมือไว้แล้ว

นางประกาศกฏเหล็กกลางลานหมู่บ้าน “บ้านใดส่งลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนของข้า เด็กคนนั้นจะได้รับอาหารกลางวันฟรีหนึ่งมื้อ เป็นข้าวสวยร้อนๆ กับกับข้าวที่มีเนื้อสัตว์! และหากเรียนจบ ข้าการันตีว่าจะรับเข้าทำงานในโรงงานแปรรูป เป็นเสมียนหรือหัวหน้างานที่มีเงินเดือนประจำ ไม่ต้องตากแดดตากฝนขุดดินอีกต่อไป!”

สิ้นเสียงประกาศ ชาวบ้านที่เคยอิดออดต่างพากันจูงลูกหลานมามอบตัวกันจนล้นโรงเรียน ความอดอยากทำให้พวกเขาเห็นค่าของอาหารฟรี แต่คำมั่นสัญญาเรื่องอนาคตทำให้พวกเขาเริ่มเห็นแสงสว่าง

ในเช้าวันเปิดเรียนวันแรก เสี่ยวเฟิงตื่นแต่เช้ามืด เขาหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ที่พี่สาวตัดเย็บให้มาสวมใส่อย่างทะนุถนอม สะพายย่ามใบเก่งที่ภายในบรรจุกระดาษและพู่กันราคาแพงที่หว่านเอ๋อร์เตรียมไว้ให้

เด็กชายยืนมองเงาตัวเองในอ่างน้ำ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า เขาไม่ใช่เด็กกำพร้าสกปรกที่ถูกคนรังเกียจอีกต่อไป วันนี้เขาคือนักเรียน และเป็นน้องชายของหลินหว่านเอ๋อร์ผู้มั่งคั่ง

“ท่านพี่ ข้าพร้อมแล้วขอรับ!” เสี่ยวเฟิงวิ่งออกมาหาพี่สาวที่ยืนรออยู่หน้าเรือน

หว่านเอ๋อร์มองดูน้องชายด้วยสายตาอ่อนโยน นางเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อของเขาให้เรียบร้อย “ไปเถอะเสี่ยวเฟิง ไปเป็นผู้นำของเด็กพวกนั้น แสดงให้พวกเขาเห็นว่าความรู้คืออำนาจ”

“ขอรับ!”

ภาพของเด็กๆ นับสิบคน นั่งเรียงกันในอาคารเรียนหลังใหม่ เสียงท่องตำรา (แม้จะยังตะกุกตะกาก) ดังก้องไปทั่วทุ่งนา สร้างความรู้สึกแปลกใหม่และเปี่ยมด้วยความหวังให้กับหมู่บ้านที่เคยเงียบเหงา

กัวจื่ออัน แม้จะดูเคร่งขรึมและเข้มงวด แต่เขาก็สอนด้วยความตั้งใจ เพราะเขารู้ดีว่าข้าวสวยร้อนๆ และเนื้อสัตว์ในชามมื้อกลางวันนั้นมาจากเมตตาของใคร และเด็กเหล่านี้คืออนาคตที่นายจ้างของเขาคาดหวัง

หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองดูภาพความสำเร็จเบื้องหน้าจากระเบียงเรือน นี่คือการคืนกำไรสู่สังคมในแบบของนาง... การสร้างคนที่นางจะใช้งานได้ในอนาคต ไม่มีสิ่งใดคุ้มค่าไปกว่าการลงทุนในมนุษย์

ทว่า ขณะที่นางกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จเล็กๆ นี้ สายตาอันเฉียบคมของนางก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งผิดปกติ

แสงแดดช่วงสายเริ่มแผดจ้า รุนแรงกว่าทุกวันที่ผ่านมา ไอความร้อนระเหยขึ้นมาจากผิวดินจนมองเห็นเป็นคลื่น ลมร้อนพัดกรรโชกจนใบข้าวโพดในแปลงทดลองเริ่มม้วนงอ

หว่านเอ๋อร์เดินลงจากเรือน ตรงไปยังลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านข้างที่ดินของนาง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อเห็นระดับน้ำที่ลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย โขดหินที่เคยจมอยู่ใต้น้ำบัดนี้โผล่พ้นขึ้นมาแห้งผาก

“โรงเรียนสร้างเสร็จแล้ว คนก็มีแล้ว...” นางพึมพำกับตัวเอง เสียงของนางเจือไปด้วยความกังวลที่หาได้ยาก “แต่หากไม่มีน้ำ... แผนการขยายพื้นที่เพาะปลูกนับร้อยไร่ของข้าก็เป็นได้แค่ฝันกลางวัน”

นางแหงนหน้ามองไปยังยอดเขาสูงตระหง่านที่อยู่ไกลออกไป ยอดเขาที่มีน้ำตกไหลลงมาไม่ขาดสาย แต่ระยะทางนั้นห่างไกลเกินกว่าจะขุดคลองส่งน้ำแบบธรรมดาได้

"ระบบชลประทานเดิมๆ คงใช้ไม่ได้ผลกับสเกลงานระดับนี้แน่" หว่านเอ๋อร์หรี่ตาลง สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางออก ก่อนที่พืชผลทั้งหมดจะยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ระบบชลประทานขั้นสูง]**