ตอนที่ 197

***บทที่ 197: ฤดูเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่***

สายลมยามบ่ายพัดผ่านทุ่งกว้าง หอบเอาความร้อนระอุเจือจางไปกับความเย็นเยียบของข่าวสารที่เพิ่งได้รับ หลินหว่านเอ๋อร์กวาดสายตาอ่านตัวอักษรบนกระดาษจดหมายอย่างรวดเร็ว คิ้วเรียวงามที่ขมวดมุ่นในคราแรกค่อยๆ คลายออก จนกระทั่งริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้น เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าแฝงความน่าเกรงขามจนบ่าวรับใช้ของจ้าวเฉินต้องลอบกลืนน้ำลาย

“ข่าวร้ายหรือขอรับคุณหนู?” ผู้ส่งสาส์นเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“ข่าวร้ายสำหรับคนเมืองหลวง แต่เป็นข่าวดีที่สุดสำหรับข้า” หว่านเอ๋อร์พับจดหมายเก็บเข้าในอกเสื้อ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ดุจแม่ทัพที่มองเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า “ในราชสำนักกำลังมีการเปลี่ยนแปลง เส้นทางขนส่งเสบียงทางเหนือถูกตัดขาดชั่วคราว ข้าวสารอาหารแห้งในเมืองหลวงราคาพุ่งสูงขึ้นสามเท่า... นี่ไม่ใช่หายนะ แต่เป็นโอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้ไร่สุขสำราญต่างหาก”

นางหันกลับไปมองผืนนาที่ระบบชลประทานเพิ่งทำงานเสร็จสิ้น น้ำใสสะอาดไหลหล่อเลี้ยงพืชผลจนชุ่มฉ่ำ

“กลับไปบอกนายท่านจ้าวว่า เตรียมโกดังให้พร้อม อีกสามวัน... ข้าจะจัดงาน ‘เทศกาลเก็บเกี่ยว’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่แคว้นนี้เคยมีมา”

...

สามวันต่อมา ณ ไร่สุขสำราญ

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องกระทบยอดข้าวโพดที่ยืนต้นตระหง่านเป็นทิวแถวราวกับกองทัพทหารกล้า ฝักข้าวโพดอวบอ้วนห่อหุ้มด้วยเปลือกสีเขียวสดไหมสีน้ำตาลแดงห้อยระย้าบ่งบอกถึงความสุกงอมเต็มที่ นี่คือ ‘ข้าวโพดหวานพันธุ์พิเศษ’ ที่ได้รับการรดด้วยน้ำจากมิติและปุ๋ยสูตรลับของหว่านเอ๋อร์ ขนาดของมันใหญ่กว่าข้าวโพดทั่วไปถึงสองเท่า และกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยออกมานั้นยั่วน้ำลายยิ่งนัก

ถัดไปอีกแปลง คือดงมันเทศที่เถาใบเขียวชอุ่มปกคลุมหน้าดินจนมิด เพียงแค่ลองขุดดินลงไปเล็กน้อย ก็จะพบกับหัวมันเทศสีแดงเข้มขนาดมหึมาซ่อนตัวอยู่อย่างหนาแน่น ราวกับขุมทรัพย์ใต้พิภพที่รอวันถูกค้นพบ

วันนี้ไร่สุขสำราญมิได้เงียบเหงาเหมือนวันวาน บริเวณลานกว้างหน้าไร่ถูกจัดเตรียมเป็นเวทีประมูลชั่วคราว ธงทิวสีแดงประดับประดาปลิวไสว พ่อค้าวานิชจากทั่วสารทิศ ทั้งจากในตัวอำเภอและต่างเมืองที่ได้ข่าวลือเรื่อง ‘พืชผลวิเศษ’ ต่างตบเท้าเดินทางมากันอย่างเนืองแน่น รถยูนานและรถม้าจอดเรียงรายยาวเหยียดไปจนสุดถนนเข้าหมู่บ้าน

ชาวบ้านที่เคยดูแคลนที่ดินผืนนี้ต่างพากันมายืนมุงดูด้วยความตื่นตะลึง พวกเขาไม่เคยเห็นพืชผลที่งดงามและดกหนาขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามเรียบหรูทว่าตัดเย็บอย่างประณีต ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นยกสูง นางมิได้ดูเหมือนสาวชาวบ้าน แต่กลับดูสง่างามราวกับนางพญาผู้กุมชะตาลิขิตของทุกคนในที่นี้

“ยินดีต้อนรับท่านเถ้าแก่และพ่อค้าทุกท่านสู่ไร่สุขสำราญ” น้ำเสียงของนางกังวานใส ชัดเจน และเปี่ยมด้วยอำนาจ “วันนี้ข้ามิได้มาขายผักหญ้าธรรมดา แต่ข้ามามอบ ‘ทองคำที่กินได้’ ให้แก่พวกท่าน”

นางดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว คนงานที่ซักซ้อมมาอย่างดีก็ยกหม้อนึ่งขนาดใหญ่ขึ้นมาบนเวที ควันร้อนฉุยพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมหวานที่รุนแรงและเย้ายวนจนผู้คนที่ยืนอยู่ด้านล่างต้องสูดดมฮือฮา

หว่านเอ๋อร์ใช้คีมคีบข้าวโพดต้มสีเหลืองอร่ามออกมาหนึ่งฝัก เมล็ดข้าวโพดเรียงตัวสวยงามดุจไข่มุกสีทอง สะท้อนแสงแดดเป็นประกาย นางหักมันออกเป็นสองท่อน เสียง *เปราะ* ที่ดังกรอบบ่งบอกถึงความสดใหม่ ไอความร้อนระเหยขึ้นมา

“เชิญชิม!”

เหล่าคนงานนำถาดใส่ข้าวโพดต้มและมันเทศเผาหั่นชิ้นพอดีคำเดินแจกจ่ายให้เหล่าพ่อค้า เพียงคำแรกที่ได้ลิ้มรส ความโกลาหลก็บังเกิด

“สวรรค์! รสชาตินี้มันอะไรกัน? หวาน... หวานล้ำลึกยิ่งกว่าผลไม้เสียอีก!” เถ้าแก่ร่างท้วมผู้หนึ่งอุทาน ดวงตาเบิกโพลง

“มันเทศนี่ก็เช่นกัน เนื้อเนียนละเอียดดุจแป้งกวน ละลายในปาก ทั้งหอมทั้งหวาน ไม่มีความฝาดเฝื่อนแม้แต่น้อย!”

“ข้าไม่เคยเห็นผลผลิตเช่นนี้มาก่อนในแคว้นเรา! ถ้าเอาไปขายในเมืองหลวง...”

เสียงเซ็งแซ่ดังระงม ความโลภและความต้องการฉายชัดในแววตาของพ่อค้าทุกคน หว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก นางรู้ดีว่าแผนการตลาดแบบ ‘ให้ชิมก่อน แล้วค่อยเชือด’ ของนางได้ผลเสมอ

“ผลผลิตล็อตแรกนี้มีจำกัด” หว่านเอ๋อร์เอ่ยขัดจังหวะความตื่นเต้น ทำให้ลานประมูลเงียบกริบลงทันที “ข้าวโพดหนึ่งพันตะกร้า และมันเทศสองพันกระสอบ... ข้าจะไม่กำหนดราคา แต่จะให้พวกท่านเสนอราคาแข่งกัน ผู้ที่ให้ราคาสูงสุด จะได้สิทธิ์ผูกขาดการค้าในล็อตนี้ไป”

“ข้าให้ตะกร้าละ 5 ตำลึงเงิน!” พ่อค้าคนแรกตะโกนขึ้นทันที ราคาที่เสนอสูงกว่าข้าวโพดทั่วไปถึงสิบเท่า ชาวบ้านที่มุงดูต่างส่งเสียงฮือฮา

“5 ตำลึง? อย่ามาดูถูกของวิเศษเช่นนี้! ข้าให้ 8 ตำลึง!”

“10 ตำลึง! ข้าเหมาหมด!”

“12 ตำลึง! ข้ามาจากหอการค้าตระกูลหลี่ ข้าขอสู้ไม่ถอย!”

การประมูลดำเนินไปอย่างดุเดือดดั่งสมรภูมิรบ พ่อค้าต่างแย่งชิงกันเสนอราคาอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งรู้ข่าวเรื่องเสบียงขาดแคลนในเมืองหลวง ของดีหายากเช่นนี้ย่อมทำกำไรได้มหาศาล พวกเขามองเห็นภูเขาเงินภูเขาทองกองอยู่ตรงหน้า จึงไม่มีใครยอมถอย

หว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองดูตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในใจนางคำนวณกำไรอย่างรวดเร็ว ตัวเลขที่ได้นั้นมากมายมหาศาลจนสามารถซื้อที่ดินเพิ่มได้อีกทั้งอำเภอ หรือแม้แต่สร้างคฤหาสน์หรูหราได้ในพริบตา

ในที่สุด การประมูลก็สิ้นสุดลงด้วยราคาสูงลิบลิ่วที่ทำเอาชาวบ้านแทบเป็นลมล้มพับ เถ้าแก่ใหญ่จากเมืองหลวงเป็นผู้ชนะการประมูลข้าวโพดทั้งหมด ส่วนมันเทศถูกแบ่งไปโดยกลุ่มพ่อค้าสามรายใหญ่

รถม้าทยอยขนผลผลิตออกจากไร่ ทองคำและตั๋วเงินจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงเข้าสู่มือของหลินหว่านเอ๋อร์ กองเงินกองทองวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะบัญชี แสงสีเงินและสีทองส่องประกายวูบวาบจนแสบตา

“คุณหนู... นี่มัน...” ป้าหวังที่มาช่วยงานถึงกับมือไม้สั่น นางไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต “พวกเรารวยแล้ว... รวยจริงๆ แล้ว!”

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเจ้าค่ะป้าหวัง” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น นางหยิบตั๋วเงินปึกหนึ่งยื่นให้หัวหน้าคนงาน “แบ่งเงินรางวัลพิเศษให้ทุกคน ให้พวกเขารู้ว่าหยาดเหงื่อที่เสียไปในไร่ของข้า มีค่าตอบแทนที่คุ้มค่าเสมอ”

เสียงโห่ร้องยินดีของคนงานดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วหุบเขา “นายหญิงจงเจริญ! ไร่สุขสำราญจงเจริญ!”

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจหลั่งไหลเข้ามาดุจทำนบแตก ไร่ที่เคยแห้งแล้ง บัดนี้กลายเป็นบ่อเงินบ่อทองที่ใครๆ ต่างอิจฉา หว่านเอ๋อร์ยืนมองอาณาจักรของนางท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง สีทองของท้องฟ้ากลมกลืนกับสีของไร่ข้าวโพด ช่างเป็นภาพที่งดงามจับตา

ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเปี่ยมไปด้วยความสุขสมหวัง รถหนูม้าคันหนึ่งที่ดูคุ้นตาก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าลานพิธีอย่างเงียบเชียบ ตราสัญลักษณ์บนรถมิใช่ของพ่อค้า แต่มันคือตราของ 'ศาลว่าการอำเภอ'

เจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีกรมท่าก้าวลงมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาเดินตรงฝ่าฝูงชนเข้ามาหาหลินหว่านเอ๋อร์ ท่ามกลางเสียงเฮฮาที่ค่อยๆ เงียบเสียงลง

หว่านเอ๋อร์หรี่ตามอง นางจำได้ว่านี่คือคนสนิทของท่านนายอำเภอที่เคยช่วยเหลือนางในคดีความ

“คุณหนูหลิน” เจ้าหน้าที่หนุ่มประสานมือคารวะ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความหนักใจ “ข้ามารบกวนเวลาแห่งความปีติของท่าน แต่ท่านนายอำเภอมีคำสั่งด่วนให้ข้านำ ‘คำตัดสินสุดท้าย’ มาแจ้งแก่ท่านเป็นการส่วนตัว”

“คำตัดสิน?” หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วเล็กน้อย “เกี่ยวกับลุงใหญ่และลูกพี่ลูกน้องของข้าหรือ?”

“ขอรับ... โทษทัณฑ์ได้ถูกกำหนดแล้ว และมันรุนแรงกว่าที่ใครจะคาดคิด” เจ้าหน้าที่ลดเสียงลงกระซิบ “และยังมีข่าวบางอย่างเกี่ยวกับญาติผู้น้องของท่าน... นางไม่ได้ถูกตัดสินแค่ให้ทำงานใช้หนี้ธรรมดา แต่ชะตากรรมของนางกำลังจะพลิกผันไปในทางที่ท่านอาจคาดไม่ถึง”

หว่านเอ๋อร์รับสาส์นคำตัดสินมาถือไว้ ความเย็นเยียบจากกระดาษแผ่ซ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว ท่ามกลางกองเงินกองทองและความสำเร็จที่รายล้อม บทสรุปของความแค้นในอดีตกำลังจะถูกเปิดเผย และดูเหมือนว่า... สวรรค์จะไร้ความปรานีต่อคนชั่วมากกว่าที่นางคิดไว้เสียอีก

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บทลงโทษสุดท้าย]**