ตอนที่ 198

***บทที่ 198: บทลงโทษสุดท้าย***

เสียงอึกทึกครึกโครมจากงานเฉลิมฉลองชัยชนะของไร่สุขสำราญยังคงดังกึกก้องเป็นฉากหลัง ทว่าในวงล้อมเล็กๆ ที่หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่นั้น บรรยากาศกลับเงียบสงัดราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ม้วนกระดาษในมือของหญิงสาวมิได้หนักอึ้ง แต่ข้อความที่ปรากฏอยู่บนนั้นกลับมีน้ำหนักมากพอที่จะบดขยี้ชีวิตของคนบางคนให้แหลกเหลวได้

“ท่านมือปราบ” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในบ่อลึก ไร้ระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก “ในสาส์นนี้ระบุว่า ‘เนรเทศ’ แต่ข้าใคร่รู้รายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อมิให้มีข้อกังขาในภายหลัง”

เจ้าหน้าที่หนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย แววตาที่มองดูดรุณีน้อยผู้นี้เต็มไปด้วยความนับถือระคนยำเกรง เขาไม่เคยเห็นหญิงสาวชาวบ้านคนใดที่มีจิตใจเข้มแข็งและสุขุมเยือกเย็นเช่นนี้มาก่อน

“เรียนคุณหนูหลิน” เขาเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน “ท่านลุงใหญ่ของท่าน หรือหลินต้าจวง ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มอันธพาล กรรโชกทรัพย์ และสร้างความวุ่นวายแก่บ้านเมือง หลักฐานที่ท่านมอบให้ ประกอบกับคำสารภาพของพวกลูกสมุน ทำให้ท่านนายอำเภอตัดสินลงโทษสถานหนัก...”

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเน้นทีละคำ

“ให้เนรเทศไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนทางเหนือ... ตลอดชีวิต”

คำว่า ‘ชายแดนทางเหนือ’ ทำให้ผู้ติดตามของหว่านเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปถึงกับสูดหายใจเฮือก ที่นั่นคือดินแดนรกร้าง อากาศหนาวเหน็บจนกระดูกร้าว ผู้คนที่ถูกส่งไปที่นั่นต้องทำงานสร้างกำแพงหินและขุดเหมืองแร่ภายใต้การควบคุมของทหารอย่างเข้มงวด สำหรับคนรักสบายและเห็นแก่ตัวอย่างลุงใหญ่ การต้องตื่นก่อนไก่โห่ นอนกลางดินกินกลางทราย และทำงานเยี่ยงทาสจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ นับเป็นบทลงโทษที่ทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก

หว่านเอ๋อร์เพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่อ่านความหมายไม่ออก

“ตลอดชีวิต... ช่างเป็นเวลาที่ยาวนานนัก แต่ก็เหมาะสมกับกรรมที่เขาก่อไว้” นางเปรยขึ้นเบาๆ ก่อนจะถามต่อ “แล้วเป่าจูเล่า? ในสาส์นบอกว่านางต้องชดใช้หนี้สินที่บิดาก่อไว้”

เจ้าหน้าที่หนุ่มมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเบา “สำหรับหลินเป่าจู... เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหมดของบ้านใหญ่ถูกริบเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านที่ถูกขูดรีด นางจึงไม่เหลือที่ซุกหัวนอน ทว่าท่านนายอำเภอเมตตาไม่ส่งนางเข้าคุกหลวง แต่ให้นางทำงานชดใช้หนี้สินแทน”

“ทำงาน?” หว่านเอ๋อร์ทวนคำ

“ขอรับ... นางถูกส่งตัวไปเป็นลูกจ้างในเหลาอาหารระดับล่างในตัวอำเภอ หน้าที่ของนางคือล้างจานชามและทำความสะอาดเศษอาหารในครัวหลังร้าน... นางต้องทำงานนี้จนกว่าจะชดใช้หนี้สินที่บิดานางทิ้งไว้จนหมดสิ้น ซึ่งจากการคำนวณของข้า เกรงว่าสิบปีก็อาจจะไม่พอ”

ภาพของหลินเป่าจู ลูกพี่ลูกน้องผู้เย่อหยิ่งจองหอง ที่วันๆ เอาแต่แต่งตัวสวยงามและดูถูกเหยียดหยามหว่านเอ๋อร์ว่าเป็นเพียงสาวชาวไร่สกปรก บัดนี้กลับต้องจมจ่อมอยู่กับกองจานชามมันย่องและเศษอาหารเน่าเสีย มือที่เคยทาชาดทาแป้งจะต้องเปื่อยยุ่ยด้วยน้ำล้างจานที่กัดกร่อน

สวรรค์ช่างมีตา และกฎแห่งกรรมนั้นยุติธรรมเสมอ มันอาจจะมาช้า แต่ไม่เคยละเว้นผู้ใด

หว่านเอ๋อร์พับเก็บจดหมายลงอย่างใจเย็น นางมิได้รู้สึกสะใจจนอยากจะหัวเราะเยาะ และมิได้รู้สึกสงสารเห็นใจแม้แต่น้อย ความรู้สึกในอกของนางคือความ ‘ว่างเปล่า’ ที่เบาสบาย เหมือนเสี้ยนหนามที่ตำเท้ามานานปีได้ถูกบ่งออกไปจนหมดสิ้นแล้ว

“ขอบคุณท่านมากที่นำข่าวนี้มาแจ้ง” หว่านเอ๋อร์หันไปสั่งสาวใช้ “เสี่ยวถิง นำเหล้าหมักสูตรพิเศษและเสบียงแห้งไปมอบให้ท่านมือปราบเพื่อเป็นสินน้ำใจในการเดินทาง”

เจ้าหน้าที่หนุ่มรีบประสานมือขอบคุณ ก่อนจะขอตัวลาจากไป ทิ้งให้หว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีส้มทองของยามเย็นเพียงลำพังชั่วครู่

นางเงยหน้ามองท้องฟ้า สูตดกลิ่นหอมของรวงข้าวและกลิ่นดินโคลนจางๆ

“จบสิ้นกันเสียที” นางพึมพำกับสายลม “เส้นทางของพวกเจ้าจบลงที่ความทุกข์ระทม ส่วนเส้นทางของข้า... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง”

ความแค้นในอดีตชาติของเจ้าของร่างเดิม และความรำคาญใจที่นางต้องเผชิญ ได้รับการชำระสะสางจนสะอาดหมดจด ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป ไร่สุขสำราญแห่งนี้จะเจริญรุ่งเรืองโดยปราศจากเหลือบไรคอยสูบเลือด

ขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยงเพื่อฉลองต่อ สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับร่างสูงสง่าของจ้าวเฉิน ชายหนุ่มผู้เปรียบเสมือนเงาที่คอยปกป้องนางมาตลอด

เขายืนพิงเสาไม้ไผ่อยู่ไม่ไกล แววตาคมกริบจ้องมองมาที่นาง แต่ทว่าในแววตานั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ต่างไปจากเดิม

มันมิใช่สายตาของคู่ค้า... มิใช่สายตาของสหายร่วมรบ

แต่มันคือสายตาของ ‘การจากลา’

จ้าวเฉินสาวเท้าเข้ามาหาหว่านเอ๋อร์อย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีรอบข้าง บรรยากาศรอบตัวเขากลับดูเคร่งขรึมและหมองหม่นชอบกล ในมือของเขาถือวัตถุบางอย่างที่ห่อหุ้มด้วยผ้าไหมสีเข้ม

“จบเรื่องของลุงใหญ่แล้วใช่หรือไม่?” เขาเอ่ยถามเสียงทุ้ม

“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ “กรรมตามสนองอย่างสาสม ข้าไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีก... ท่านเองก็ควรจะดีใจกับข้ามิใช่หรือ พี่จ้าว?”

จ้าวเฉินฝืนยิ้มที่มุมปาก แต่นัยน์ตายังคงฉายแวววูบไหว เขาขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรจากตัวเขา ก่อนจะยื่นห่อผ้าไหมในมือส่งให้นาง

“หว่านเอ๋อร์... ข้ายินดียิ่งที่เจ้าจัดการปัญหาคาราคาซังได้เสียที” เสียงของเขาแผ่วเบาลงคล้ายกระซิบ “แต่เพราะปัญหาของเจ้าจบลงแล้ว... หน้าที่ของข้าที่นี่จึงอาจจะสิ้นสุดลงเช่นกัน”

หลินหว่านเอ๋อร์ชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป นางสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่แล่นปราดเข้ามาในหัวใจ ข้อความในจดหมายจากเมืองหลวงที่นางเคยเห็นเขาแอบอ่านเมื่อหลายวันก่อน... หรือว่าเวลานั้นจะมาถึงแล้ว?

“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” นางถามกลับ น้ำเสียงเริ่มไม่มั่นคง

จ้าวเฉินเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันออก ทิศทางที่ตั้งของเมืองหลวงอันไกลโพ้น แสงอาทิตย์สุดท้ายลาลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดสลัวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุม

“ราชโองการมาถึงแล้ว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงความเจ็บปวดลึกๆ “พยัคฆ์ต้องกลับคืนถิ่น มังกรต้องกลับคืนวัง... หว่านเอ๋อร์ ข้าคงไม่อาจอยู่ที่ไร่สุขสำราญกับเจ้าได้ตลอดไป”

ลมหนาวพัดวูบผ่านร่างของทั้งสอง หว่านเอ๋อร์กำห่อผ้าในมือแน่น รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะถาโถมเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง การจากลาครั้งนี้อาจมิใช่เพียงแค่ชั่วคราว และของในห่อผ้านี้... คือคำตอบของทุกสิ่ง

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การอำลาของจ้าวเฉิน]**