ตอนที่ 199

***บทที่ 199: การอำลาของจ้าวเฉิน***

คำว่า ‘ราชโองการ’ เปรียบดั่งขุนเขาที่กดทับลงมากลางอก ทำลายความเงียบสงบของยามราตรีจนพังทลาย หลินหว่านเอ๋อร์จ้องมองใบหน้าคมคายของบุรุษเบื้องหน้า แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบเสี้ยวหน้าของจ้าวเฉินเผยให้เห็นความเด็ดเดี่ยวและแววตาที่ซ่อนความอาลัยอาวรณ์เอาไว้ลึกสุดหยั่ง

นางสูดหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นความวูบไหวในจิตใจ นางรู้ดีมาตลอดว่าวันนี้ต้องมาถึง จ้าวเฉินมิใช่ปลาในบ่อเล็ก เขาคือมังกรที่จำต้องแหวกว่ายในมหาสมุทร การที่เขาเร้นกายอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้มาเนิ่นนานก็นับว่าเป็นวาสนาที่สวรรค์ประทานให้มากพอแล้ว

“ต้องไปเมื่อใดเจ้าคะ?” หว่านเอ๋อร์เอ่ยถาม น้ำเสียงของนางสงบนิ่งจนจ้าวเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

“รุ่งสาง” เขาตอบสั้นๆ พลางก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงจันทร์ ทอดเงาปกคลุมร่างเล็กของนางราวกับต้องการโอบอุ้มและปกป้อง “ราชสำนักกำลังระส่ำระสาย หากข้าไม่กลับไปคานอำนาจตอนนี้ เกรงว่ารากฐานที่ข้าเพียรสร้างมาจะถูกพวกตาแก่ในวังหลวงกัดแทะจนไม่เหลือซาก”

หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้าเข้าใจ นางก้มมองห่อผ้าไหมในมือที่เขายัดใส่มือเมื่อครู่ ก่อนจะค่อยๆ คลายปมผ้าออก ภายในนั้นคือป้ายหยกเนื้อดีสลักลวดลายพยัคฆ์คำราม ประทับตราประจำตระกูลจ้าวที่ใครเห็นก็ต้องเกรงขาม

“นี่คือ...”

“ป้ายคำสั่งประจำตัวข้า” จ้าวเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม้ตัวข้าจะไม่อยู่ที่นี่ แต่ป้ายนี้จะเป็นตัวแทนของข้า ตราบใดที่เจ้าถือมันไว้ ขุนนางท้องถิ่นหรือผู้มีอิทธิพลหน้าไหนก็ไม่อาจแตะต้องกิจการของเจ้าได้ ข้าจะเป็น ‘ร่มเงา’ คุ้มครองเจ้าจากเมืองหลวง... หว่านเอ๋อร์ เจ้าจงทำในสิ่งที่เจ้าปรารถนาเถิด ขยายกิจการของเจ้าให้ยิ่งใหญ่คับฟ้า ข้าสัญญาว่าจะคอยปัดเป่าแมลงร้ายไม่ให้มารบกวนเจ้า”

คำสัญญาของเขาหนักแน่นดั่งหินผา มิใช่คำหวานหูของบุรุษเกี้ยวพาราสีสตรี แต่เป็นคำสัตย์ของลูกผู้ชายที่มอบให้แก่สตรีคู่คิด

หว่านเอ๋อร์รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา แต่นางมิใช่สตรีเจ้าน้ำตาที่จะรั้งตัวเขาไว้ด้วยความอ่อนแอ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มงดงามที่ดูมั่นคง

“ในเมื่อท่านเตรียมการทุกอย่างไว้เพื่อข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็คงไม่อาจปฏิเสธความหวังดีได้” นางกล่าวพลางเก็บป้ายหยกเข้าในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ทำทีเป็นหยิบของ แต่แท้จริงแล้วนางเรียกสิ่งของบางอย่างออกมาจากมิติลับ

ขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลขนาดเล็กจิ๋ว วาดลวดลายกอไผ่สีเขียวดูวิจิตรบรรจง ปรากฏขึ้นในมือของนาง

“ท่านให้ของแทนใจแก่ข้า ข้าเองก็มีสิ่งหนึ่งจะให้ท่านเช่นกัน” หว่านเอ๋อร์ยื่นขวดกระเบื้องนั้นให้เขา

จ้าวเฉินรับไปพิจารณา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “ยาพิษหรือ? เจ้าคงไม่ได้คิดจะวางยาข้าก่อนจากกันหรอกกระมัง?”

“ปากคอเราะร้าย!” หว่านเอ๋อร์ถลึงตาใส่เขา แสร้งทำเป็นโกรธ “นี่คือ ‘ยาดมสมุนไพร’ สูตรพิเศษที่ข้าปรุงขึ้นเอง สมุนไพรในนี้... เอ้อ... ข้าคัดสรรมาจากแหล่งพิเศษที่มีพลังปราณบริสุทธิ์ สรรพคุณของมันช่วยแก้อาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้สมองปลอดโปร่ง”

นางขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผงอกกว้าง “ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยเรื่องชวนปวดหัวและเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย ยามใดที่ท่านรู้สึกเหนื่อยล้าหรือโมโหพวกขุนนางเฒ่าเหล่านั้นจนอยากจะสั่งประหารเจ็ดชั่วโคตร ขอให้ท่านสูดดมกลิ่นสมุนไพรนี้ มันจะช่วยให้ท่านใจเย็นลงและครองสติได้มั่นคงเจ้าค่ะ”

จ้าวเฉินหัวเราะในลำคอ แววตาที่มองนางทอประกายอ่อนโยนอย่างที่น้อยคนนักจะได้เห็น เขาเปิดจุกขวดออกแล้วลองสูดดม กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของสะระแหน่ พิมเสน และสมุนไพรล้ำค่าจากมิติลับแล่นพล่านเข้าไปในโพรงจมูก ความสดชื่นสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าสู่สมอง ทำให้ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันมลายหายไปสิ้น

“หอมมาก... และทำให้ตื่นตัวดียิ่งนัก” เขาปิดจุกขวดแล้วเก็บมันไว้ในอกเสื้อ ตำแหน่งเดียวกับหัวใจ “ข้าจะพกมันติดตัวไว้ตลอดเวลา ประหนึ่งมีเจ้าคอยบ่นอยู่ข้างหู”

“ท่านจ้าว!”

“เอาล่ะๆ ข้าไม่ล้อเล่นแล้ว” จ้าวเฉินยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางแผ่วเบา การกระทำที่อ่อนโยนขัดกับบุคลิกเย่อหยิ่งทำให้หัวใจของหว่านเอ๋อร์ดวงน้อยเต้นระรัว “หว่านเอ๋อร์ ฟังข้าให้ดี... ข้าไปครั้งนี้เพื่อรับตำแหน่งและจัดการเรื่องราววุ่นวาย แต่ข้าขอสัญญากับเจ้า ไม่ว่างานราชการจะรัดตัวเพียงใด ข้าจะหาเวลากลับมาเยี่ยมเจ้าที่นี่ทุกปี... ไร่สุขสำราญแห่งนี้ คือบ้านอีกหลังของข้า”

“ข้าจะรอท่านเจ้าค่ะ... และเมื่อท่านกลับมา ท่านจะได้เห็นว่าไร่สุขสำราญแห่งนี้เติบโตขึ้นจนท่านจำแทบไม่ได้” หว่านเอ๋อร์รับคำอย่างหนักแน่น นี่คือพันธสัญญาใจระหว่างพวกเขา สัญญาที่ไร้ซึ่งพิธีรีตอง แต่ผูกพันจิตวิญญาณของคนทั้งสองไว้ด้วยกัน

....

รุ่งอรุณมาเยือนเร็วกว่าที่คิด

เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกล หมอกจางๆ ยามเช้าปกคลุมทั่วผืนนา หน้าเรือนพักของจ้าวเฉิน ม้าศึกสีดำปลอดรูปร่างกำยำถูกจูงออกมายืนรอ ผู้ติดตามสองสามคนเตรียมสัมภาระพร้อมสรรพ

จ้าวเฉินในชุดเดินทางสีน้ำเงินเข้มดูสง่างามและทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม เขาตวัดตัวขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ไร่ที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมปี ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางในชุดสีเขียวอ่อนที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าประตูรั้ว

ไม่มีคำพูดร่ำลาที่ฟูมฟาย มีเพียงการสบตาที่สื่อความหมายนับหมื่นคำ

“รักษาตัวด้วย!” เขาตะโกนก้อง ก่อนจะกระตุกบังเหียน ม้าศึกส่งเสียงร้องกังวานแล้วพุ่งทะยานออกไป ทิ้งฝุ่นตลบฟุ้งไว้เบื้องหลัง ขบวนผู้ติดตามรีบควบม้าตามไปติดๆ

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองแผ่นหลังตั้งตรงของเขาที่ค่อยๆ ห่างออกไปจนลับสายตา นางยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ปล่อยให้ลมหนาวพัดผ่านร่าง แต่ในใจกลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บอย่างที่คิด ความอบอุ่นจากความเชื่อมั่นยังคงกรุ่นอยู่ในอก

การจากลาครั้งนี้มิใช่จุดจบ แต่เป็นการเริ่มต้น

นางหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับผืนดินอันกว้างใหญ่ของตน แสงอาทิตย์แรกของวันใหม่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า สาดส่องกระทบยอดหญ้าและแปลงผักเขียวขจีจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับดั่งทองคำ

วินาทีนั้นเอง ความโศกเศร้าจากการจากลาก็ถูกแทนที่ด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยานที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างฉับพลัน

“พี่จ้าวกลับไปเป็นมังกรในวังหลวงแล้ว...” นางพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ “เช่นนั้นข้า หลินหว่านเอ๋อร์ ก็จะเนรมิตที่ดินผืนนี้ให้กลายเป็นจักรวรรดิที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องอิจฉา!”

นางกวาดตามองพื้นที่ว่างเปล่าบนเนินเขา ภาพในจินตนาการเริ่มก่อร่างสร้างตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่ไร่ผัก ไม่ใช่แค่โรงงาน... แต่มันจะเป็นสวรรค์บนดินที่จะดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศ!

ทันใดนั้น เสียงเตือนจากระบบในหัวของนางก็ดังขึ้น พร้อมกับหน้าต่างภารกิจใหม่ที่เด้งขึ้นมาเบื้องหน้า ข้อความนั้นทำให้นัยน์ตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น

**[ภารกิจพิเศษ: ปลดล็อกพิมพ์เขียวระดับตำนาน - อาณาจักรแห่งการพักผ่อนและโอชา]**

**[เงื่อนไข: เริ่มต้นวางรากฐานสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ภายใน 3 วัน]**

หว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่น เลือดในกายสูบฉีดพล่าน ลมหายใจของนางกระชั้นขึ้นเมื่อเห็นภาพร่างของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่นางเคยฝันไว้เสียอีก!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: รุ่งอรุณแห่งอาณาจักรอาหาร]**