ตอนที่ 206

***บทที่ 206: แขกไม่ได้รับเชิญ: นายอำเภอคนใหม่***

แสงไฟสีฟ้าครามจากเตาแก๊สชีวภาพยังคงลุกไหม้อย่างงดงามราวกับอัญมณีที่ประดับประดาครัวเรือนในยามค่ำคืน แต่ทว่าความสงบสุขที่ชาวบ้านเพิ่งจะได้สัมผัสนั้น กลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วรุ่งสาง

ยามสายของวันถัดมา ขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังตรวจสอบท่อส่งแก๊สที่ต่อขยายไปยังโรงเรือนเพาะเห็ด เสียงฝีเท้าของม้าศึกและเสียงล้อรถม้าบดขยี้ถนนลูกรังดังสนั่นหวั่นไหว ทำลายความเงียบสงบของหมู่บ้านลงอย่างสิ้นเชิง ฝุ่นตลบอบอวลฟุ้งกระจายไปทั่วปากทางเข้าไร่สุขสำราญ

ขบวนรถม้าหรูหราเกินความจำเป็นสามคัน เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างถือดี ธงทิวที่ปักอยู่บนรถม้าคันหน้าสุดปักลวดลายพยัคฆ์คำราม บ่งบอกถึงตำแหน่งขุนนางผู้มีอำนาจ ผู้ติดตามในชุดเครื่องแบบมือปราบเดินขนาบข้างด้วยท่าทีกร่างกาง ขับไล่ชาวบ้านที่ยืนมุงดูด้วยด้ามดาบและเสียงตวาด

“หลีกไป! หลีกไป! ท่านนายอำเภอคนใหม่ ‘ใต้เท้าเจิ้ง’ เดินทางมาตรวจราชการ ผู้ใดขวางทางถือว่าขัดขืนคำสั่ง!”

หลินหว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วเรียวงามเข้าหากัน นางวางมือจากการจดบันทึกและเดินออกไปต้อนรับที่ลานหน้าเรือนรับรองด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้ในใจจะสังหรณ์ใจถึงลางร้าย แต่นางก็ยังคงรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้

รถม้าคันใหญ่ที่สุดหยุดลงหน้าเรือน ประตูไม้แกะสลักถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างท้วมหนาของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ก้าวลงมาอย่างอุ้ยอ้าย เขาคือ ‘เจิ้งกวาง’ นายอำเภอคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมารับตำแหน่งแทนคนเก่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมันเลื่อม ดวงตาเรียวเล็กหยีลงจนแทบมองไม่เห็นนัยน์ตา แต่กลับฉายแววละโมบโลภมากอย่างปิดไม่มิด พุงพลุ้ยที่ยื่นออกมาดันสายคาดเอวผ้าไหมราคาแพงจนแทบปริ

“ที่นี่หรือคือไร่สุขสำราญ?” เจิ้งกวางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ซึมตามไรผม “ช่างกันดารเสียจริง ฝุ่นก็เยอะ ข้าแทบจะสำลักตายอยู่แล้ว”

“คารวะท่านนายอำเภอเจิ้ง” หลินหว่านเอ๋อร์ย่อกายลงเล็กน้อยตามมารยาท “ข้าน้อยหลินหว่านเอ๋อร์ เจ้าของไร่แห่งนี้ ขออภัยที่ไม่อาจต้อนรับท่านได้อย่างสมเกียรติ เนื่องจากท่านมาโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า”

เจิ้งกวางปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า แววตาประเมินค่าสินค้าฉายชัดวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าเจ้าของไร่สุขสำราญเป็นสตรีเก่งกาจ วันนี้ได้เห็นกับตา ก็นับว่าไม่เลว... ไม่เลวเลย”

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ไร่ เห็นแปลงผักเขียวขจีที่เติบโตงดงาม โรงเรือนที่เป็นระเบียบ และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเปลวไฟสีฟ้าที่ลุกโชนอยู่ในครัวเปิดโล่งด้านข้าง ซึ่งชาวบ้านกำลังทดลองต้มน้ำสมุนไพรอยู่

“นั่นมันอะไร?” เจิ้งกวางชี้มืออันอวบอ้วนไปที่เตาแก๊ส “ไฟสีประหลาดเยี่ยงนั้น หรือเจ้าเล่นมนตร์ดำ?”

“หามิได้เจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์รีบอธิบาย “นั่นคือ ‘แก๊สชีวภาพ’ ที่ได้จากการหมักเศษวัสดุเหลือใช้ เป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่ช่วยประหยัดฟืนเจ้าค่ะ”

“ประหยัดฟืน... หึ! ประหยัดฟืนแต่คงสร้างกำไรได้มหาศาลสินะ” เจิ้งกวางพึมพำกับตัวเอง แต่เสียงนั้นดังพอที่หลินหว่านเอ๋อร์จะได้ยิน นางลอบถอนหายใจ รู้ทันทีว่าขุนนางผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อชื่นชม แต่มาเพื่อ ‘ประเมินราคา’ ที่จะรีดไถ

“ท่านเดินทางมาไกลคงจะหิวแล้ว เชิญท่านพักผ่อนที่ศาลารับลม ข้าน้อยจะเตรียมอาหารกลางวันไว้ต้อนรับเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์ตัดบท เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

เจิ้งกวางเลิกคิ้วขึ้น “โอ้... ดี! ข้าได้ยินว่าผักและผลไม้ที่นี่รสเลิศล้ำกว่าในวังหลวง ข้าคาดหวังว่าจะได้ลิ้มรสอาหารชั้นยอด หวังว่าเจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ แม่นางหลิน”

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ แต่แววตาคมกริบ “แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะปรุงเมนูพิเศษด้วยตนเอง เพื่อให้ท่านได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของไร่เรา”

นางหันหลังเดินเข้าครัว สั่งให้สาวใช้เตรียมวัตถุดิบ แต่แทนที่นางจะสั่งให้เชือดไก่หรือหมู หลินหว่านเอ๋อร์กลับหยิบเพียง ‘ผักบุ้งจีน’ กำใหญ่ที่เพิ่งเก็บมาจากแปลงสดๆ ต้นอวบน้ำ สีเขียวสดใสน่ารับประทาน มาล้างทำความสะอาด

“นายหญิง... จะไม่เตรียมเนื้อสัตว์หรือเจ้าคะ?” สาวใช้กระซิบถามอย่างกังวล “ท่านนายอำเภอดูท่าทาง... เอ่อ... เจริญอาหารยิ่งนัก หากมีเพียงผัก...”

“คนผู้นี้กินดีอยู่ดีมาทั้งชีวิต รสชาติความมันเลี่ยนคงทำลายลิ้นของเขาไปหมดแล้ว” หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวพลางเด็ดผักบุ้งเป็นท่อนๆ อย่างชำนาญ “ข้าอยากจะทดสอบดูว่า ขุนนางที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อเมือง จะสามารถกลืนกิน ‘ความเรียบง่าย’ ของชาวบ้านได้ลงคอหรือไม่ อีกอย่าง... ไฟจากแก๊สชีวภาพนี้ เหมาะที่สุดสำหรับการทำอาหารจานนี้”

หลินหว่านเอ๋อร์จุดเตาแก๊ส บิดปุ่มเร่งความแรงจนเปลวไฟสีฟ้าพวยพุ่งส่งเสียงฟู่ นางตั้งกระทะเหล็กใบใหญ่จนร้อนจัด ควันจางๆ ลอยขึ้นมา สับกระเทียมและพริกขี้หนูสดเตรียมไว้ พร้อมปรุงซอสสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของเต้าเจี้ยวอย่างดี

เมื่อกระทะร้อนได้ที่ นางโยนกระเทียมและพริกสับลงไป เสียงฉ่าดังสนั่นพร้อมกลิ่นหอมฉุนที่ยั่วน้ำลาย ตามด้วยผักบุ้งกองโตและซอสปรุงรส

*ฟรึ่บ!*

ทันทีที่ผักสัมผัสกระทะ เปลวไฟจากเตาแก๊สที่แรงจัดก็ลุกท่วมกระทะขึ้นไปในอากาศ เกิดเป็นแสงสีส้มแดงตัดกับสีเขียวของผักบุ้งอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ นี่คือเทคนิค ‘ไฟแดง’ ที่ต้องอาศัยความร้อนสูงและความรวดเร็ว เพื่อให้ผักยังคงความกรอบหวานและสีเขียวสด ไม่เหี่ยวเฉา

เพียงไม่กี่อึดใจ หลินหว่านเอ๋อร์ก็ตัก ‘ผักบุ้งไฟแดง’ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ใส่จานกระเบื้องเคลือบสีขาว นำไปเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ที่ศาลารับลม

เจิ้งกวางนั่งรอด้วยความคาดหวัง พัดในมือโบกไปมาเพื่อคลายร้อน เมื่อเห็นหลินหว่านเอ๋อร์เดินมาพร้อมสำรับ เขาก็ชะเง้อคอรอคอย แต่เมื่อจานอาหารถูกวางลงตรงหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็พลันแข็งค้าง

“นี่คือ...?” เจิ้งกวางถามเสียงแข็ง สายตาจ้องมองผักสีเขียวในจานราวกับมันเป็นสิ่งแปลกปลอม

“ผัดผักบุ้งไฟแดงเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “นี่คือผักบุ้งที่ปลูกด้วยดินและน้ำของไร่เรา ปรุงด้วยไฟแรงจากแก๊สชีวภาพที่เราภาคภูมิใจ เป็นรสชาติที่บริสุทธิ์และสะท้อนถึงวิถีชีวิตของพวกเราที่สุดเจ้าค่ะ”

เจิ้งกวางใช้ตะเกียบเขี่ยผักในจานไปมาเพื่อมองหาชิ้นเนื้อ แต่เมื่อพบเพียงกระเทียมและพริก หน้าของเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธ

“บังอาจ!” เจิ้งกวางตบโต๊ะเสียงดังสนั่นจนถ้วยชาสะเทือน “ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติมาเยือนถึงที่ เจ้ากลับกล้าเอาหญ้าข้างทางมาให้ข้ากินเยี่ยงนั้นรึ! นี่เจ้าเห็นข้าเป็นวัวเป็นควายหรืออย่างไร!”

บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบลงทันตา ชาวบ้านที่แอบดูอยู่ต่างพากันตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว

หลินหว่านเอ๋อร์ประสานมือ “มิได้เจ้าค่ะใต้เท้า ผักบุ้งจานนี้แม้จะดูธรรมดา แต่กรรมวิธีในการปลูกและการปรุงนั้นพิถีพิถันยิ่ง หากท่านลองชิมดูสักคำ...”

“หุบปาก!” เจิ้งกวางตวาดลั่น เขาลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้ม “ข้าได้ยินว่าไร่สุขสำราญร่ำรวยมั่งคั่ง มีเงินสร้างท่อแก๊สระโยงระยาง มีโรงเรือนใหญ่โต แต่กลับตระหนี่ถี่เหนียวแม้กระทั่งเศษเนื้อสักชิ้นจะเลี้ยงต้อนรับขุนนาง! การกระทำของเจ้ามันส่อเจตนาดูหมิ่นข้า!”

เขาเดินเข้ามาใกล้หลินหว่านเอ๋อร์ ข่มขู่ด้วยสายตาที่ดุร้าย “ในเมื่อเจ้ามีเงินเหลือเฟือไปทำเรื่องไร้สาระอย่างไอ้... แก๊สผีบ้านั่น แต่ไม่มีปัญญาต้อนรับข้าให้สมเกียรติ เห็นทีข้าคงต้อง ‘ตรวจสอบ’ ทรัพย์สินและที่ดินของเจ้าให้ละเอียดเสียแล้ว ว่าเจ้าซุกซ่อนความมั่งคั่งไว้ที่ใดบ้าง ถึงได้กล้าทำตัวโอหังเช่นนี้”

หลินหว่านเอ๋อร์สบตาเขาอย่างไม่ลดละ แม้ภายในใจจะเริ่มตึงเครียด “ไร่ของข้าทำมาหากินสุจริต เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ท่านใต้เท้าจะตรวจสอบสิ่งใด ข้าก็ย่อมยินดี”

“ดี! ปากเก่งนัก!” เจิ้งกวางแค่นเสียงหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ “พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนมาประเมินที่ดินใหม่ พื้นที่ที่เจ้าใช้สร้างบ่อแก๊ส สร้างโรงเรือน ข้าถือว่าเป็น ‘พื้นที่เชิงพาณิชย์’ ไม่ใช่พื้นที่เกษตรกรรม... เตรียมตัวเตรียมใจจ่ายภาษีในอัตราใหม่ไว้ได้เลย!”

กล่าวจบ เจิ้งกวางก็สะบัดแขนเสื้อ เดินกระแทกเท้ากลับไปที่รถม้าโดยไม่แตะต้องอาหารแม้แต่คำเดียว ผู้ติดตามรีบวิ่งตามไปพยุงร่างท้วมนั้นขึ้นรถอย่างทุลักทุเล

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองดูรถม้าของนายอำเภอจอมโลภเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่คละคลุ้งและคำขู่ที่หนักอึ้งดั่งภูเขาไฟที่รอวันปะทุ นางรู้ดีว่า ‘ผัดผักบุ้ง’ จานนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง แต่เจตนาที่แท้จริงของเจิ้งกวางคือการหาเรื่องเพื่อรีดไถเงินทองตั้งแต่แรก

รถม้าเคลื่อนตัวห่างออกไปจนลับตา ทิ้งความเงียบงันที่น่าอึดอัดไว้เบื้องหลัง แสงตะวันยามบ่ายเริ่มคล้อยต่ำลง ทอดเงายาวของหลินหว่านเอ๋อร์ลงบนพื้นดิน ราวกับจะเป็นลางบอกเหตุถึงเงามืดที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาปกคลุมไร่สุขสำราญแห่งนี้