ตอนที่ 21
***บทที่ 21: เอาคืนถึงหน้าบ้าน***
ราตรีกาลอันเงียบสงัดของหมู่บ้านสกุลหลินถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องโหยหวนและเสียงฝีเท้าที่ลากถูไปกับพื้นดิน หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้รอให้ถึงรุ่งสาง นางหาใช่คนที่จะเก็บความแค้นไว้ข้ามคืน หากไฟโทสะถูกจุดขึ้นแล้ว นางย่อมต้องเผาผลาญศัตรูให้มอดไหม้เสียเดี๋ยวนี้
มือเล็กแต่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กกระชากคอเสื้อของหวังเป่า ชายร่างใหญ่ที่บัดนี้สิ้นฤทธิ์เดช ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดจากพิษสงของพริกป่นที่กัดกินดวงตาจนบวมเป่ง น้ำหูน้ำตาไหลพรากผสมปนเปไปกับน้ำมูกดูน่าสมเพชยิ่งนัก
"เดิน! อย่าแกล้งตาย หากเจ้ายังไม่อยากให้ข้าหักขาเจ้าอีกข้าง" หว่านเอ๋อร์ตะคอกเสียงเย็นเยียบ พลางออกแรงลากร่างที่โซซัดโซเซนั้นผ่านถนนสายหลักของหมู่บ้าน
เสียงเอะอะโวยวายทำให้บานหน้าต่างของบ้านเรือนสองข้างทางเริ่มเปิดออก แสงตะเกียงถูกจุดขึ้นทีละดวง ชาวบ้านที่กำลังหลับใหลต่างพากันตื่นตระหนกและรีบวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ บ้างก็ถือไม้พลอง บ้างก็ถือคบเพลิง ด้วยนึกว่ามีโจรปล้นหมู่บ้าน
"นั่นนางหนูหว่านเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ?"
"แล้วนั่น... เจ้าอันธพาลหวังเป่า หลานชายของบ้านรองนี่นา!"
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!?"
เสียงซุบซิบเซ็งแซ่ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะก้าวเดินของหว่านเอ๋อร์ นางไม่สนใจสายตาใครทั้งสิ้น มุ่งหน้าตรงไปยังประตูไม้บานใหญ่ของบ้านตระกูลหลินที่ตั้งตระหง่านอยู่ท้ายซอย
"ปัง!"
เสียงถีบประตูรั้วดังสนั่นหวั่นไหว แรงถีบนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดจนบานประตูไม้เก่าคร่ำครึแทบจะหลุดออกจากบานพับ
"คนบ้านหลิน! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดก้องกังวานของดรุณีน้อยทำเอาไก่ในเล้าแตกตื่น สุนัขเห่าหอนรับกันเป็นทอดๆ ไม่นานนัก ประตูเรือนใหญ่ก็เปิดผัวะออก หวังชุนฮวาเดินออกมาด้วยท่าทางงัวเงียและหงุดหงิด ใบหน้าบูดบึ้งยามถูกปลุกกลางดึก แต่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของหลานชายตัวเองที่นอนกองอยู่แทบเท้าของหว่านเอ๋อร์ ดวงตาของนางก็เบิกโพลง ความง่วงงุนมลายหายไปสิ้น
"หวังเป่า! เกิดอะไรขึ้น... นังเด็กบ้า! เจ้าทำอะไรหลานชายข้า!" หวังชุนฮวากรีดร้องเสียงแหลม ถลันตัวจะเข้ามาดูอาการหลานชาย
"หยุดอยู่ตรงนั้น!" หว่านเอ๋อร์ชี้หน้าตวาด สายตาคมกริบดุจใบมีดทำเอาป้าสะใภ้ชะงักฝีเท้า "ก่อนที่ท่านจะห่วงหลานชายสารเลวของท่าน ถามมันก่อนดีหรือไม่ว่ามันไปทำเรื่องบัดซบอันใดมา!"
ในขณะนั้นเอง แม่เฒ่าจาง หญิงชราผู้เป็นประมุขของบ้านก็เดินออกมาด้วยไม้เท้า สีหน้าถมึงทึงยิ่งกว่ายักษ์มาร ชาวบ้านเริ่มมารวมตัวกันหน้าลานบ้านตระกูลหลินกันเนืองแน่น แสงคบเพลิงส่องสว่างจนเห็นเหตุการณ์ชัดเจนราวกับกลางวัน
"ดึกดื่นค่อนคืน เจ้ากล้ามาเอะอะโวยวายหน้าบ้านข้า เป็นบ้าไปแล้วรึ!" แม่เฒ่าจางตะคอกพลางกระทุ้งไม้เท้าลงพื้น
หว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ นางเหยียบเท้าลงบนอกของหวังเป่าจนมันร้องอู้อี้ "ท่านย่า... ท่านควรถามลูกสะใภ้คนดีของท่านมากกว่า ว่าเหตุใดหลานชายของนางถึงไปดักปล้นข้ากลางทาง!"
สิ้นคำประกาศนั้น เสียงฮือฮาของชาวบ้านดังกระหึ่มขึ้นทันที
"ปล้น? ปล้นหลานสาวตัวเองเนี่ยนะ?"
"เลวทรามต่ำช้าเกินไปแล้ว!"
หวังชุนฮวาหน้าซีดเผือด รีบปฏิเสธเสียงสั่น "เจ้า... เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้า! ข้าจะไปรู้เรื่องอะไรด้วย หวังเป่ามันอาจจะแค่... แค่เดินผ่านไปแถวนั้น!"
"เดินผ่าน?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วโยนถุงเงินใบหนึ่งลงบนพื้นดินตรงหน้าหวังชุนฮวา "เช่นนั้นถุงเงินใบนี้ คงจะ 'เดินผ่าน' ไปตกอยู่ในมือมันกระมัง?"
แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบถุงเงินผ้าหยาบๆ สีมอซอ ที่ปักลวดลายดอกโบตั๋นด้วยด้ายสีแดงสดตัดกับสีเขียวอย่างไร้รสนิยม ฝีเข็มบิดเบี้ยวหยาบกระด้างอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็จำได้
"นั่นมันถุงเงินของสะใภ้รองนี่!" ป้าข้างบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น "ข้าจำได้แม่น วันก่อนนางยังอวดข้าอยู่เลยว่าปักเองกับมือ ลายดอกโบตั๋นเบี้ยวๆ แบบนี้มีแค่นางคนเดียวที่ทำได้!"
"ใช่ๆ ข้าก็เห็น นางพกติดตัวตลอด!"
หลักฐานชิ้นสำคัญมัดตัวแน่นจนดิ้นไม่หลุด หวังชุนฮวาอ้าปากพะงาบๆ ราวกับปลาขาดน้ำ เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มกรอบหน้า
หว่านเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้ป้าสะใภ้อีกหนึ่งก้าว รัศมีกดดันแผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ นั้นอย่างน่าเกรงขาม "ท่านจ้างหลานชายตัวเองมาดักปล้นเงินค่าสมุนไพรของข้า คิดจะให้ข้ากับท่านพ่ออดตาย มิหนำซ้ำยังสั่งให้มันทำร้ายข้าอีก จิตใจท่านทำด้วยอะไร! เป็นสัตว์เดรัจฉานหรืออย่างไรถึงได้กินเลือดกินเนื้อญาติพี่น้องตัวเองได้ลงคอ!"
คำด่านั้นเจ็บแสบราวกับน้ำเกลือราดบนแผลสด ชาวบ้านเริ่มรุมประณามสาปแช่งหวังชุนฮวาเสียงดังเซ็งแซ่
"หน้าเนื้อใจเสือจริงๆ!"
"รังแกเด็กกำพร้ากับคนพิการ สวรรค์ไม่ปล่อยไว้แน่!"
"น่ารังเกียจที่สุด ตระกูลหลินมีสะใภ้แบบนี้ได้ยังไง!"
แม่เฒ่าจางยืนตัวสั่นเทิ้ม ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความอับอายขายหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี สายตาดูแคลนของชาวบ้านที่มองมาทำให้ศักดิ์ศรีของนางป่นปี้ไม่มีชิ้นดี นางหันขวับไปมองหวังชุนฮวาที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกด้วยสายตาอำมหิต
หากปล่อยไว้เช่นนี้ ชื่อเสียงตระกูลหลินจะพังพินาศเพราะนังสะใภ้โง่เง่าผู้นี้เป็นแน่!
"นังตัวดี!"
"เพียะ!!"
เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ดังสนั่นกลบเสียงซุบซิบของชาวบ้านจนเงียบกริบ แม่เฒ่าจางเงื้อมือตบหน้าหวังชุนฮวาเต็มแรงจนอีกฝ่ายหน้าหัน เลือดสีสดไหลซึมที่มุมปาก ร่างท้วมของหวังชุนฮวาล้มลงไปกองกับพื้น
"แม่... ท่านแม่..." หวังชุนฮวากุมแก้มที่บวมแดงขึ้นทันตา มองแม่สามีด้วยความตกตะลึง
"อย่ามาเรียกข้าว่าแม่!" แม่เฒ่าจางชี้หน้าด่ากราด เสียงสั่นเครือด้วยโทสะ "ข้าตระกูลหลินไม่เคยสอนให้คนทำเรื่องบัดสีเช่นนี้! เจ้ากล้าวางแผนชั่วทำร้ายหลานสาวข้า ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก!"
แม่เฒ่าจางแสดงละครฉากใหญ่เพื่อตัดเนื้อร้ายทิ้ง หวังชุนฮวาได้แต่อ้าปากค้าง พูดไม่ออก นางรู้ดีว่าแม่สามีไม่ได้รักใคร่ไยดีหว่านเอ๋อร์แม้แต่น้อย แต่เพื่อรักษาหน้าตาของตนเอง ย่อมต้องโยนความผิดทั้งหมดให้นางแบกรับแต่เพียงผู้เดียว
หว่านเอ๋อร์มองภาพการแสดงนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าและเย็นชา นางรู้อยู่เต็มอกว่าแม่เฒ่าจางเพียงต้องการหาทางลงให้ตัวเอง แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยวันนี้นางก็ได้ฉีกหน้ากากคนชั่วให้ชาวบ้านได้เห็นธาตุแท้
"ข้าจะถือว่าท่านย่าให้ความยุติธรรมแก่ข้าแล้ว" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ "ส่วนเจ้าอันธพาลนี่ ข้าขอฝากท่านจัดการส่งตัวมันไปให้ทางการ หรือจะให้มันไสหัวกลับหมู่บ้านเดิมของมันก็สุดแล้วแต่ แต่หากข้าเห็นหน้ามันมาป้วนเปี้ยนแถวบ้านข้าอีก... ครั้งหน้าข้าจะไม่ใช้แค่พริกป่นแน่!"
พูดจบ หว่านเอ๋อร์ก็สะบัดชายเสื้อหมุนตัวกลับ ไม่แม้แต่จะชายตามองสองแม่ลูกที่กำลังทะเลาะกันกลางวงล้อมชาวบ้าน ชัยชนะครั้งนี้หอมหวานยิ่งนัก แต่นางรู้ดีว่าสงครามยังไม่จบ
ยามนี้นางกำจัดเหลือบไรไปได้เปลาะหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคืออาการป่วยของบิดา เงินที่ได้มาต้องใช้อย่างคุ้มค่า และนางยังมี "ของดี" ในมิติที่ยังไม่ได้นำออกมาใช้
ร่างบางเดินฝ่าความมืดกลับไปยังบ้านหลังเก่าซอมซ่อ แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบใบหน้างามที่ฉายแววมุ่งมั่น หว่านเอ๋อร์ผ่อนลมหายใจยาว พรุ่งนี้นางจะเริ่มแผนการรักษาท่านพ่ออย่างจริงจังเสียที
ทว่า... สายตาของนางเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มที่หน้าต่างห้องนอนบิดา ดูเหมือนท่านพ่อจะตื่นเพราะเสียงเอะอะเสียแล้ว หวังว่าเขาจะไม่ตกใจจนอาการกำเริบ...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: น้ำทิพย์รักษาพ่อ]**