ตอนที่ 22
***บทที่ 22: น้ำทิพย์รักษาพ่อ***
เงาร่างตะคุ่มที่ปรากฏตรงหน้าต่างนั้นมิใช่ใครอื่น เป็นหลินต้าซานบิดาของนางนั่นเอง เขาคงพยายามยันกายขึ้นมาดูเหตุการณ์ความวุ่นวายภายนอกด้วยความเป็นห่วง ทว่าสังขารที่ไม่อำนวยทำให้ทำได้เพียงเกาะขอบหน้าต่างชะเง้อมอง
หลินหว่านเอ๋อร์รีบสาวเท้าก้าวเข้าไปในตัวบ้าน ผลักประตูห้องนอนบิดาเปิดออกเบาๆ แสงจันทร์สลัวส่องกระทบใบหน้าซูบตอบของชายวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกังวล
“หว่านเอ๋อร์... เกิดเรื่องอันใดขึ้น? พ่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเหมือนเสียงท่านย่าของเจ้า” หลินต้าซานเอ่ยถามเสียงแหบพร่า พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บปวดที่ขาทำให้เขาต้องนิ่วหน้า
หว่านเอ๋อร์รีบปราดเข้าไปประคองร่างบิดาให้นอนลง จัดหมอนหนุนให้เข้าที่อย่างนุ่มนวล นางคลี่ยิ้มบางเบาเพื่อปลอบประโลมจิตใจที่ตื่นตระหนกของเขา
“ท่านพ่อไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ก็แค่สุนัขจรจัดมาเห่าหอนแย่งเศษอาหารหน้าบ้าน ท่านย่ากับอาสะใภ้รองผ่านมาเห็นพอดีเลยช่วยไล่ให้ ตอนนี้พวกเขากลับไปแล้ว ท่านพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”
แม้นางจะโกหกหน้าตาย แต่ก็เพื่อความสบายใจของบิดา หลินต้าซานแม้จะยังแคลงใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นบุตรสาวปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน อีกทั้งแววตาของนางยังดูสงบนิ่ง จึงยอมพยักหน้าช้าๆ และล้มตัวลงนอนตามเดิม
เมื่อเสียงลมหายใจของบิดาเริ่มสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขาเข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว หว่านเอ๋อร์จึงถอยออกมายังห้องครัวเล็กๆ ที่มืดมิด นางจุดตะเกียงน้ำมันดวงน้อย แสงไฟเต้นระริกสะท้อนนัยน์ตาคู่สวยที่ฉายแววครุ่นคิด
นางรู้ดีว่าการไล่หวังชุนฮวาไปได้ในวันนี้เป็นเพียงชัยชนะชั่วคราว ปัญหาใหญ่ที่แท้จริงคือขาของท่านพ่อ หากปล่อยไว้นานกว่านี้กระดูกอาจจะผิดรูปถาวรจนกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต เงินที่ขายสมุนไพรมาได้ยังไม่เพียงพอค่ารักษาผ่าตัดจัดกระดูก แต่สิ่งหนึ่งที่นางทำได้ในตอนนี้คือการบำรุงร่างกายของเขาให้แข็งแรงพร้อมสำหรับการรักษา
หว่านเอ๋อร์หลับตาลงรวบรวมสมาธิ จิตวิญญาณเชื่อมต่อกับมิติลับส่วนตัว ในห้วงมิตินั้นมีบ่อน้ำพุขนาดเล็กที่ใสกระจ่างดุจคริสตัล ไอหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ ส่งกลิ่นหอมสดชื่นที่เพียงแค่ได้กลิ่นก็ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง
นี่คือ ‘น้ำทิพย์วารีสวรรค์’ สมบัติล้ำค่าที่สุดในมิตินี้
นางระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำมันออกมาใช้ ในโลกก่อนนางเคยทดลองสรรพคุณของมันแล้ว แม้มันจะมิใช่ยาวิเศษที่ทำให้กระดูกที่หักสมานกันได้ในชั่วพริบตา แต่มันมีสรรพคุณในการชะล้างพิษ ขับของเสีย และฟื้นฟูพลังชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์ หากใช้มากเกินไปร่างกายของคนธรรมดาอาจรับไม่ไหว
หว่านเอ๋อร์นำจอกใบเล็กตักน้ำทิพย์ออกมาเพียงหนึ่งหยด แล้วหยดลงในโอ่งน้ำดื่มประจำบ้าน ทันทีที่หยดน้ำทิพย์สัมผัสผิวน้ำในโอ่ง วงกระเพื่อมแผ่วเบาก็ขยายออกพร้อมกับประกายแสงจางๆ ที่วูบผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับสู่สภาวะปกติ น้ำในโอ่งดูใสสะอาดขึ้นทันตาเห็น
“เริ่มจากเจือจางก่อน เพื่อให้ท่านพ่อค่อยๆ ปรับตัว” หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอรุณแรกจับขอบฟ้า หว่านเอ๋อร์ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อตุ๋นน้ำแกงไก่ฟ้าที่เหลืออยู่ โดยใช้น้ำจากโอ่งที่ผสมน้ำทิพย์แล้ว กลิ่นหอมของน้ำแกงในวันนี้ดูจะหอมหวนชวนทานเป็นพิเศษ กลิ่นหอมนั้นลอยอบอวลไปทั่วบ้านซอมซ่อ ราวกับจะปลุกให้ทุกชีวิตตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น
นางประคองถ้วยน้ำแกงร้อนๆ เข้าไปให้บิดา
“ท่านพ่อ ดื่มน้ำแกงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ข้าตุ๋นนานเป็นพิเศษ”
หลินต้าซานยันกายลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกปวดร้าวที่ขาซึ่งมักจะเล่นงานเขาในยามเช้าดูเหมือนจะทุเลาลงเล็กน้อย เขารับถ้วยน้ำแกงมาจิบ เพียงคำแรกที่น้ำแกงไหลลงคอ ดวงตาที่ฝ้าฟางของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
“หว่านเอ๋อร์... น้ำแกงนี่... รสชาติดีเหลือเกิน” หลินต้าซานเอ่ยชม “พ่อรู้สึกเหมือนมีกระแสความอุ่นวาบไหลไปทั่วท้อง แผ่ซ่านไปถึงปลายนิ้วมือนิ้วเท้า”
“ถ้าอร่อยก็ทานให้หมดนะเจ้าคะ” หว่านเอ๋อร์ยิ้มตอบ พลางลอบสังเกตอาการบิดา
เมื่อผ่านไปสามวัน ผลลัพธ์ของน้ำทิพย์ก็เริ่มปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น
ใบหน้าของหลินต้าซานที่เคยซีดเซียวราวกับคนใกล้ตาย เริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ ที่แก้ม ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมามีประกายสดใส เสียงไอคอกแคกที่เคยได้ยินบ่อยครั้งยามดึกสงัดก็หายไปราวกับปลิดทิ้ง แม้แต่บาดแผลภายนอกตามร่างกายก็ดูจะสมานตัวเร็วขึ้นจนน่าตกใจ
วันหนึ่ง ขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังตากสมุนไพรอยู่ที่ลานหน้าบ้าน หูของนางก็ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากระเบียง นางรีบวางมือแล้ววิ่งไปดู
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ
หลินต้าซานกำลังพยายามลุกขึ้นยืน โดยใช้ท่อนไม้ไผ่ลำยาวต่างไม้ค้ำยัน ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความพยายาม เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
“ท่านพ่อ! ท่านทำอะไรเจ้าคะ!” หว่านเอ๋อร์ร้องเสียงหลง รีบพุ่งเข้าไปประคองร่างบิดาที่ทำท่าจะเซถลา
หลินต้าซานหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้บุตรสาว “พ่อ... พ่อแค่อยากลองดู พ่อรู้สึกว่าร่างกายมีแรงขึ้นมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แค่ขยับตัวก็เหนื่อยหอบ พ่อไม่อยากนอนเป็นผักปลาให้เจ้าต้องลำบากดูแลฝ่ายเดียว”
หว่านเอ๋อร์มองบิดาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธที่เป็นห่วง ทั้งตื้นตันในความรักของพ่อ
“ท่านพ่อ ข้าไม่เคยคิดว่าท่านเป็นภาระ” นางเอ่ยเสียงเครือ “แต่ขาของท่านกระดูกยังไม่เข้าที่ หากฝืนเดินตอนนี้อาจจะทำให้กระดูกเคลื่อน อาการจะยิ่งแย่ลงนะเจ้าคะ”
นางค่อยๆ พยุงบิดากลับไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่ จับชีพจรของเขาดู พบว่าชีพจรเต้นแรงและมั่นคงขึ้นมาก พลังชีวิตภายในร่างกายได้รับการเติมเต็มด้วยอานุภาพของน้ำทิพย์ แต่ทว่า... ปัญหากายภาพอย่างกระดูกที่หักผิดรูปนั้น น้ำทิพย์ไม่อาจจัดเรียงให้เข้าที่ได้ด้วยตัวมันเอง
‘ต้องผ่าตัด ต้องให้หมอผู้เชี่ยวชาญหักกระดูกแล้วต่อใหม่’ หว่านเอ๋อร์ย้ำกับตัวเองในใจ
หลินต้าซานถอนหายใจยาว “พ่อขอโทษนะหว่านเอ๋อร์ พ่อแค่... อยากจะช่วยเจ้าหาเงินบ้าง หรืออย่างน้อยก็ช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง”
หว่านเอ๋อร์บีบมือบิดาแน่น “ท่านพ่อแข็งแรงขึ้น ข้าก็ดีใจที่สุดแล้วเจ้าค่ะ เรื่องเงินทองปล่อยเป็นหน้าที่ข้า ท่านเพียงแค่ดูแลตัวเองให้ดี กินอิ่มนอนหลับ รอให้ข้าเก็บเงินครบ ข้าจะพาท่านไปรักษาที่ในเมือง ท่านจะกลับมาเดินได้คล่องแคล่วเหมือนเดิมแน่นอน”
คำพูดของนางหนักแน่นดุจขุนเขา ทำให้หลินต้าซานคลายความกังวลลงได้บ้าง เขามองบุตรสาวด้วยสายตาภาคภูมิใจ หว่านเอ๋อร์ของเขาเติบโตขึ้นมาก เข้มแข็งและพึ่งพาได้เสียจนเขาเองยังรู้สึกละอายใจ
เย็นวันนั้น ขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังนั่งนับเศษเงินในถุงผ้าเก่าๆ แสงตะวันสุดท้ายก็ลับขอบฟ้าไป ท้องฟ้าที่เคยสดใสเริ่มเปลี่ยนสี เมฆดำก้อนมหึมาเคลื่อนตัวปกคลุมเหนือหมู่บ้านสกุลหลินราวกับกองทัพปีศาจ ลมกรรโชกแรงพัดหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าคร่ำคร่าจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดน่าขนลุก
แปะ... แปะ... ซ่า!
หยาดฝนเม็ดใหญ่เริ่มโปรยปรายลงมา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายฝนกระหน่ำรุนแรงในชั่วพริบตา กลิ่นไอดินลอยคลุ้งตลบอบอวล เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าจะถล่มดินจะทลาย
หว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองหลังคาบ้านที่รั่วซึมบางจุด น้ำฝนเริ่มหยดลงมาใส่ถ้วยชามที่นางรีบนำมารองไว้
“ฝนตกหนักเช่นนี้...” นางพึมพำ สายตามองออกไปนอกหน้าต่างฝ่าความมืดมิด
ในความกังวลเรื่องบ้านเก่าซุดโทรม แววตาของนางกลับเป็นประกายวาววับขึ้นมาวูบหนึ่ง
ฝนตกหนักย่อมหมายถึงความชุ่มฉื้น และความชุ่มชื้นย่อมนำมาซึ่ง... ของดีในป่าไผ่หลังเขา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หน่อไม้ในป่าไผ่]**