ตอนที่ 23
***บทที่ 23: หน่อไม้ในป่าไผ่***
รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับความเงียบสงบที่ชวนให้จิตใจผ่อนคลาย พายุฝนที่โหมกระหน่ำเมื่อค่ำคืนผ่านพ้นไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนยอดหญ้าและกลิ่นอายความชื้นของผืนดินที่ลอยอวลขึ้นมาแตะจมูก ท้องฟ้าหลังฝนชะล้างช่างดูสดใสราวกับกระจกคันฉ่องบานใหม่ที่ถูกเช็ดถูจนเกลี้ยงเกลา
หลินหว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางบิดขี้เกียจขับไลความเมื่อยขบ ก่อนจะรีบจัดการธุระส่วนตัวและเตรียมอุปกรณ์สำหรับเช้านี้ ตะกร้าสะพายหลังสองใบ จอบขุดดินอันเล็ก และมีดพร้าที่ลับจนคมกริบ
“เสี่ยวเฟิง ตื่นเถิด วันนี้พี่สาวจะพาเจ้าไปล่าขุมทรัพย์” นางกระซิบปลุกน้องชายที่ยังนอนมุดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเก่า
เด็กน้อยงัวเงียตื่นขึ้นมา ขยี้ตาด้วยความงุนงง “ขุมทรัพย์หรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว ขุมทรัพย์ที่ผุดขึ้นมาจากดินหลังฝนตก” หว่านเอ๋อร์ยิ้มกริ่ม แววตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
สองพี่น้องเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ มุ่งหน้าสู่ป่าไผ่หลังเขา อากาศยามเช้าเย็นสบายจนออกจะหนาวเหน็บเล็กน้อย พื้นดินแฉะเป็นโคลนตมทำให้การเดินยากลำบากกว่าปกติ แต่สำหรับหว่านเอ๋อร์แล้ว อุปสรรคเพียงเท่านี้ไม่อาจขวางกั้นหนทางสู่ความร่ำรวย(และของอร่อย)ของนางได้
เมื่อมาถึงชายป่าไผ่ ภาพตรงหน้าคือความเขียวขจีที่ชุ่มฉ่ำ ลำไผ่สูงตระหง่านเสียดฟ้า ใบไผ่สีเขียวเข้มร่วงหล่นปกคลุมพื้นดินราวกับพรมธรรมชาติ เสียงนกขับขานเจื้อยแจ้วประสานกับเสียงลมพัดใบไผ่ไหวเอน
“พี่ใหญ่ เราจะหาอะไรหรือขอรับ?” หลินเสี่ยวเฟิงถามพลางมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย
“หน่อไม้ไงเล่า” หว่านเอ๋อร์ตอบพลางกระชับจอบในมือ “ฝนตกหนักเช่นนี้ ดินร่วนซุย เหมาะแก่การแทงยอดของหน่อไม้ที่สุด”
นางพาเสี่ยวเฟิงเดินลึกเข้าไปในดงไผ่ สายตาคมกริบกวาดมองพื้นดินอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่นานนักนางก็หยุดฝีเท้า ชี้ไปยังเนินดินเล็กๆ ที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นรอยแตกแยกของหน้าดินเล็กน้อย
“เสี่ยวเฟิง จำไว้นะ” หว่านเอ๋อร์เริ่มถ่ายทอดวิชา “การหาหน่อไม้ที่ดี อย่ามัวแต่มองหาหน่อที่โผล่พ้นดินขึ้นมาแล้ว เพราะพวกนั้นมักจะแก่และเนื้อหยาบ ของดีจริงๆ คือพวกที่ยังซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน... เจ้าดูตรงนี้สิ เห็นรอยดินแตกนี่ไหม?”
เสี่ยวเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสนใจ
หว่านเอ๋อร์ลงมือใช้จอบขุดเบาๆ รอบรอยแตกนั้น เปิดหน้าดินออกทีละชั้น ไม่นานนัก ยอดหน่อไม้สีเหลืองนวลอมน้ำตาลก็ปรากฏแก่สายตา มันอวบอ้วนสมบูรณ์ ขนอ่อนๆ ที่ปกคลุมอยู่เปียกชื้นดูสดใหม่
ฉับ!
เสียงมีดตัดโคนหน่อไม้ดังขึ้นอย่างเฉียบขาด หว่านเอ๋อร์งัดหน่อไม้อวบอ้วนขึ้นมาถือไว้ในมือ กลิ่นหอมเฉพาะตัวของหน่อไม้สดลอยเตะจมูก
“นี่คือ ‘หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิ’ รสชาติหวานกรอบที่สุด!” นางส่งให้น้องชายถือ “เอ้า ใส่ตะกร้าไว้ วันนี้เราจะขนกลับไปให้หมด”
เสี่ยวเฟิงตื่นเต้นมาก เขาเริ่มมองหาตามพื้นดินเลียนแบบพี่สาว ไม่นานเขาก็ร้องเสียงหลง “พี่ใหญ่! ตรงนี้! ตรงนี้ดินมันนูนขึ้นมา!”
หว่านเอ๋อร์เดินไปดูแล้วพยักหน้าชมเชย “ตาแหลมคมนัก! ขุดเลย ระวังอย่าให้โดนเนื้อหน่อไม้”
สองพี่น้องช่วยกันขุดหน่อไม้ด้วยความเพลิดเพลิน เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้ ตะกร้าทั้งสองใบก็เกือบจะเต็มไปด้วยหน่อไม้สดๆ ความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความสุขจากการเก็บเกี่ยว
ขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังจะชวนน้องชายกลับ นางเหลือบไปเห็นพื้นที่มุมหนึ่งของป่าไผ่ที่ค่อนข้างอับชื้นและมีเศษใบไผ่ทับถมหนาแน่น บริเวณนั้นมีตอไผ่ผุพังอยู่หลายตอ แสงแดดรำไรส่องลอดลงมาต้องวัตถุบางอย่างที่มีสีขาวนวลตา
ดวงตาของหว่านเอ๋อร์เบิกโพลง นางรีบก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ หัวใจเต้นระรัว
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือเห็ดรูปร่างประหลาด ก้านสีขาวราวดอกบัวตูม ด้านบนมีหมวกสีเขียวเข้มคล้ายกระดองเต่า และที่งดงามที่สุดคือตาข่ายสีขาวบริสุทธิ์ที่แผ่ขยายลงมาจากใต้หมวกเห็ดคลุมก้านเอาไว้ ราวกับกระโปรงลูกไม้ของสตรีชั้นสูงที่พลิ้วไหว
“สวยจังเลยขอรับพี่ใหญ่ มันคือเห็ดพิษหรือเปล่า?” เสี่ยวเฟิงถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“พิษบ้านเจ้าสิ!” หว่านเอ๋อร์แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่อยู่ นางรีบนั่งลงประคองเห็ดดอกนั้นอย่างทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน “นี่คือ ‘เห็ดเยื่อไผ่’ หรือที่คนเฒ่าคนแก่เรียกว่า ‘ราชินีแห่งเห็ด’ ต่างหากเล่า!”
ในยุคสมัยนี้ เห็ดเยื่อไผ่เป็นของหายากยิ่ง มักขึ้นเองตามธรรมชาติในป่าไผ่ที่มีความชื้นเหมาะสมเท่านั้น รสชาติของมันกรุบกรอบ หอมหวล และมีสรรพคุณทางยาบำรุงร่างกายชั้นเลิศ หากนำไปขายให้เหลาอาหารใหญ่ๆ หรือร้านขายยา ย่อมได้ราคาค่างวดชนิดที่คนธรรมดาคาดไม่ถึง
“เสี่ยวเฟิง วันนี้ลาภลอยมาเกยถึงที่แล้ว!” หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นางกวาดสายตามองไปรอบๆ และพบว่ายังมีเห็ดเยื่อไผ่อีกหลายดอกที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ในบริเวณดงไผ่ผุนี้ “ช่วยกันเก็บเร็วเข้า ต้องเก็บตอนที่ร่างแหยังกางสวยแบบนี้ หากสายกว่านี้มันจะยุบตัวลง ราคาจะตก!”
สองพี่น้องช่วยกันเก็บเห็ดเยื่อไผ่อย่างระมัดระวังที่สุด หว่านเอ๋อร์แยกมันใส่ในห่อใบไม้เพื่อไม่ให้ปะปนกับหน่อไม้จนช้ำ นางคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว เห็ดพวกนี้ตากแห้งเก็บไว้ขายได้ราคาดีนัก หรือจะนำไปทำน้ำแกงตุ๋นให้ท่านพ่อกินบำรุงกระดูกก็ประเสริฐยิ่ง
เมื่อเก็บเกี่ยวจนหนำใจ ตะกร้าทั้งสองใบหนักอึ้งจนเสี่ยวเฟิงเดินเซเล็กน้อย หว่านเอ๋อร์ต้องแบ่งของจากตะกร้าน้องชายมาใส่ตะกร้าตนเองเพิ่มจนพูน
“กลับบ้านกันเถอะ วันนี้เราได้วัตถุดิบมาชั้นเลิศมาเพียบ” หว่านเอ๋อร์ปาดเหงื่อที่หน้าผาก รอยยิ้มเปื้อนใบหน้า
ทว่าขณะที่เดินแบกตะกร้ากลับบ้าน สมองอันปราดเปรื่องของหว่านเอ๋อร์ก็เริ่มทำงานหนักอีกครั้ง นางมองดูหน่อไม้กองพะเนินในตะกร้า แม้จะเป็นเรื่องดีที่มีของกินมากมาย แต่หน่อไม้สดนั้นเก็บรักษาได้ยาก หากทิ้งไว้ข้ามวันความหวานกรอบจะหายไป กลายเป็นความเสี้ยนและขมฝาด
ลำพังแค่สามคนพ่อลูก กินอย่างไรก็คงไม่หมดภายในวันสองวันแน่ หากปล่อยให้เน่าเสียก็น่าเสียดายแย่ จะขนไปขายในตลาดวันนี้เลยก็คงไม่ทันการณ์ เพราะตลาดเช้าวายไปแล้ว
"หน่อไม้เยอะขนาดนี้..." หว่านเอ๋อร์พึมพำ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
ทันใดนั้น ภาพความทรงจำจากชาติภพก่อนก็ผุดขึ้นมา สูตรลับการถนอมอาหารที่สามารถเปลี่ยนหน่อไม้ธรรมดาให้กลายเป็นทองคำที่ใครๆ ต่างแย่งชิง!
นางหยุดเดินกะทันหันจนเสี่ยวเฟิงเกือบชนหลัง "พี่ใหญ่ มีอะไรหรือขอรับ?"
ดวงตาของหว่านเอ๋อร์ทอประกายวาววับดุจคมมีด นางหันมามองน้องชายด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจเปี่ยมล้น "เสี่ยวเฟิง รีบกลับบ้านกันเถอะ เรามีงานใหญ่ต้องทำ พี่รู้แล้วว่าจะจัดการกับหน่อไม้พวกนี้อย่างไรให้มันกลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของพวกเรา!"
แต่ทว่า... ปัญหาใหญ่หลวงกำลังรอพวกนางอยู่ที่บ้าน โอ่งดินเผาที่บ้านมีเพียงไม่กี่ใบ และเกลือที่เหลืออยู่ก็น้อยนิดจนน่าใจหาย การจะเปลี่ยนหน่อไม้กองภูเขาเลากานี้ให้เป็นเงินตรา ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิดเสียแล้ว!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หน่อไม้ดองสูตรลับ]**