ตอนที่ 227

***บทที่ 227: พันธมิตรระดับจังหวัด***

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมายังตลาดสดของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนจอแจจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก หลินหว่านเอ๋อร์เดินสำรวจแผงผักผลไม้ด้วยรอยยิ้มสดใส หลังจากที่กังหันลมเริ่มทำงานได้ผลผลิตทางการเกษตรก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นตามไปด้วย

วันนี้หว่านเอ๋อร์ตั้งใจจะมาหาซื้อวัตถุดิบพิเศษเพื่อทำอาหาร นางได้รับข่าวว่าจะมีพ่อค้าใหญ่จากเมืองหลวงเดินทางมายังเมืองนี้ นางจึงอยากจะลองทำอาหารต้อนรับเสียหน่อย เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เจรจาธุรกิจการค้าด้วย

ขณะที่กำลังเลือกซื้อผักอยู่นั้น สายตาของหว่านเอ๋อร์ก็เหลือบไปเห็นชายร่างท้วมคนหนึ่งกำลังยืนต่อราคาผลไม้กับแม่ค้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ชายผู้นั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีแต่กลับมีท่าทีที่ดูธรรมดาไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป หว่านเอ๋อร์รู้สึกสนใจในตัวเขาขึ้นมาทันที

นางเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วแอบฟังบทสนทนาของชายผู้นั้นกับแม่ค้า

"ป้า! มะม่วงนี่แพงเกินไปแล้ว ข้าซื้อเมื่อวานยังถูกกว่านี้ตั้งเยอะ" ชายร่างท้วมต่อรองเสียงดัง

"ก็ราคามันขึ้นมาแล้วนี่จ๊ะคุณชาย ช่วงนี้มะม่วงหายาก" แม่ค้าตอบด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย

"หายากอะไรกัน ข้าเห็นป้ามีเต็มแผงเลย ลดราคาให้ข้าหน่อยเถอะน่า" ชายร่างท้วมยังคงไม่ยอมแพ้

หว่านเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็อดขำไม่ได้ นางเดินเข้าไปหาชายร่างท้วมแล้วพูดว่า "ท่านพี่! ท่านอย่าต่อราคาแม่ค้าเลย ช่วงนี้มะม่วงราคาสูงขึ้นจริงๆ นั่นแหละ"

ชายร่างท้วมหันมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย "แล้วเจ้าเป็นใครกัน ถึงมายุ่งเรื่องของข้า"

"ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่ข้าไม่ชอบเห็นคนเอาเปรียบกัน" หว่านเอ๋อร์ตอบด้วยรอยยิ้ม

ชายร่างท้วมมองหว่านเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง "ฮ่าๆๆ เจ้าช่างเป็นเด็กที่กล้าหาญเสียจริง แต่เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเป็นใคร"

"ข้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าท่านเป็นใคร ข้ารู้แค่ว่าท่านไม่ควรเอาเปรียบแม่ค้า" หว่านเอ๋อร์ตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว

ชายร่างท้วมถึงกับอึ้งไป เขาไม่เคยเจอใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน แต่เขากลับรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของหว่านเอ๋อร์

"เอาล่ะๆ ข้าไม่ต่อราคาแล้วก็ได้" ชายร่างท้วมกล่าวด้วยท่าทีที่อ่อนลง "ข้าจะซื้อทั้งหมดนี่เลย"

แม่ค้ารีบยิ้มหน้าบานแล้วจัดการห่อมะม่วงให้ชายร่างท้วมอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ชายร่างท้วมจ่ายเงินเสร็จ หว่านเอ๋อร์ก็เอ่ยชวนเขาไปกินน้ำชาที่ร้านของนาง "ท่านพี่! ข้าขอเลี้ยงน้ำชาท่านเป็นการตอบแทนที่ท่านยอมซื้อผลไม้ในราคาเต็ม"

ชายร่างท้วมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง "ก็ได้ ข้าอยากจะรู้ว่าเจ้ามีเจตนาอะไรกันแน่"

หว่านเอ๋อร์พาชายร่างท้วมไปยังร้านอาหารเล็กๆ ของนาง เมื่อทั้งสองนั่งลง หว่านเอ๋อร์ก็สั่งน้ำชาและขนมมาต้อนรับ

"ข้าชื่อหลินหว่านเอ๋อร์ เป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้" หว่านเอ๋อร์แนะนำตัวเอง

"ข้าชื่อหวัง เป็นเพียงพ่อค้าเร่ร่อนคนหนึ่งเท่านั้น" ชายร่างท้วมแนะนำตัวอย่างง่ายๆ

หว่านเอ๋อร์สังเกตว่าชายที่ชื่อหวังผู้นี้ถึงแม้จะแต่งกายธรรมดา แต่กลับมีมาดที่สง่างามและพูดจาฉะฉาน นางจึงรู้สึกว่าเขาไม่น่าจะเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดาอย่างที่กล่าวอ้าง

"ท่านหวัง! ท่านเดินทางมาที่เมืองนี้มีธุระอะไรหรือ" หว่านเอ๋อร์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ข้าแค่อยากจะมาดูว่าเมืองนี้มีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง" หวังตอบด้วยท่าทีเลี่ยงๆ

หว่านเอ๋อร์ไม่เซ้าซี้ถามต่อ นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน "ท่านหวัง! ท่านเคยทานอาหารที่ร้านข้าบ้างหรือยัง"

"ยังเลย ข้าเพิ่งจะมาที่เมืองนี้เป็นครั้งแรก" หวังตอบ

"ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าขอเสนอเมนูพิเศษให้ท่านลองชิม ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องติดใจ" หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

"เมนูอะไรหรือ" หวังถามด้วยความสนใจ

"ข้าวอบหม้อดินจักรพรรดิ!" หว่านเอ๋อร์ตอบอย่างภาคภูมิใจ

หวังเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ "ข้าวอบหม้อดินจักรพรรดิ! ชื่อเมนูของเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริง"

"ท่านอย่าเพิ่งตัดสินจนกว่าจะได้ลองชิม" หว่านเอ๋อร์กล่าวอย่างมั่นใจ

นางสั่งให้ลูกน้องเตรียมวัตถุดิบต่างๆ สำหรับทำข้าวอบหม้อดินจักรพรรดิ เมนูนี้เป็นเมนูที่นางคิดค้นขึ้นมาเอง โดยใช้วัตถุดิบชั้นเลิศและปรุงรสด้วยเครื่องเทศนานาชนิด

หลังจากที่รอไม่นาน ข้าวอบหม้อดินจักรพรรดิก็ถูกยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมของข้าวและเครื่องเทศอบอวลไปทั่วบริเวณ หวังถึงกับน้ำลายสอเมื่อได้เห็นหน้าตาของอาหาร

"เชิญท่านลองชิมดู" หว่านเอ๋อร์กล่าว

หวังตักข้าวอบหม้อดินเข้าปากคำใหญ่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง รสชาติของอาหารอร่อยล้ำเกินคำบรรยาย ข้าวหอมนุ่มละมุนลิ้น เครื่องเทศนานาชนิดผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

"อร่อย! อร่อยมาก!" หวังอุทานด้วยความชื่นชม "ข้าไม่เคยทานอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย"

"ท่านชอบก็ดีแล้ว" หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

หวังทานข้าวอบหม้อดินจนหมดเกลี้ยง เขาเงยหน้าขึ้นมองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

"เจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในการทำอาหารอย่างแท้จริง" หวังกล่าว "ข้าอยากจะขอให้เจ้าทำอาหารให้ข้าทานอีกได้หรือไม่"

"แน่นอน ข้ายินดีเสมอ" หว่านเอ๋อร์ตอบ

ทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอ หว่านเอ๋อร์เล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเมืองนี้ให้หวังฟัง หวังก็เล่าเรื่องราวการเดินทางของเขาให้หว่านเอ๋อร์ฟังเช่นกัน

หว่านเอ๋อร์เริ่มรู้สึกว่าชายที่ชื่อหวังผู้นี้ไม่ธรรมดา เขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล นางจึงตัดสินใจที่จะตีสนิทกับเขา

"ท่านหวัง! ท่านคิดว่าเมืองของเราเป็นอย่างไรบ้าง" หว่านเอ๋อร์ถาม

"เมืองของเจ้าเป็นเมืองที่เงียบสงบและมีความเป็นธรรมชาติ แต่ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมาก" หวังตอบ

"ท่านหมายถึงอะไร" หว่านเอ๋อร์ถามด้วยความสนใจ

"ข้าหมายถึงว่าเมืองของเจ้ายังขาดการพัฒนาในหลายๆ ด้าน เช่น การคมนาคม การศึกษา และการสาธารณสุข" หวังอธิบาย

"ท่านพูดถูก" หว่านเอ๋อร์พยักหน้าเห็นด้วย "แต่เรากำลังพยายามที่จะพัฒนาเมืองของเราให้ดีขึ้น"

"ข้าขอเป็นกำลังใจให้เจ้า" หวังกล่าว "ถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ข้าก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ"

"ขอบคุณท่านมาก" หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยความซาบซึ้ง

ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น หว่านเอ๋อร์ก็สังเกตเห็นว่ามีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมายังร้านของนาง ชายเหล่านั้นมีสีหน้าถมึงทึงและท่าทางไม่น่าไว้วางใจ

หว่านเอ๋อร์รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี นางรีบเตือนหวังให้ระวังตัว

"ท่านหวัง! ข้าว่าเราควรจะรีบไปจากที่นี่" หว่านเอ๋อร์กล่าว

"เกิดอะไรขึ้น" หวังถามด้วยความสงสัย

"ข้าไม่แน่ใจ แต่ข้ารู้สึกว่าพวกเขากำลังจะมาทำร้ายเรา" หว่านเอ๋อร์ตอบ

ยังไม่ทันที่หวังจะได้ตอบอะไร ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็เข้ามาล้อมร้านอาหารของหว่านเอ๋อร์ไว้แล้ว

"พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร" หว่านเอ๋อร์ถามด้วยเสียงที่ดัง

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าแล้วพูดว่า "พวกข้ามาตามหาตัวเจ้า ใต้เท้าเจิ้งต้องการพบเจ้า"

หว่านเอ๋อร์หน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่าใต้เท้าเจิ้งต้องการอะไรจากนาง

"ข้าไม่มีธุระอะไรกับใต้เท้าเจิ้ง" หว่านเอ๋อร์ตอบ

"เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ" ชายฉกรรจ์กล่าว "ถ้าเจ้าไม่ไปกับพวกข้าดีๆ พวกข้าจะใช้กำลัง"

หว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่น นางรู้ว่านางไม่มีทางเลือก นางจะต้องเผชิญหน้ากับใต้เท้าเจิ้ง

แต่ก่อนที่หว่านเอ๋อร์จะได้ตอบอะไร หวังก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า "พวกเจ้ากล้าดียังไง ถึงบังอาจมารบกวนข้า"

ชายฉกรรจ์เหล่านั้นหันมามองหวังด้วยความสงสัย

"เจ้าเป็นใคร" ชายฉกรรจ์ถาม

"ข้าเป็นใครไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือพวกเจ้ากำลังทำผิดกฎหมาย" หวังตอบ

"กฎหมายอะไร พวกข้าแค่ต้องการเชิญตัวนางไปพบใต้เท้าเจิ้ง" ชายฉกรรจจ์เถียง

"การเชิญตัวโดยใช้กำลังถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล" หวังกล่าว "ถ้าพวกเจ้าไม่หยุด ข้าจะแจ้งความกับทางการ"

ชายฉกรรจ์เหล่านั้นเริ่มลังเล พวกเขาไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด หวังก็หยิบป้ายหยกสีทองออกมาจากอกเสื้อ ป้ายหยกนั้นสลักลายมังกรและอักษรที่ดูศักดิ์สิทธิ์

เมื่อชายฉกรรจ์เหล่านั้นเห็นป้ายหยก พวกเขาก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น

"ท…ท่านคือ…" ชายฉกรรจ์พูดด้วยเสียงสั่นเครือ

หวังเก็บป้ายหยกกลับเข้าไปในอกเสื้อแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า "พวกเจ้าจงกลับไปบอกใต้เท้าเจิ้งว่าข้าไม่พอใจกับการกระทำของเขา ถ้าเขายังไม่หยุด ข้าจะจัดการเขาเอง"

ชายฉกรรจ์เหล่านั้นรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

หว่านเอ๋อร์มองหวังด้วยความตกตะลึง นางไม่คาดคิดว่าชายผู้นี้จะมีอำนาจมากถึงเพียงนี้

"ท่านคือ…" หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

หวังหันมายิ้มให้หว่านเอ๋อร์แล้วพูดว่า "ข้าชื่อหวังก็จริง แต่ข้ายังมีอีกชื่อหนึ่ง…ข้าคือผู้ว่าราชการจังหวัด!"

หว่านเอ๋อร์ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ นางไม่คาดคิดเลยว่านางจะได้พบกับผู้มีอำนาจเหนือกว่าใต้เท้าเจิ้งโดยบังเอิญ

"ท่านผู้ว่า…" หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยความเคารพ

"ไม่ต้องมากพิธี" ผู้ว่าหวังกล่าว "ข้าอยากจะรู้ว่าใต้เท้าเจิ้งทำอะไรไม่ดีไว้บ้าง"

หว่านเอ๋อร์เล่าเรื่องราวความเลวร้ายของใต้เท้าเจิ้งให้ผู้ว่าหวังฟังอย่างละเอียด ผู้ว่าหวังฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาไม่คาดคิดว่าลูกน้องของเขาจะประพฤติตนได้เลวร้ายถึงเพียงนี้

"ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง" ผู้ว่าหวังกล่าว "ข้าจะไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล"

หว่านเอ๋อร์รู้สึกดีใจที่ในที่สุดนางก็มีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง นางเชื่อว่าด้วยความช่วยเหลือของผู้ว่าหวัง นางจะสามารถกำจัดใต้เท้าเจิ้งและนำความสงบสุขกลับคืนสู่เมืองนี้ได้

[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมนูพิชิตใจผู้ว่า]