ตอนที่ 232
***บทที่ 232: สินค้าใหม่: ผักดองสามรส***
ภายในห้วงมิติอันกว้างใหญ่ โรงงานแปรรูปอัจฉริยะกำลังสั่นสะเทือนเบาๆ ด้วยพลังงานที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใน หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองดูผลงานชิ้นเอกของระบบด้วยความพึงพอใจ หัวไชเท้าอวบอ้วนสีขาวนวลและผักกาดเขียวปลีสดใหม่ถูกลำเลียงเข้าสู่สายพานหยกขาว ราวกับฝูงปลาที่แหวกว่ายทวนกระแสน้ำเข้าสู่ประตูมังกร
นางมิได้สั่งให้โรงงานทำเพียงแค่การดองเค็มแบบดั้งเดิมที่ชาวบ้านร้านตลาดทำกันเกลื่อนเมือง หากแต่ได้ถ่ายทอด "สูตรลับสามรส" ที่นางจดจำได้จากชีวิตในภพก่อนลงไปในระบบควบคุม หัวใจหลักของสูตรนี้คือสมดุลแห่งรสชาติ ความเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูหมักข้าวหอม ความหวานละมุนจากน้ำตาลกรวดสีอำพัน และความเผ็ดร้อนซาบซ่านจากพริกจินดาแดงสดและพริกเสฉวนที่ช่วยให้ลิ้นชาหนึบ
เสียงเครื่องจักรทำงานเงียบกริบ แต่ประสิทธิภาพนั้นน่าตระหนก เพียงชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก กลิ่นหอมเปรี้ยวหวานที่ชวนให้น้ำลายสอพลันตลบอบอวลไปทั่วห้องโถง ผักสดที่เคยกองพะเนินบัดนี้แปรสภาพเป็นชิ้นพอดีคำ กรอบเด้ง สีสันสดใส แช่อยู่ในน้ำดองใสแจ๋วที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
"ขั้นตอนสุดท้าย... บรรจุภัณฑ์คือหน้าตาของสินค้า" หว่านเอ๋อร์พึมพำ
ไหดินเผาเคลือบเงาใบจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือที่ระบบมอบให้ ถูกลำเลียงมารองรับผักดองเหล่านั้น ฝาไหถูกปิดผนึกด้วยกระดาษฟางสีแดงสด รัดด้วยเชือกป่านเส้นเล็ก ผูกเป็นปมเงื่อนมงคลดูวิจิตรบรรจง ด้านข้างไหมีป้ายกระดาษสาเล็กๆ แปะอยู่ เขียนด้วยลวดลายพู่กันจีนตัวบรรจงว่า "สวนสวรรค์ - ผักดองสามรส"
เมื่อสินค้าล็อตแรกถูกลำเลียงออกมาจากมิติมาวางเรียงรายอยู่หน้าร้านภัตตาคารสวนสวรรค์ในยามเช้าตรู่ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องกระทบไหดินเผาเคลือบเงาจนเกิดประกายระยับจับตา ความงดงามของมันดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาในทันที
"นั่นอะไรน่ะแม่นางหลิน? ไหเล็กๆ พวกนี้น่ารักน่าชังยิ่งนัก ข้างในใส่อะไรไว้รึ?" ป้าหวัง แม่ค้าขายเต้าหู้ที่แผงข้างๆ ชะโงกหน้าเข้ามาถามด้วยความใคร่รู้
หว่านเอ๋อร์ยิ้มหวาน นางหยิบไหใบหนึ่งขึ้นมา เปิดฝาออก กลิ่นหอมสดชื่นของเครื่องดองลอยฟุ้งออกมาเตะจมูกป้าหวังจนต้องกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
"นี่คือ 'ผักดองสามรส' สูตรพิเศษของข้าจ้ะป้าหวัง ลองชิมดูสิ" นางใช้ไม้จิ้มส่งชิ้นหัวไชเท้าสีขาวอมชมพูระเรื่อให้
ทันทีที่ป้าหวังกัดลงไป เสียง *กรุบ!* ดังสนั่นฟังชัด รสสัมผัสกรอบเด้งสู้ฟัน ตามมาด้วยรสเปรี้ยวอมหวานที่ระเบิดซ่านในปาก และปิดท้ายด้วยความเผ็ดร้อนปลายลิ้นที่ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย
"สวรรค์ทรงโปรด! อร่อยเหลือเกิน! มันไม่เค็มปี๋เหมือนผักดองทั่วไป แต่มัน... มันสดชื่น! กินแล้วเจริญอาหารยิ่งนัก!" ป้าหวังร้องเสียงหลง ดวงตาเป็นประกาย
เพียงไม่นาน ข่าวลือเรื่องผักดองรสเลิศก็แพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง ไม่ใช่แค่ชาวบ้านในละแวกนั้นที่มามุงดู แต่เหล่าพ่อค้าวานิชจากต่างเมืองที่เดินทางผ่านมาแวะพักม้าต่างก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้กลิ่นหอมและเห็นบรรจุภัณฑ์ที่แปลกตา
"เตร้ง เตร้ง!" เสียงกระดิ่งจากขบวนรถม้าสินค้าดังขึ้นที่หน้าร้าน ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมราคาแพง ก้าวลงมาจากรถม้า เขาคือ 'เถ้าแก่หม่า' พ่อค้าใหญ่จากเมืองท่าทางใต้
"แม่นางหลิน ข้าได้ยินกิตติศัพท์เรื่องอาหารรสเลิศของที่นี่มานาน แต่วันนี้สิ่งที่เตะตาข้ากลับไม่ใช่เป็ดย่างหรือหมูหัน แต่เป็นไหใบจิ๋วพวกนี้" เถ้าแก่หม่าหยิบไหผักดองขึ้นมาพิจารณา "บรรจุภัณฑ์งดงาม พกพาสะดวก เหมาะแก่การเป็นของฝากยิ่งนัก ข้าขอเหมาหมดเลยได้หรือไม่?"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มรับอย่างใจเย็น นี่คือสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้แล้ว "เถ้าแก่หม่าช่างตาแหลมคม แต่ของดีมีน้อย ข้าคงให้เหมาหมดไม่ได้ เพราะต้องเหลือไว้ให้ลูกค้าขาจรบ้าง แต่หากท่านสนใจสั่งจองล่วงหน้าเพื่อนำไปขายต่อที่เมืองท่า ข้ายินดีจะเจรจาราคาส่งให้"
การเจรจาการค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และแพ็คเกจจิ้งที่ดูหรูหราเกินราคา ทำให้ผักดองสามรสกลายเป็นสินค้าดาวรุ่งดวงใหม่ ยอดสั่งจองหลั่งไหลเข้ามาจนหว่านเอ๋อร์ต้องแอบเข้าไปในมิติเพื่อสั่งเดินเครื่องจักรโรงงานเพิ่มอีกหลายรอบ
ตลอดทั้งวัน หว่านเอ๋อร์วุ่นวายอยู่กับการจัดของ ลงบัญชี และเจรจากับลูกค้า จนแทบไม่มีเวลาเข้าไปดูความเรียบร้อยในครัว นางเริ่มตระหนักได้ว่า ธุรกิจของนางกำลังขยายตัวใหญ่เกินกว่าที่นางจะทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวได้อีกต่อไป
ยามพลบค่ำ เมื่อลูกค้าเริ่มซาลง หว่านเอ๋อร์นั่งพักที่โต๊ะบัญชี พลางนวดขมับที่เต้นตุบๆ สายตาของนางทอดมองเข้าไปในครัว เห็นเงาร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟ
อาตง... ลูกมือคนสนิทที่นางรับมาดูแลตั้งแต่ร้านยังเป็นเพียงเพิงเล็กๆ บัดนี้เขากำลังผัดผักด้วยท่วงท่าที่ทะมัดทะแมง แม้จะยังดูเกร็งๆ ไปบ้าง แต่ความตั้งใจนั้นฉายชัดในแววตา หว่านเอ๋อร์สังเกตเห็นว่ารสชาติอาหารของอาตงเริ่มคงที่และมีความคล้ายคลึงกับรสมือของนางมากถึงเจ็ดส่วนแล้ว
"ถึงเวลาแล้วสินะ..." หว่านเอ๋อร์พึมพำ นางรู้ดีว่าหากนางต้องการก้าวไปเป็นคฤหบดีหญิงผู้ยิ่งใหญ่ นางต้องวางมือจากตะหลิว แล้วหันมาจับพู่กันบัญชีและวางแผนบริหารอย่างเต็มตัว แต่การจะส่งมอบตะหลิวทองคำให้ใครสักคนสืบทอด ผู้นั้นต้องผ่านบททดสอบที่คู่ควรเสียก่อน
นางลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินตรงเข้าไปในครัว บรรยากาศภายในครัวร้อนระอุ อาตงกำลังเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ทันทีที่เห็นนายหญิงเดินเข้ามา เขาก็รีบวางมือและก้มศีรษะทำความเคารพ
"นายหญิง... มีอะไรให้ข้ารับใช้ขอรับ? หรือว่าวันนี้ข้าทำอะไรผิดพลาดไป?" อาตงถามด้วยน้ำเสียงกังวล เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหว่านเอ๋อร์
หว่านเอ๋อร์ไม่ตอบในทันที นางเดินวนรอบตัวอาตงหนึ่งรอบ สายตาคมกริบราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้
"อาตง... เจ้าติดตามข้ามานานเท่าไหร่แล้ว?"
"สะ... สองปีขอรับ นายหญิง" อาตงตอบตะกุกตะกัก ใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก
"สองปี... นานพอที่คนผู้หนึ่งจะเรียนรู้ หรือไม่ก็นานพอที่จะหยุดพัฒนา" หว่านเอ๋อร์เปรยขึ้น ก่อนจะหันมาสบตาเขาตรงๆ "วางตะหลิวลง แล้วตามข้าออกมาที่ห้องโถง เดี๋ยวนี้ ข้ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของเจ้าที่ต้องคุยให้รู้เรื่อง"
อาตงหน้าซีดเผือด ขาสั่นพับๆ เขานึกไปถึงความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเผลอทำไป หรือว่า... นายหญิงกำลังจะไล่เขาออก?
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: อาตงกับบททดสอบเชฟใหญ่]**