ตอนที่ 233

***บทที่ 233: อาตงกับบททดสอบเชฟใหญ่***

บรรยากาศภายในโถงรับรองของภัตตาคารสวนสวรรค์เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ อาตงยืนก้มหน้า มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นจนชื้นเหงื่อ เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวผู้เป็นนายเหนือหัวที่กำลังนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างามอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม

หลินหว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลงเบาๆ เสียงกระเบื้องกระทบจานรองดังกังวานก้องในความเงียบ ทำเอาอาตงสะดุ้งโหยง

"อาตง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงเรียกเจ้าออกมา?" น้ำเสียงของนางเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันขุมหนึ่ง

"ข้าน้อย... ข้าน้อยโง่เขลา หรือว่าเป็นเพราะผัดผักเมื่อครู่รสชาติไม่ได้ความ? นายหญิงโปรดลงโทษเถิด แต่อย่าไล่ข้าออกเลย ข้ายังมีแม่แก่ชราต้องเลี้ยงดู..." ชายหนุ่มละล่ำละลัก ร่างกายสั่นเทาปานลูกนกตกน้ำ

หว่านเอ๋อร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "เจ้าคิดไปถึงไหนกัน ข้าไม่ได้จะไล่เจ้าออก แต่ข้ากำลังจะมอบภาระอันยิ่งใหญ่ให้เจ้าต่างหาก"

อาตงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง "ภาระ... ยิ่งใหญ่?"

"ถูกต้อง" หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นเดินเข้ามายืนเบื้องหน้าเขา แววตาฉายประกายมุ่งมั่น "กิจการของสวนสวรรค์กำลังขยายตัว ข้ามีภารกิจต้องดูแลโรงงานแปรรูปและการค้าขายระหว่างเมือง ข้าไม่อาจขลุกอยู่หน้าเตาไฟได้ตลอดไป ข้าต้องการคนที่จะมาเป็น 'หัวหน้าพ่อครัว' คอยดูแลรสชาติและบริหารจัดการครัวแทนข้า"

ดวงตาของอาตงเบิกกว้างราวไข่ห่าน "หะ... หัวหน้าพ่อครัว? ข้าน้อยหรือขอรับ? มิได้ๆ! ฝีมือข้าน้อยห่างไกลจากนายหญิงราวฟ้ากับเหว ข้ามิบังอาจ..."

"ฝีมือฝึกฝนกันได้ แต่ไหวพริบและหัวใจนั้นสอนกันยาก" หว่านเอ๋อร์ตัดบท "เจ้าติดตามข้ามาสองปี ข้าเห็นความตั้งใจของเจ้า แต่การจะเป็นหัวหน้าพ่อครัวแห่งสวนสวรรค์ ไม่ใช่แค่ทำตามสูตรที่ข้าบอก แต่ต้องรู้จักพลิกแพลง แก้ปัญหา และสร้างสรรค์"

นางผายมือไปยังประตูห้องครัว "นี่คือบททดสอบของเจ้า... จงกลับเข้าไปในครัว และรังสรรค์เมนูหนึ่งจานมาให้ข้าชิม โดยมีข้อแม้ว่า **'ห้ามใช้วัตถุดิบสดใหม่แม้แต่ชิ้นเดียว'** ให้ใช้เพียงของเหลือที่เตรียมจะทิ้งหรือของค้างคืนที่มีอยู่ในครัวตอนนี้เท่านั้น ข้าให้เวลาเจ้าเพียงหนึ่งก้านธูป"

อาตงอ้าปากค้าง ของเหลือ? ของที่เตรียมจะทิ้ง? จะเอามาทำอาหารให้เลิศรสสมฐานะภัตตาคารอันดับหนึ่งได้อย่างไร? แต่เมื่อเห็นสายตาที่คาดคั้นของนายหญิง เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วรับคำ "ข้าน้อย... จะพยายามสุดชีวิตขอรับ!"

ชายหนุ่มวิ่งกลับเข้าไปในครัวด้วยความตื่นตระหนก สายตากวาดมองไปรอบๆ บนโต๊ะมีเพียงข้าวสวยที่หุงเหลือจากมื้อกลางวันจนเย็นชืด เศษเนื้อหมูแดงชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เหลือจากการตัดแต่ง ไข่ไก่สองสามฟอง และต้นหอมที่เริ่มเหี่ยวเฉา

"ข้าวเย็น... เศษหมู... ไข่..." อาตงพึมพำ สมองแล่นเร็วรี่ เขาจำได้ว่านายหญิงเคยสอนว่า 'ข้าวผัดที่ดี ต้องใช้ข้าวเย็นจึงจะร่วนสวย'

"ข้าวผัดหยางโจว!"

แต่ลำพังข้าวผัดธรรมดาจะผ่านด่านนายหญิงผู้มีลิ้นทิพย์ได้อย่างไร? อาตงขมวดคิ้ว เขาต้องการรสชาติที่ตัดเลี่ยนและสร้างความโดดเด่น... ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นไหดินเผาใบเล็กที่วางอยู่บนชั้นวางเครื่องปรุง มันคือสินค้าตัวใหม่ที่นายหญิงเพิ่งนำออกมาเมื่อเช้า

"ผักดองสามรส!"

ความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นในหัว อาตงไม่รอช้า เขาจุดไฟในเตาจนลุกโชน เสียงลมจากท่อเป่าไฟดังกระหึ่มราวเสียงมังกรคำราม กระทะเหล็กถูกวางลงจนร้อนฉ่า เขาตอกไข่ใส่ชาม แยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกันอย่างคล่องแคล่ว

เขาเทไข่แดงลงคลุกกับข้าวเย็นจนทั่ว ทุกเม็ดข้าวถูกเคลือบด้วยสีเหลืองทองดั่งทองคำ จากนั้นเทลงกระทะ รวนด้วยไฟแรงจนข้าวเต้นระบำ กลิ่นหอมของไข่และข้าวไหม้นิดๆ ลอยฟุ้ง เขาใส่เศษหมูแดงหั่นเต๋าลงไป ตามด้วยไข่ขาวที่ผัดจนสุกนุ่มแยกไว้ต่างหาก เพื่อให้เกิดรสสัมผัสที่แตกต่าง

และขั้นตอนสุดท้าย... หัวใจสำคัญ เขาตักผักดองสามรสที่สับเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปผัดคลุกเคล้า ความร้อนทำให้รสเปรี้ยวหวานและเผ็ดซ่าของผักดองระเหยออกมาแทรกซึมเข้าไปในเม็ดข้าว ตัดความมันเลี่ยนของน้ำมันและไข่ได้อย่างชะงัด

เสียงตะหลิวกระทบกระทะดัง *เคร้ง! เคร้ง!* เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก่อนที่เขาจะตวัดข้อมือครั้งสุดท้าย สาดข้าวผัดสีทองอร่ามลงสู่จานเปลสีขาว โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย

"เสร็จแล้วขอรับ!"

อาตงยกจานข้าวผัดออกมาวางตรงหน้าหว่านเอ๋อร์ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยเตะจมูก เม็ดข้าวสีทองร่วนสวย เรียงตัวเป็นระเบียบราวกับเม็ดทรายทองคำ แซมด้วยสีแดงของหมู สีขาวของไข่ และสีเขียวสดใสของต้นหอมและผักดอง

"นี่คือ... ข้าวผัดหยางโจวฉบับปรับปรุง หรือขอรับ?" หว่านเอ๋อร์ถาม พลางหยิบช้อนขึ้นมา

"ขอรับนายหญิง ข้าใช้ข้าวเย็นคลุกไข่แดงเพื่อให้สีสวยและหอมมัน ใช้เศษหมูแดงเพิ่มรสสัมผัส และที่สำคัญ... ข้าใส่ 'ผักดองสามรส' สินค้าใหม่ของนายหญิงลงไปเพื่อตัดเลี่ยนและเพิ่มรสชาติที่ซับซ้อน ทำให้ข้าวผัดจานนี้มีทั้งความหอมมัน เปรี้ยว หวาน และเผ็ดปลายลิ้นขอรับ"

หว่านเอ๋อร์ตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ พิจารณารสชาติ... ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นมาทันที

ความกรุบกรอบของผักดองที่แทรกอยู่ในความนุ่มหนึบของข้าวช่างลงตัวอย่างน่าประหลาด รสเปรี้ยวหวานช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้กินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเลี่ยน นี่ไม่ใช่แค่การนำของเหลือมาทำให้กินได้ แต่มันคือการยกระดับรสชาติโดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด

"เยี่ยมมาก!" หว่านเอ๋อร์วางช้อนลงแล้วปรบมือ "เจ้ารู้จักดึงจุดเด่นของวัตถุดิบ และแก้จุดด้อยของอาหารผัดที่มักจะเลี่ยนน้ำมัน อีกทั้งยังรู้จักนำสินค้าของเรามาประยุกต์ใช้ นี่แหละคือคุณสมบัติของหัวหน้าพ่อครัวที่ข้าต้องการ!"

อาตงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะ "ขอบคุณนายหญิง! ขอบคุณที่เมตตา!"

"ลุกขึ้นเถิด 'เชฟใหญ่' อาตง" หว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้าง "ตั้งแต่วันนี้ไป ครัวของสวนสวรรค์เป็นอาณาจักรของเจ้าแล้ว ข้าฝากเจ้าดูแลชื่อเสียงของร้านเราด้วย"

ข่าวการเลื่อนตำแหน่งของอาตงสร้างความยินดีให้กับพนักงานทุกคนในร้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังเฉลิมฉลองอยู่นั้น ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นจากภายนอก

ณ ถนนสายหลักมุ่งสู่เมือง ขบวนรถม้าหรูหราคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาคมกริบของชายชราผู้หนึ่งที่จ้องมองมายังป้ายชื่อร้าน 'ภัตตาคารสวนสวรรค์'

ข่าวลือหนาหูเรื่องอาหารรสเลิศและผักดองวิเศษดังไปไกลจนถึงเมืองหลวง ร้อนถึงหูของบุคคลผู้หนึ่งที่ได้ชื่อว่ามี 'ลิ้นปีศาจ' ผู้ที่เพียงแค่ตวัดปลายลิ้นชิม ก็สามารถตัดสินชะตาชีวิตของร้านอาหารร้านนั้นได้ว่าจะรุ่งโรจน์หรือล่มสลาย

"สวนสวรรค์งั้นรึ... ชื่อโอ้อวดดียิ่งนัก" ชายชราพึมพำ เสียงแหบพร่ายิ่งกว่าเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน "ข้าจะขอลองดูหน่อยเถิดว่า จะเป็นสวรรค์ หรือนรกกันแน่..."

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การมาเยือนของนักชิมปริศนา]**