ตอนที่ 234
***บทที่ 234: การมาเยือนของนักชิมปริศนา***
หลังจากที่อาตงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพ่อครัวคนใหม่อย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในครัวของภัตตาคารสวนสวรรค์ก็ดูจะคึกคักและเต็มไปด้วยพลังงานอันสดใหม่ กลิ่นหอมของอาหารนานาชนิดลอยอบอวล ผสานกับเสียงตะหลิวกระทบกระทะที่ดังเป็นจังหวะจะโคนราวกับเสียงดนตรีแห่งความรุ่งโรจน์
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพความวุ่นวายที่แฝงไปด้วยระเบียบวินัยนั้นด้วยความพึงพอใจ นางรู้ดีว่าการตัดสินใจมอบอำนาจให้อาตงในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้นางสามารถปลีกตัวไปบริหารจัดการเรื่องโรงงานแปรรูปและการค้าขายระหว่างเมืองได้อย่างเต็มที่
ทว่า ความสงบสุขมักคงอยู่ได้ไม่นาน ราวกับท้องทะเลที่คลื่นลมสงบก่อนพายุใหญ่จะพัดโหมกระหน่ำ
ในช่วงบ่ายคล้อย ขณะที่ลูกค้าเริ่มซาลง เสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งนามว่า 'อาเป่า' วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก ราวกับเพิ่งไปเห็นภูตผีปีศาจมาก็มิปาน
"นายหญิง! นายหญิงแย่แล้วขอรับ!" อาเป่าร้องเสียงหลง จนลูกค้าสองสามโต๊ะที่ยังนั่งอยู่หันมามองด้วยความสนใจ
หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางวางสมุดบัญชีลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด "มีเหตุอันใดให้ต้องตื่นตระหนกปานนี้ อาเป่า หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยพูด"
อาเป่าสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่สั่นเครือ "ข้า... ข้าเพิ่งไปส่งอาหารที่โรงเตี๊ยมท้ายตลาดมา ได้ยินพวกพ่อค้าจากเมืองหลวงคุยกันให้แซ่ดว่า... ว่า 'ท่านผู้นั้น' เดินทางมาถึงเมืองเราแล้วขอรับ!"
"ท่านผู้นั้น?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว
"ก็... 'ลิ้นทองคำ' กู่หยุนซาน อย่างไรเล่าขอรับ!"
ทันทีที่ชื่อ 'กู่หยุนซาน' หรือฉายา 'ลิ้นทองคำ' หลุดออกมาจากปากของอาเป่า บรรยากาศในร้านที่เคยผ่อนคลายก็พลันตึงเครียดขึ้นมาถนัดตา แม้แต่อาตงที่เพิ่งเดินออกมาจากครัวพร้อมจานอาหารทดลองสูตรใหม่ ก็ถึงกับมือไม้อ่อนจนเกือบทำจานหล่น
กิตติศัพท์ของกู่หยุนซานนั้นเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน เขาคือนักวิจารณ์อาหารผู้เฒ่าที่มีฝีปากคมกริบยิ่งกว่ามีดทำครัว ว่ากันว่าลิ้นของเขาสามารถแยกแยะรสชาติของเครื่องปรุงได้ถึงร้อยชนิดในคำเดียว และคำวิจารณ์ของเขาเปรียบเสมือนคำพิพากษาของสวรรค์
หากเขาเอ่ยชม ร้านนั้นจะกลายเป็นตำนาน ผู้คนแห่แหนกันมาจนธรณีประตูสึก แต่หากเขาเอ่ยตำหนิแม้เพียงครึ่งคำ... ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนานก็อาจถึงกาลล่มสลาย ปิดกิจการหนีอายแทบไม่ทัน
"ข้าได้ยินมาว่า เมื่อเดือนก่อน ภัตตาคารมังกรหยกในเมืองหลวงที่ว่าแน่ๆ ยังต้องปิดปรับปรุงไปถึงสามเดือน เพียงเพราะท่านกู่หยุนซานวิจารณ์ว่า 'น้ำซุปไร้วิญญาณ ดั่งดื่มน้ำล้างจาน'" อาตงกล่าวเสริมด้วยใบหน้าซีดเผือด "และตอนนี้... เขากำลังมุ่งหน้ามาที่นี่"
ความหวาดหวั่นแผ่ซ่านไปทั่วเหล่าพนักงาน ทุกคนต่างรู้ดีว่าชื่อเสียงของภัตตาคารสวนสวรรค์กำลังโด่งดังถึงขีดสุด ย่อมตกเป็นเป้าหมายที่ท่านลิ้นทองคำจะต้องแวะมาพิสูจน์อย่างแน่นอน
"ทำอย่างไรดีขอรับนายหญิง?" อาเป่าถามเสียงสั่น "เราต้องเตรียมเมนูพิเศษอะไรหรือไม่? หรือต้องปิดร้านหนีไปก่อน?"
"เหลวไหล!"
เสียงตวาดของหลินหว่านเอ๋อร์ดังขึ้นก้องร้าน แม้จะไม่ดังมาก แต่ก็เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก นางกวาดสายตามองลูกน้องทุกคนด้วยแววตาที่มั่นคงดั่งขุนเขา
"พวกเจ้าจะตื่นตระหนกไปไย? เราทำสิ่งใดผิดหรือถึงต้องกลัว?" หว่านเอ๋อร์เอ่ยถาม พลางลุกขึ้นเดินไปหยุดที่กลางร้าน "อาหารของเรา ปรุงด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศจากความตั้งใจ ใส่ใจในทุกขั้นตอน ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นขอทานยาจก หรือเป็นฮ่องเต้เสด็จมาเอง รสชาติที่เราเสิร์ฟก็ยังคงเป็นมาตรฐานเดิมมิใช่หรือ?"
คำพูดของนางทำให้อาตงและพนักงานคนอื่นๆ เริ่มได้สติ
"แต่... นั่นคือลิ้นทองคำนะขอรับ หากเขาไม่ถูกปาก..." อาตงแย้งอย่างไม่มั่นใจ
"ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ" หว่านเอ๋อร์กล่าวตัดบท รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า "หากอาหารของเราดีจริง เหตุใดต้องกลัวคำวิจารณ์? กลับกันเสียอีก นี่คือโอกาสอันดีงามที่หาได้ยากยิ่ง หากท่านกู่หยุนซานยอมรับในรสชาติของเรา ชื่อเสียงของสวนสวรรค์จะขจรขจายไปไกลกว่าแค่ในแคว้นนี้"
นางเดินเข้าไปตบไหล่อาตงเบาๆ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ "อาตง เจ้าเพิ่งได้รับตำแหน่งเชฟใหญ่ จงจำไว้ว่า ความมั่นใจในฝีมือตนเองคือเครื่องปรุงที่สำคัญที่สุด หากเจ้าปรุงอาหารด้วยความหวาดกลัว รสชาติของความกลัวนั้นจะซึมซาบลงไปในอาหาร และนั่นแหละคือสิ่งที่ลิ้นทองคำจะจับได้"
"ข้า... ข้าเข้าใจแล้วขอรับ" อาตงสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาเริ่มกลับมามีความมุ่งมั่นอีกครั้ง
"ฟังข้าให้ดีทุกคน" หว่านเอ๋อร์หันไปสั่งการพนักงานทั้งหมด "ไม่ต้องเตรียมการต้อนรับที่เอิกเกริกเกินความจำเป็น ไม่ต้องจัดฉากสร้างภาพใดๆ ทั้งสิ้น หน้าที่ของพวกเจ้าคือทำทุกอย่างให้เป็น 'ปกติ' ที่สุด ดูแลความสะอาดของร้านให้หมดจด ต้อนรับลูกค้าทุกคนด้วยรอยยิ้มและความจริงใจ... จำไว้ว่า ลูกค้าทุกคนคือผู้ตัดสิน ไม่ใช่แค่กู่หยุนซานเพียงคนเดียว"
"ทราบแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ!" เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ความฮึกเหิมเริ่มกลับคืนมาสู่ภัตตาคารสวนสวรรค์อีกครั้ง
ตลอดทั้งบ่ายและค่ำวันนั้น พนักงานทุกคนต่างทำงานอย่างขยันขันแข็งเป็นพิเศษ พื้นไม้ถูกขัดจนเงาวับ โต๊ะเก้าอี้ถูกเช็ดถูจนไร้ฝุ่นผง แม้แต่แจกันดอกไม้บนโต๊ะก็ยังได้รับการจัดแต่งใหม่ให้ดูสดชื่น อาตงขลุกอยู่ในครัวเพื่อตรวจสอบคุณภาพของน้ำซุปและวัตถุดิบทุกอย่างด้วยตนเองอย่างละเอียดละออ
หว่านเอ๋อร์เองก็มิได้นิ่งนอนใจ แม้นางจะแสดงท่าทีเข้มแข็งต่อหน้าลูกน้อง แต่ลึกลงไปในใจ นางก็อดหวั่นวิตกมิได้ การเผชิญหน้ากับนักวิจารณ์ระดับตำนานในยุคโบราณเช่นนี้ ไม่มีตัวช่วยจากระบบ ไม่มีสูตรโกงใดๆ มีเพียงฝีมือและการบริการที่แท้จริงเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง...
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลงมากระทบป้ายชื่อร้าน 'สวนสวรรค์' ที่ทำจากไม้สักทองแกะสลักอย่างวิจิตร พนักงานทุกคนมารวมตัวกันแต่เช้าตรู่ สวมใส่ชุดเครื่องแบบที่สะอาดสะอ้าน ยืนเข้าแถวรอรับลูกค้าด้วยใจระทึก
วันนี้เป็นวันที่ข่าวลือหนาหูที่สุดว่า กู่หยุนซานจะเดินทางมาถึง พ่อค้าแม่ขายในตลาดต่างจับกลุ่มคุยกันเรื่องนี้ บ้างก็พนันกันว่าสวนสวรรค์จะรอดหรือจะร่วง
"ข้าได้ยินมาว่าท่านกู่ชอบเดินทางด้วยรถม้าสีดำคันใหญ่ มีตราประทับรูปดอกบัวที่ประตู" อาเป่ากระซิบกับเพื่อนพนักงาน ขณะชะเง้อคมองออกไปที่ถนน
"จริงหรือ? ถ้าเช่นนั้นเราต้องคอยจับตาดูรถม้าลักษณะนั้นให้ดี ห้ามให้คลาดสายตาเชียว"
หว่านเอ๋อร์เดินออกมาที่หน้าร้าน นางอยู่ในชุดผ้าไหมสีครีมเรียบง่ายแต่ดูสง่างาม ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นปักด้วยปิ่นหยกเพียงอันเดียว ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มการค้าที่ฝึกฝนมาอย่างดี
"เลิกกระซิบกระซาบกันได้แล้ว เตรียมตัวให้พร้อม ประตูร้านกำลังจะเปิด" นางเอ่ยเตือนสติลูกน้อง
ทันทีที่ปลดกลอนประตูไม้บานใหญ่ แสงสว่างจากภายนอกก็สาดเข้ามาในร้าน พร้อมกับสายลมเย็นสดชื่นแห่งยามสาย ผู้คนเริ่มทยอยเดินผ่านไปมาบนท้องถนน รถลากและเกี้ยวของผู้มีอันจะกินเริ่มสัญจรขวักไขว่
สายตาทุกคู่ของพนักงานในร้านต่างจับจ้องไปที่รถม้าหรูหราทุกคันที่แล่นผ่าน หวังว่าจะได้เห็นสัญลักษณ์ดอกบัวหรือขบวนผู้ติดตามที่บ่งบอกถึงฐานะของบุคคลสำคัญ
แต่ทว่า... เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ก็ยังไร้วี่แววของรถม้าคันดังกล่าว
"หรือว่าข่าวลือจะไม่จริง?" อาเป่าบ่นพึมพำด้วยความผิดหวังเล็กน้อย พลางหันไปมองนายหญิง
หว่านเอ๋อร์ยังคงยืนนิ่ง นางมิได้สนใจมองหารถม้าหรูหรา หากแต่กวาดสายตาดูแลความเรียบร้อยโดยรวม และคอยต้อนรับลูกค้าทั่วไปที่ทยอยเดินเข้าร้าน
ในขณะที่ทุกคนกำลังชะเง้อมองไปที่กลางถนนเพื่อรอคอยราชรถอันยิ่งใหญ่ ไม่มีใครทันสังเกตเห็นเงาร่างเล็กๆ ที่เดินกะเผลกเข้ามาจากมุมอับสายตา เงาร่างที่ดูมอซอและไร้ซึ่งสง่าราศีใดๆ จนกลมกลืนไปกับฝุ่นผงบนท้องถนน
เสียงฝีเท้าที่หนักและลากยาวหยุดลงที่หน้าธรณีประตูร้าน พร้อมกับเงาที่ทอดยาวเข้ามาทาบทับลงบนพื้นไม้ที่ขัดมันจนเงาวับ
ความคาดหวังที่จะได้เห็นขบวนรถม้าอันยิ่งใหญ่ทำให้พนักงานหลายคนมองข้ามลูกค้าคนแรกที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูไปชั่วขณะ แต่สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ ผู้ที่ยึดมั่นในคติที่ว่า 'ลูกค้าทุกคนคือพระเจ้า' สายตาของนางกลับจับจ้องไปที่ผู้มาเยือนคนนี้ในทันที
นางไม่รู้เลยว่า บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้ จะเป็นผู้ที่นำพายุลูกใหญ่เข้ามาสู่ภัตตาคารสวนสวรรค์ของนาง อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน