ตอนที่ 235
***บทที่ 235: ชายชราผู้เรื่องมาก***
ภัตตาคารสวนสวรรค์ในยามสาย แสงตะวันสาดส่องลอดผ่านแมกไม้ลงมาต้องพื้น ก่อเกิดเป็นลวดลายระยิบระยับราวกับพรมทองคำ เสียงนกร้องขับขานประสานเสียงเป็นท่วงทำนองอันแสนรื่นรมย์ ทว่าบรรยากาศอันสงบสุขนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยการปรากฏกายของชายชราผู้หนึ่ง
ชายชราผู้นี้มีรูปร่างผอมบาง สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ดูเก่าคร่ำคร่า ผมเผ้ารุงรังราวกับรังนก ดวงตาเล็กเรียวทอประกายความเจ้าเล่ห์ เรือนกายของเขาส่งกลิ่นอับชื้นจางๆ ราวกับไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน การปรากฏตัวของเขาเรียกสายตาของผู้คนในภัตตาคารให้หันมามองด้วยความสงสัยระคนรังเกียจ
หลินหว่านเอ๋อร์ซึ่งกำลังตรวจตราความเรียบร้อยของร้านอยู่หน้าร้าน สังเกตเห็นชายชราผู้นี้ตั้งแต่แรกเห็น นางยิ้มแย้มต้อนรับขับสู้ด้วยความสุภาพ แม้ในใจจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างกับการแต่งกายที่ดูไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้
“เรียนเชิญท่านด้านในขอรับ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านต้องการโต๊ะสำหรับกี่ท่านดีขอรับ?”
ชายชราไม่ได้ตอบคำถามของนางในทันที เขาเพียงแต่กวาดสายตามองไปรอบๆ ภัตตาคารด้วยท่าทีพิจารณาอย่างละเอียด ราวกับกำลังสำรวจตรวจตราสถานที่แห่งนี้
“ภัตตาคารของเจ้าดูโอ่อ่าสวยงามยิ่งนัก” ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงยานคาง “แต่ข้าไม่รู้ว่ารสชาติอาหารจะดีสมคำร่ำลือหรือไม่”
หลินหว่านเอ๋อร์ยังคงรักษาท่าทีสุภาพเอาไว้ นางเข้าใจดีว่าลูกค้าแต่ละคนย่อมมีนิสัยใจคอแตกต่างกันไป การตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
“ท่านโปรดวางใจเถิดขอรับ” นางตอบด้วยรอยยิ้ม “ภัตตาคารของเราคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ ปรุงแต่งด้วยฝีมือเชฟผู้มากประสบการณ์ รับรองว่ารสชาติอาหารจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”
ชายชราพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในภัตตาคารโดยมีหลินหว่านเอ๋อร์เดินนำทางไป
เมื่อนั่งลงที่โต๊ะ ชายชราก็เริ่มสั่งอาหารทันที เขาเลือกสั่งอาหารหลายอย่าง ทั้งอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และซุป โดยที่แต่ละอย่างล้วนเป็นเมนูขึ้นชื่อของภัตตาคาร
“ข้าอยากจะลองชิมฝีมือของพวกเจ้าดู” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความคาดหวัง “ถ้าหากรสชาติไม่ได้เรื่อง ข้าจะตำหนิพวกเจ้าอย่างไม่ไว้หน้า”
หลินหว่านเอ๋อร์เพียงแต่ยิ้มตอบ นางไม่ได้แสดงความกังวลใจใดๆ ออกมา เพราะนางมั่นใจในฝีมือของเชฟอาตงเป็นอย่างดี
อาหารแต่ละจานถูกทยอยนำมาเสิร์ฟทีละจาน ชายชราเริ่มลงมือชิมอาหารอย่างละเอียดละออ เขาใช้ตะเกียบคีบอาหารเพียงเล็กน้อย แล้วนำเข้าปากเคี้ยวอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่กับอาหารทุกคำ ราวกับกำลังวิเคราะห์รสชาติอย่างพิถีพิถัน
หลังจากที่ชิมอาหารไปได้ไม่กี่คำ ชายชราก็เริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา เขาขมวดคิ้วมุ่น และส่ายหน้าไปมา
“อาหารจานนี้เค็มเกินไป” เขาติเตียนอาหารจานแรก “ส่วนจานนี้ก็หวานเกินไป ไม่มีความกลมกล่อมเอาเสียเลย”
เขายังคงติเตียนอาหารแต่ละจานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีจานไหนที่เขาชมเลยแม้แต่จานเดียว
“ซุปจืดชืดราวกับน้ำล้างจาน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “ผักก็เหี่ยวเฉา ไม่สดใหม่เอาเสียเลย”
ผู้คนที่นั่งอยู่ในภัตตาคารเริ่มหันมามองชายชราด้วยความไม่พอใจ พวกเขาไม่พอใจที่ชายชราผู้นี้กล้าดีอย่างไรมาติเตียนอาหารของภัตตาคารสวนสวรรค์
หลินหว่านเอ๋อร์ยังคงอดทนฟังคำติเตียนของชายชรา นางไม่ได้โกรธเคืองหรือแสดงความไม่พอใจออกมาแต่อย่างใด นางรู้ดีว่าชายชราผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขาต้องเป็นนักชิมอาหารที่มีชื่อเสียงอย่างแน่นอน
“ท่านคงจะเป็นนักชิมอาหารสินะขอรับ” ในที่สุดนางก็เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ “ท่านมีคำแนะนำอะไรให้กับภัตตาคารของเราบ้างหรือไม่?”
ชายชราเงยหน้าขึ้นมามองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจ เขามองนางด้วยสายตาพิจารณาอย่างละเอียด
“เจ้าเป็นคนแรกที่รู้ว่าข้าเป็นนักชิมอาหาร” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชม “คนอื่นๆ มักจะมองว่าข้าเป็นเพียงแค่คนแก่ที่แต่งตัวมอซอ”
“ข้าเพียงแต่สังเกตจากการที่ท่านพิถีพิถันในการชิมอาหาร” หลินหว่านเอ๋อร์ตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านคงจะเป็น ‘ลิ้นทองคำ’ ที่เลื่องลือกระฉ่อนแคว้นกระมังขอรับ?”
ดวงตาของชายชราเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ลิ้นทองคำ’
“ฮ่าๆๆ เจ้าช่างเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียว” เขากล่าวด้วยเสียงหัวเราะ “ข้าคือเถ้าแก่กู่ เจ้าของฉายา ‘ลิ้นทองคำ’ แห่งแคว้นนี้นั่นเอง”
หลินหว่านเอ๋อร์โค้งคำนับให้เถ้าแก่กู่อย่างเคารพ
“ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ ยินดีที่ได้รู้จักท่านเถ้าแก่กู่” นางกล่าวด้วยความนอบน้อม “ข้าขออภัยที่อาหารของภัตตาคารเราไม่ถูกปากท่าน”
“ไม่ต้องขออภัย” เถ้าแก่กู่ตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าเพียงแต่ต้องการจะทดสอบฝีมือของพวกเจ้าเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าขออนุญาตปรุงอาหารจานพิเศษให้ท่านได้ลิ้มลอง” หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยความมั่นใจ “ข้ารับรองว่าอาหารจานนี้จะต้องถูกปากท่านอย่างแน่นอน”
นางเดินไปยังห้องครัว และสั่งให้อาตงปรุงเต้าหู้Mapoตามสูตรพิเศษของนางเอง นางเน้นย้ำให้อาตงปรุงรสชาติให้จัดจ้านเป็นพิเศษ โดยเฉพาะรสชาติของพริกและเครื่องเทศต่างๆ
หลังจากนั้นไม่นาน เต้าหู้Mapoร้อนๆ ก็ถูกนำมาเสิร์ฟให้กับเถ้าแก่กู่
กลิ่นหอมของเต้าหู้Mapoโชยมาเตะจมูก ทำให้เถ้าแก่กู่ต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ
“กลิ่นหอมยั่วยวนยิ่งนัก” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าหวังว่ารสชาติจะอร่อยสมกับกลิ่น”
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา และคีบเต้าหู้Mapoเข้าปาก
ทันทีที่รสชาติของเต้าหู้Mapoสัมผัสลิ้น ดวงตาของเถ้าแก่กู่ก็เบิกกว้างขึ้น
รสชาติเผ็ดร้อนของพริก ความหอมของเครื่องเทศ ความนุ่มละมุนของเต้าหู้ ทุกอย่างผสมผสานกันอย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นรสชาติที่ซับซ้อนและกลมกล่อม
เถ้าแก่กู่เคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ และดื่มด่ำกับรสชาติที่แสนวิเศษ
“อร่อย… อร่อยเหลือเชื่อ!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เต้าหู้Mapoจานนี้อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมา!”
เขาไม่รอช้า รีบตักเต้าหู้Mapoเข้าปากอีกคำแล้วคำเล่า ราวกับว่าไม่เคยลิ้มรสอาหารอร่อยเช่นนี้มาก่อน
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองเถ้าแก่กู่ด้วยรอยยิ้ม นางรู้ดีว่านางได้พิชิตใจของนักชิมอาหารระดับตำนานผู้นี้ได้แล้ว
[โปรดติดตามตอนต่อไป: ป้ายทองคำการันตี]