ตอนที่ 236
***บทที่ 236: ป้ายทองคำการันตี***
เถ้าแก่กู่วางตะเกียบลงอย่างช้าๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง ดวงตาเป็นประกายราวกับค้นพบอัญมณีล้ำค่า เขามองหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง “แม่นางหลิน… ข้าต้องขออภัยในความหยาบคายก่อนหน้านี้ของข้า ข้าไม่เคยคาดคิดว่าในภัตตาคารเล็กๆ แห่งนี้ จะมีอาหารที่อร่อยล้ำเลิศถึงเพียงนี้”
หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ท่านเถ้าแก่กล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่อาหารของภัตตาคารเราถูกปากท่าน”
เถ้าแก่กู่ส่ายหน้า “มิใช่เพียงถูกปาก แต่เป็นรสชาติที่ข้าไม่เคยลิ้มลองมาก่อน เต้าหู้มาผ่อของเจ้านั้น… เผ็ดร้อนถึงใจ กลมกล่อมลงตัว ทุกรสชาติผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ข้าเดินทางมาทั่วหล้า ลิ้มรสอาหารมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยพบพานรสชาติเช่นนี้มาก่อนเลย!” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าขอยืนยันว่าเต้าหู้มาผ่อของเจ้า… เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในแคว้นหนานหลิง!”
คำกล่าวของเถ้าแก่กู่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ พนักงานในภัตตาคารต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกเขารู้ดีว่าเถ้าแก่กู่คือผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหารแห่งแคว้นหนานหลิง คำพูดของเขาสามารถชี้เป็นชี้ตายร้านอาหารได้เลยทีเดียว การที่เขาเอ่ยปากชมเช่นนี้ ย่อมหมายถึงชื่อเสียงของภัตตาคารสวนสวรรค์จะดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งแคว้นอย่างแน่นอน
เถ้าแก่กู่หันไปสั่งบ่าวไพร่ที่ติดตามมา “ไปนำมา!”
บ่าวไพร่คนหนึ่งรีบเดินออกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับกล่องไม้สีแดงสดขนาดพอเหมาะ เขาเปิดกล่องออก เผยให้เห็นแผ่นป้ายทองคำอร่ามตา สลักอักษรสีดำเข้มไว้ว่า “รสชาติอันดับหนึ่งในแผ่นดิน”
หลินหว่านเอ๋อร์และพนักงานทุกคนต่างมองป้ายทองคำด้วยความตื่นตะลึง พวกเขารู้ดีว่าป้ายนี้มีความหมายเพียงใด มันไม่ใช่แค่ป้ายที่แสดงถึงรสชาติอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ความสำเร็จ และการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญสูงสุดในวงการ
เถ้าแก่กู่หยิบป้ายทองคำขึ้นมา และยื่นให้กับหลินหว่านเอ๋อร์ด้วยมือของเขาเอง “แม่นางหลิน… ข้ามอบป้าย ‘รสชาติอันดับหนึ่งในแผ่นดิน’ นี้ให้กับภัตตาคารสวนสวรรค์ของเจ้า ด้วยความเคารพและชื่นชมในฝีมือการทำอาหารของเจ้า จงรักษาชื่อเสียงนี้ไว้ให้ดี และสร้างสรรค์อาหารที่อร่อยล้ำเลิศต่อไป”
หลินหว่านเอ๋อร์รับป้ายทองคำมาด้วยความเคารพ นางรู้ดีว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของนางและภัตตาคารสวนสวรรค์ “ขอบคุณท่านเถ้าแก่กู่อย่างสูงเจ้าค่ะ ข้าจะรักษาป้ายนี้ไว้ด้วยชีวิต และจะพยายามสร้างสรรค์อาหารที่อร่อยยิ่งขึ้นต่อไป”
เถ้าแก่กู่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า” เขามองไปรอบๆ ภัตตาคาร และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าหวังว่าภัตตาคารสวนสวรรค์แห่งนี้ จะเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของผู้คนทั่วทั้งแคว้น”
หลังจากนั้น เถ้าแก่กู่ก็สั่งให้บ่าวไพร่ติดตั้งป้ายทองคำไว้ที่หน้าภัตตาคารสวนสวรรค์ ป้ายทองคำอร่ามตาเปล่งประกายภายใต้แสงอาทิตย์ ดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา พวกเขาต่างหยุดชะงักและมองป้ายทองคำด้วยความสงสัย ใครๆ ก็รู้ว่าป้ายเช่นนี้ไม่ได้มาง่ายๆ ต้องมีรสชาติอาหารที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ถึงจะได้รับเกียรตินี้
ข่าวการมอบป้ายทองคำ “รสชาติอันดับหนึ่งในแผ่นดิน” ให้กับภัตตาคารสวนสวรรค์ แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ผู้คนทั่วทั้งเมืองต่างพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างครึกครื้น ใครๆ ก็อยากจะมาลิ้มลองรสชาติอาหารของภัตตาคารที่ได้รับการยกย่องจากเถ้าแก่กู่
ภัตตาคารสวนสวรรค์กลายเป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืน ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พนักงานทุกคนทำงานกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หลินหว่านเอ๋อร์เองก็ต้องลงมือช่วยงานในครัวด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทุกจานจะอร่อยและมีคุณภาพ
ในขณะที่ภัตตาคารสวนสวรรค์กำลังเฟื่องฟู ภัตตาคารอื่นๆ ในเมืองกลับต้องเผชิญกับความยากลำบาก ลูกค้าของพวกเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารสวนสวรรค์เพื่อลิ้มลองรสชาติอาหารที่ได้รับการการันตีจากเถ้าแก่กู่
เจ้าของภัตตาคารหลายแห่งต่างรู้สึกอิจฉาและไม่พอใจ พวกเขาพยายามหาทางดิสเครดิตภัตตาคารสวนสวรรค์ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะรสชาติอาหารของภัตตาคารสวนสวรรค์นั้นยอดเยี่ยมเกินกว่าที่จะหาข้อตำหนิได้
ในที่สุด พวกเขาก็ต้องยอมจำนนต่อความสำเร็จของภัตตาคารสวนสวรรค์ บางคนถึงกับยอมเปลี่ยนเมนูอาหารของตัวเอง เพื่อให้มีรสชาติคล้ายคลึงกับอาหารของภัตตาคารสวนสวรรค์
หลินหว่านเอ๋อร์รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เธอเชื่อมั่นในฝีมือของตัวเอง และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาหารของภัตตาคารสวนสวรรค์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
นางเริ่มคิดค้นเมนูใหม่ๆ โดยใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และมีคุณภาพ นางทดลองผสมผสานรสชาติต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์อาหารที่มีเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร
นางยังคงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ นางอ่านตำราอาหารต่างๆ และพูดคุยกับพ่อครัวที่มีประสบการณ์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะของตัวเอง
หลินหว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าการรักษาชื่อเสียงและความสำเร็จนั้นยากยิ่งกว่าการสร้างมันขึ้นมา นางจึงต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ภัตตาคารสวนสวรรค์ยังคงเป็นที่ชื่นชอบและไว้วางใจของผู้คนตลอดไป
และด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถของนาง ภัตตาคารสวนสวรรค์ก็ยังคงเติบโตและพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นภัตตาคารที่โด่งดังที่สุดในแคว้นหนานหลิงอย่างแท้จริง
[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข้อเสนอจากวังหลวง]