ตอนที่ 25
***บทที่ 25: คู่แข่งปรากฏตัว***
เสียงเอะอะโวยวายหน้าเรือนไม้ไผ่ดังเซ็งแซ่ รบกวนความเงียบสงบยามพลบค่ำ หลินหว่านเอ๋อร์ปาดเหงื่อบนหน้าผาก นางก้าวเดินออกมาจากโรงเรือนเก็บไหหมักด้วยท่วงท่ามั่นคง แววตาคมกริบกวาดมองกลุ่มชาวบ้านที่กำลังทำท่าทางรังเกียจ ปิดจมูกและชี้ไม้ชี้มือมาทางนาง ราวกับนางกำลังปรุงยาพิษร้ายแรงมิปาน
“พวกท่านมีธุระอันใด หรือเพียงแค่อยากจะมาร่วมชื่นชมกลิ่นแห่งความมั่งคั่งนี้?” หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย นางยกมือขึ้นกอดอก ยืนขวางประตูรั้วปกป้องเสี่ยวเฟิงที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง
“ความมั่งคั่งบ้าบออันใด! กลิ่นเหมือนศพเน่าเช่นนี้ เจ้าคิดจะฆ่าคนทั้งหมู่บ้านหรือ!” ป้าข้างบ้านผู้หนึ่งตะโกนแว้ดขึ้นมา
ทว่าก่อนที่หว่านเอ๋อร์จะทันได้ตอกกลับ บุรุษร่างท้วมในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเหรียญทองที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดก็ก้าวออกมา เขาโบกพัดจีบในมือเบาๆ ไล่กลิ่น ทว่าสายตากลับมิได้ฉายแววรังเกียจเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่กลับเป็นแววตาพินิจพิเคราะห์อย่างพ่อค้าผู้เจนจัด
“เงียบก่อน!” เสียงทรงอำนาจของบุรุษผู้นั้นทำให้เสียงโวยวายของชาวบ้านเงียบลงทันตา “ข้าคือ ‘จ้าวฟู่กุ้ย’ เถ้าแก่หอสุราฟู่อัน ข้าได้ยินเรื่องราวแปลกประหลาดเกี่ยวกับบ้านหลังนี้มาสักพัก... ไม่นึกว่าวันนี้จะได้มาเห็นด้วยตาตนเอง”
หว่านเอ๋อร์หรี่ตาลงเล็กน้อย ชื่อ ‘หอสุราฟู่อัน’ นั้นนางย่อมรู้จักดี มันคือภัตตาคารคู่แข่งอันดับหนึ่งของร้านจินยวี่ที่นางส่งวัตถุดิบให้ ร้านฟู่อันขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราและราคาที่ขูดเลือดขูดเนื้อ แต่ระยะหลังมานี้กลับเงียบเหงาเพราะลูกค้าแห่ไปทานเมนูรสจัดจ้านที่ร้านจินยวี่กันหมด
มุมปากของหว่านเอ๋อร์ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา “ที่แท้ก็เถ้าแก่จ้าวนี่เอง ลมอะไรหอบท่านมาถึงเรือนซอมซ่อของข้าได้ หรือว่ากลิ่นหน่อไม้ดองของข้าหอมหวนจนท่านทนไม่ไหว?”
เถ้าแก่จ้าวหัวเราะในลำคอ “หึ ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือ นังหนู ข้าไม่อ้อมค้อม ช่วงนี้ร้านจินยวี่มีลูกค้าแน่นขนัดเพราะเมนูประหลาด ข้าส่งคนไปสืบดูแล้ว พบว่าวัตถุดิบสำคัญมาจากเจ้า... หน่อไม้ที่มีกลิ่นเปรี้ยวเฉพาะตัวนี้ใช่หรือไม่?”
เขามองข้ามไหล่นางไปยังโอ่งดินที่เปิดฝาอยู่ กลิ่นเปรี้ยวฉุนที่ชาวบ้านรังเกียจ สำหรับคนทำอาหารอย่างเขา มันคือกลิ่นของ ‘รสชาติใหม่’ ที่สามารถเรียกลูกค้าได้มหาศาล เขาเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ซ่อนอยู่ในความเหม็นเน่านี้
“ถ้าใช่ แล้วจะทำไม?” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับ
เถ้าแก่จ้าวหุบพัดดัง ‘พรึ่บ’ แล้วเดินเข้ามาใกล้รั้วไม้อีกนิด “ข้าเป็นคนใจกว้าง ข้าจะให้ราคาเจ้าดีกว่าที่เถ้าแก่เนี่ยแห่งร้านจินยวี่ให้... สองเท่า! ไม่สิ สามเท่าไปเลย! แต่มีข้อแม้ข้อเดียว”
ดวงตาเรียวเล็กของเถ้าแก่จ้าวฉายแววโลภโมโทสัน “เจ้าต้องขาย ‘สูตร’ การหมักหน่อไม้นี้ให้ข้าแต่เพียงผู้เดียว และห้ามส่งวัตถุดิบให้ร้านจินยวี่อีก รวมถึงห้ามเจ้าทำขายเองด้วย ข้าจะขอซื้อขาดกรรมวิธีการผลิตทั้งหมด”
ชาวบ้านรอบๆ ต่างฮือฮาเมื่อได้ยินข้อเสนอ สามเท่า! สำหรับพวกเขา เงินจำนวนนั้นมากมายมหาศาลจนใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ทุกคนต่างมองหว่านเอ๋อร์ด้วยความอิจฉาและคาดหวังว่านางจะรีบตะครุบโอกาสนี้
แต่หว่านเอ๋อร์กลับหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นใสกังวานแต่บาดลึกไปถึงกระดูก
“เถ้าแก่จ้าว ท่านเห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหรือ?” นางก้าวเดินเข้าไปประจันหน้ากับเขาผ่านรั้วไม้ “ท่านเสนอเงินก้อนใหญ่เพื่อแลกกับ ‘บ่อเงินบ่อทอง’ ของข้า ท่านคิดจะตัดตอนข้า ซื้อสูตรไปแล้วเขี่ยข้าทิ้ง หลังจากนั้นท่านก็จะผูกขาดตลาด ขึ้นราคาตามใจชอบ ส่วนข้าก็เหลือเพียงเศษเงินที่ท่านโยนให้... ช่างเป็นการค้าที่กำไรดีเสียจริงนะเจ้าคะ”
ใบหน้ายิ้มแย้มของเถ้าแก่จ้าวพลันแข็งค้าง เขาไม่คิดว่าเด็กสาวชาวบ้านป่าจะมองเกมการค้าของเขาออกได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้
“นังหนู อย่าได้กำเริบเสิบสาน! ข้าอุตส่าห์ลดตัวลงมาเจรจาด้วยดีๆ ร้านจินยวี่นั้นทุนรอนน้อย อีกไม่นานก็ต้องพ่ายแพ้แก่ร้านฟู่อันของข้า หากเจ้ายังดื้อรั้นฝากอนาคตไว้กับเรือล่ม เจ้าจะจมน้ำตายไปพร้อมกับมัน!” เขาขู่เสียงต่ำ
“เรือจะล่มหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ปากของท่าน แต่อยู่ที่ฝีพาย” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว “และข้า หลินหว่านเอ๋อร์ ไม่ใช่คนที่ใครจะมาใช้เงินซื้อศักดิ์ศรีได้ ของของข้า ข้าจะขายให้ใครก็เป็นสิทธิ์ของข้า และข้าพอใจที่จะค้าขายกับเถ้าแก่เนี่ยที่มีสัจจะ มากกว่าพ่อค้าหน้าเลือดที่จ้องแต่จะเอาเปรียบเช่นท่าน!”
คำว่า ‘พ่อค้าหน้าเลือด’ เหมือนตบหน้าเถ้าแก่จ้าวฉาดใหญ่ต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้าอวบอูมของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
“ดี! ดีมาก!” เถ้าแก่จ้าวกัดฟันกรอด ชี้หน้านางด้วยพัดในมือ “ในเมื่อข้ายื่นไมตรีให้แล้วไม่รับ ก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจ คอยดูเถอะว่าหน่อไม้เน่าๆ ของเจ้าจะขายออกไปได้อีกสักกี่วัน ในยุทธภพแห่งการค้านี้ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด เจ้ากล้าเป็นศัตรูกับข้า เตรียมตัวรับผลที่ตามมาได้เลย!”
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง หันหลังเดินกระแทกเท้าจากไป ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย กลุ่มชาวบ้านที่เห็นท่าไม่ดีต่างพากันรีบแยกย้ายหนีหายไปด้วยความหวาดกลัว ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด
เสี่ยวเฟิงวิ่งเข้ามากอดเอวพี่สาวแน่น “พี่ใหญ่... เขาดูน่ากลัวมาก เขาจะทำร้ายเราหรือไม่ขอรับ?”
หว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะน้องชายเบาๆ ดวงตาของนางยังคงจ้องมองแผ่นหลังกว้างของเถ้าแก่จ้าวที่ค่อยๆ ลับสายตาไป ในแววตานั้นไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความมุ่งมั่นที่ลุกโชนขึ้น
นางรู้ดีว่าการปฏิเสธในวันนี้คือการประกาศสงคราม เถ้าแก่จ้าวไม่ใช่คนที่จะยอมรามือโดยง่าย เขาจะต้องใช้วิธีสกปรกทุกอย่างเพื่อทำลายร้านจินยวี่และตัดเส้นทางทำมาหากินของนาง
“ไม่ต้องกลัวเสี่ยวเฟิง” หว่านเอ๋อร์กระซิบ เสียงของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว “เขาอาจจะมีเงินและอำนาจ แต่พี่มีสิ่งที่เขาไม่มี... นั่นคือสมองและของดีในมิติ หากเขาคิดจะเล่นสกปรกกับข้า ข้าก็จะทำให้เขารู้ว่า การแหย่หนวดเสือที่หลับอยู่นั้น... จุดจบมันเป็นเช่นไร!”
ลมยามค่ำพัดกรรโชกแรง หอบเอาใบไม้แห้งหมุนวนรอบลานบ้าน ราวกับลางบอกเหตุพายุใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของสองพี่น้องสกุลหลิน... พายุแห่งเล่ห์เหลี่ยมกลโกงที่กำลังก่อตัวขึ้นจากความแค้นของพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพล!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การกลั่นแกล้งทางการค้า]**