ตอนที่ 26

***บทที่ 26: การกลั่นแกล้งทางการค้า***

สายลมยามเช้าที่ควรจะสดชื่นกลับหอบเอากลิ่นอายของความอึมครึมพัดผ่านเข้ามาในตลาด แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเทาของบ้านเรือน ทว่าบรรยากาศหน้าภัตตาคารจินยวี่กลับมิได้สดใสเฉกเช่นวันวาน

เพียงไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์ที่เถ้าแก่จ้าวสะบัดแขนเสื้อจากไปพร้อมคำขู่อาฆาต ความเปลี่ยนแปลงที่น่าหวาดหวั่นก็เริ่มก่อตัวขึ้นราวกับเมฆดำทะมึนที่เคลื่อนตัวเข้าปกคลุมท้องนภา

หลินหว่านเอ๋อร์เข็นรถเข็นไม้ที่บรรทุกหน่อไม้สดและเห็ดหอมป่ามาเต็มคันรถ มุ่งหน้าสู่หลังร้านจินยวี่ตามปกติ ทว่าทันทีที่นางก้าวเท้าเข้ามาในเขตตึกแถวร้านค้า นางก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

สายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมายังนางเปลี่ยนไป...

จากเดิมที่เคยทักทายด้วยรอยยิ้ม หรือมองด้วยความชื่นชมในฐานะแม่นางน้อยผู้ขยันขันแข็ง บัดนี้กลับกลายเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง รังเกียจ และบางคนถึงกับรีบเบือนหน้าหนีราวกับเห็นภูตผีปีศาจ หรือสิ่งอัปมงคลที่ไม่ควรเข้าใกล้

เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็นระยะเหมือนเสียงแมลงหวี่ที่น่ารำคาญ

"นั่นไง... แม่นางคนนั้นที่ส่งผักให้ร้านจินยวี่"

"ข้าได้ยินมาว่าของป่าที่นางเก็บมา มีพิษตกค้าง กินเข้าไปแล้วจะทำให้เครื่องในเน่าเปื่อยช้าๆ"

"มิน่าเล่า ราคาถึงได้ถูกนัก ที่แท้ก็เอาของกินไม่ได้มาหลอกขายพวกเรา ช่างใจดำอำมหิตจริงๆ"

"ร้านจินยวี่ก็เหมือนกัน เห็นแก่ของถูกจนไม่สนชีวิตลูกค้า ข้าจะไม่ไปเหยียบร้านนั้นอีกเด็ดขาด!"

ถ้อยคำเหล่านั้นลอยเข้าหูหว่านเอ๋อร์อย่างชัดเจน นางชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ดวงตาหงส์หรี่ลงด้วยความเย็นชา มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยัน

*เริ่มแล้วสินะ... วิธีการสกปรกของคนพาล*

เมื่อนางเข็นรถมาถึงหน้าร้านจินยวี่ ภาพที่เห็นทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ร้านที่เคยคึกคักจอแจ เต็มไปด้วยลูกค้าที่รอต่อแถวลิ้มรสซุปหน่อไม้และผัดเห็ดหอม บัดนี้กลับเงียบเหงาราวกับป่าช้า โต๊ะเก้าอี้ว่างเปล่า ไร้เงาผู้คน มีเพียงเด็กเสิร์ฟสองสามคนที่ยืนจับเจ่าด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

"หว่านเอ๋อร์... เจ้ามาแล้วหรือ"

เสียงเรียกที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความกังวลดังขึ้น เถ้าแก่เนี่ยเดินออกมาต้อนรับนาง ร่างท้วมที่เคยดูภูมิฐานและเต็มไปด้วยสง่าราศีของเถ้าแก่เนี้ย บัดนี้ดูซูบซีดลงไปถนัดตา ขอบตาบวมช้ำคล้ายคนอดนอนมาทั้งคืน

"ท่านน้าเนี่ย เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?" หว่านเอ๋อร์แสร้งถาม แม้จะรู้อยู่เต็มอก

เถ้าแก่เนี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางดึงมือหว่านเอ๋อร์ให้เข้ามาหลบมุมเงียบๆ ภายในร้าน นางกวาดตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง ก่อนจะกระซิบเสียงเครียด

"หว่านเอ๋อร์เอ๋ย หายนะมาเยือนเราแล้ว! สองสามวันมานี้มีข่าวลือประหลาดแพร่สะพัดไปทั่วเมือง ชาวบ้านลือกันว่าร้านฟู่อัน... ร้านคู่แข่งของข้านั่นแหละ ป่าวประกาศไปทั่วว่าวัตถุดิบจากป่าที่เจ้านำมาส่ง เป็นของมีพิษ! พวกเขาบอกว่าเห็ดของเจ้าเป็นเห็ดพิษที่หน้าตาเหมือนเห็ดหอม และหน่อไม้ก็มียางที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หากกินเข้าไปสะสมนานวันจะทำให้ล้มป่วยและตายผ่อนส่ง!"

มือของเถ้าแก่เนี่ยสั่นระริกขณะจับมือของเด็กสาว "เจ้าดูสิ... จากที่ขายดีจนทำแทบไม่ทัน ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้ร้านข้าเลยแม้แต่คนเดียว ลูกค้าประจำที่เคยเชื่อใจก็พากันหายหัวไปหมด เพราะกลัวตายกันทั้งนั้น!"

หว่านเอ๋อร์บีบมือเถ้าแก่เนี่ยเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ ภายในใจของนางลุกโชนด้วยไฟโทสะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความรังเกียจในวิธีสกปรกของเถ้าแก่จ้าว

การโจมตีที่ร้านอาหารกลัวที่สุด ไม่ใช่รสชาติแย่ หรือบริการห่วย แต่คือคำว่า "ไม่สะอาด" และ "มีพิษ" ข่าวลือเช่นนี้แพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง และยากที่จะดับลงได้ด้วยคำแก้ตัวเพียงอย่างเดียว

"ร้านฟู่อันช่างต่ำช้านัก!" เถ้าแก่เนี่ยสบถออกมาด้วยความแค้นเคือง "พวกเขาอิจฉาที่ช่วงนี้ลูกค้าแห่มาที่ร้านข้า เพราะติดใจรสชาติวัตถุดิบของเจ้า พอสู้ด้วยฝีมือไม่ได้ ก็ใช้วิธีสาดโคลนเช่นนี้ ข้า... ข้าจะไปฟ้องนายอำเภอ!"

"ช้าก่อนท่านน้า" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น "การไปฟ้องร้องโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน รังแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย อีกฝ่ายเป็นถึงเถ้าแก่ใหญ่ที่มีอิทธิพลและเงินทอง ท่านคิดว่านายอำเภอจะฟังคำพูดของแม่ค้าธรรมดาหรือพ่อค้าผู้ร่ำรวยเล่า?"

เถ้าแก่เนี่ยชะงัก นั่งทรุดลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง "แล้วเราจะทำอย่างไรดี? จะปล่อยให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมาพังพินาศลงเช่นนี้หรือ? ข้าทนไม่ได้หรอกนะหว่านเอ๋อร์ ร้านนี้คือชีวิตของข้า"

หว่านเอ๋อร์เดินไปหยุดที่หน้าประตูร้าน มองออกไปยังทิศทางที่ตั้งของร้านฟู่อัน ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ที่นั่นนางเห็นชายร่างท้วมคนหนึ่งยืนกอดอกยิ้มเยาะอยู่ที่หน้าร้าน แววตาของเขาฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด

มันคือสมรภูมิที่ไม่มีเสียงดาบ แต่คมกว่าดาบ

"ท่านน้าเนี่ย ในเมื่อพวกเขาใช้ 'ปาก' พ่นพิษใส่เรา เราก็ต้องใช้ 'ความจริง' ตบหน้าพวกเขากลับไป" หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเย็น แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ "ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายหม้อข้าวของข้า และจะไม่ยอมให้ใครมารังแกท่านน้าได้ง่ายๆ"

"เจ้ามีวิธีหรือ?" เถ้าแก่เนี่ยเงยหน้าขึ้นมอง แววตามีประกายความหวังริบหรี่

"ข่าวลือหยุดได้ด้วยความจริง แต่ความจริงที่พูดด้วยปากเปล่าไม่มีใครเชื่อหรอกเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์หันกลับมา รอยยิ้มมุมปากของนางดูเจ้าเล่ห์และมั่นใจจนน่าขนลุก "คนพวกนั้นบอกว่าของของข้ามีพิษ กินแล้วตาย... ดี! งั้นข้าจะทำให้พวกเขาเห็นว่า นอกจากมันจะไม่ตายแล้ว มันยังอร่อยจนพวกเขาน้ำลายสอจนทนไม่ไหว!"

นางเดินไปหยิบหน่อไม้สดอวบอ้วนจากในรถเข็นขึ้นมาลำหนึ่ง ปอกเปลือกออกเผยให้เห็นเนื้อในขาวเนียนดุจหยก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดินและป่าธรรมชาติโชยออกมา

"ท่านน้า วันนี้ปิดร้านไปก่อน พักผ่อนให้สบายใจ ไม่ต้องสนใจเสียงนกเสียงกา"

"ปิดร้านรึ? แต่ว่า..."

"เชื่อข้าเถอะเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "พรุ่งนี้เช้า ข้าอยากให้ท่านน้าเตรียมเตาไฟ กระทะ และเครื่องปรุงรสทั้งหมดมาตั้งไว้ที่ **หน้าประตูร้าน** ไม่ใช่ในครัว"

"หน้าประตูร้าน?" เถ้าแก่เนี่ยทวนคำอย่างงุนงง

"ใช่เจ้าค่ะ เราจะเปิดการแสดงทำอาหารให้คนทั้งตลาดได้เห็น ให้กลิ่นหอมของอาหารเป็นตัวเรียกลูกค้า และให้ข้าเป็นผู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของวัตถุดิบเหล่านี้ด้วยชีวิตของข้าเอง!"

หลินหว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่น พลังแห่งความมุ่งมั่นแผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กๆ นั้น นางไม่ได้เพียงแค่จะกู้ชื่อเสียงคืน แต่นางกำลังจะเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสทองที่จะทำให้ร้านจินยวี่โด่งดังยิ่งกว่าเดิม

ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้าร้าน ชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงสองสามคน ซึ่งดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอันธพาลรับจ้าง เดินเข้ามาตะโกนเสียงดังลั่น

"เฮ้ย! ร้านนี้ยังกล้าเปิดอยู่อีกรึ! ขายของกินฆ่าคนแบบนี้ หน้าไม่อายจริงๆ!" ชายคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้นหน้าร้านอย่างหยาบคาย พลางปาเศษผักเน่าเข้ามาภายในร้าน

"ปิดร้านไปซะ! อย่าให้ชาวบ้านต้องมาตายเพราะความโลภของพวกเจ้า!" อีกคนตะโกนเสริม ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเริ่มมามุงดูด้วยความสนใจ ผสมปนเปไปกับความหวาดกลัว

เถ้าแก่เนี่ยหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว ทว่าหว่านเอ๋อร์กลับก้าวเท้าออกมาข้างหน้า ร่างบางยืนตระหง่านขวางหน้าเถ้าแก่เนี่ยไว้ นางจ้องมองกลุ่มอันธพาลเหล่านั้นด้วยสายตาที่เย็นเยียบเสียจนอากาศรอบข้างดูเหมือนจะลดอุณหภูมิลง

"กลับไปบอกเจ้านายของพวกเจ้า..." หว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ ทุกถ้อยคำชัดเจนราวกับสลักลงบนหินผา "ว่าวันพรุ่งนี้ ยามซื่อ (09.00-11.00 น.) ให้เขาเบิกตาดูให้ดี ว่าสิ่งที่เขาเรียกว่า 'พิษ' นั้น แท้จริงแล้วคือ 'ทองคำ' ที่เขาไม่มีปัญญาครอบครอง!"

นางตวัดสายตามองไปยังฝูงชนที่มุงดู แล้วประกาศก้อง "และสำหรับพี่น้องชาวเมืองทุกท่าน พรุ่งนี้ที่หน้าภัตตาคารจินยวี่ ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ จะมีการแจกจ่ายอาหารรสเลิศให้ชิมฟรี! หากใครกินแล้วเจ็บป่วย ข้ายินดีเอาชีวิตเข้าแลก แต่หากใครกินแล้วติดใจ... ก็อย่าลืมกลับไปบอกต่อด้วยว่า ลิ้นของคนถ่อย ไม่อาจสัมผัสรสชาติแห่งสวรรค์ได้!"

คำประกาศท้าทายของนางทำให้ฝูงชนเงียบกริบ แม้แต่อันธพาลเหล่านั้นก็ยังชะงักไปชั่วขณะด้วยแรงกดดันที่คาดไม่ถึงจากเด็กสาวตัวเล็กๆ

สงครามประสาทได้จบลงแล้ว... ต่อไปคือสงครามแห่งรสชาติที่จะตัดสินชะตาของร้านจินยวี่ และศักดิ์ศรีของหลินหว่านเอ๋อร์!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สาธิตการกินโชว์]**