ตอนที่ 27

***บทที่ 27: สาธิตการกินโชว์***

แสงตะวันยามซื่อสาดส่องลงมายังหน้าภัตตาคารจินยวี่ ผู้คนเริ่มทยอยมารวมตัวกันตามคำท้าทายที่หลินหว่านเอ๋อร์ได้ประกาศก้องไว้เมื่อวาน ฝูงชนเบียดเสียดกันจนเต็มถนน บ้างมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างมาเพื่อรอสมน้ำหน้า และแน่นอนว่ามีสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากร้านคู่แข่งอย่างภัตตาคารฟู่อันปะปนอยู่ด้วย

เบื้องหน้าภัตตาคารจินยวี่ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างแปลกตา เตาไฟขนาดใหญ่ถูกตั้งขึ้นกลางแจ้ง กระทะเหล็กใบยักษ์วางตระหง่าน พร้อมด้วยเครื่องปรุงและวัตถุดิบที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นตะกร้าสานที่บรรจุ ‘ผลปีศาจสีแดง’ หรือพริกสดเม็ดอวบอ้วน และกองเห็ดป่าหน้าตาประหลาดที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว

หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมงยืนกอดอกอยู่หลังเตา ใบหน้าจิ้มลิ้มประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ดูยโสและมั่นใจ ข้างกายมีเถ้าแก่เนี่ยที่แม้มือจะยังสั่นเล็กน้อย แต่แววตากลับมีความหวังขึ้นมาบ้างเมื่อเห็นท่าทีหนักแน่นของเด็กสาว

“พวกเจ้าดูสิ! นางกล้าเอาของอัปมงคลมาวางโชว์จริงๆ ด้วย” เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่

“นั่นมันเห็ดพิษมิใช่หรือ? กินเข้าไปมีหวังไส้ขาดตาย!”

หว่านเอ๋อร์ไม่ได้โต้ตอบวาจาเหล่านั้น นางเพียงแค่ส่งสัญญาณให้เสี่ยวเอ้อร์จุดไฟ ฟืนในเตาลุกโชนส่งเสียงดังเปรี้ยะๆ ความร้อนแผ่ซ่านออกมาพร้อมกับความเงียบที่เข้าปกคลุมฝูงชนชั่วขณะ

“วันนี้ข้าจะทำให้พวกท่านเห็นว่า สิ่งที่พวกท่านเรียกว่าพิษ แท้จริงแล้วคือรสชาติที่สวรรค์ประทานให้” หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน ก่อนจะตวัดตะหลิวลงมือทันที

น้ำมันหมูในกระทะเดือดพล่าน ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง หว่านเอ๋อร์โยนกระเทียมสับและพริกแห้งลงไปฉ่าในน้ำมัน เสียง *ซ่า* ดังสนั่นพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่ง

*ฉุน!*

กลิ่นฉุนกึกของพริกทอดระเบิดออกมากระแทกจมูกของผู้คนที่มุงดู หลายคนไอโขลกเขลก น้ำหูน้ำตาไหล ทว่าในความฉุนเฉียวและแสบจมูกนั้น กลับแฝงไปด้วยกลิ่นหอมยั่วน้ำลายอย่างน่าประหลาด กลิ่นเผ็ดร้อนกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายทำงานอย่างหนัก ท้องไส้ของชาวบ้านเริ่มส่งเสียงร้องประท้วงโดยไม่รู้ตัว

นี่คือการตลาดเชิงรุกที่หว่านเอ๋อร์วางแผนไว้... ไม่ต้องป่าวประกาศสรรพคุณให้มากความ ใช้กลิ่นหอมทะลวงไส้พุงของพวกเขาเสียเลย!

มือเรียวของนางขยับอย่างคล่องแคล่ว โยนเห็ดป่าที่หั่นเตรียมไว้ลงไปผัดคลุกเคล้ากับพริกและเครื่องปรุง ไฟแรงโหมกระหน่ำ หว่านเอ๋อร์สะบัดกระทะจนเปลวไฟลุกท่วม อาหารในกระทะเต้นระบำส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ยิ่งผัด กลิ่นหอมของเห็ดที่ผสานกับความเผ็ดร้อนของพริกยิ่งทวีความรุนแรง จนกลบกลิ่นเหม็นเน่าที่พวกอันธพาลเคยนำมาปาหน้าร้านจนหมดสิ้น

“เสร็จแล้ว!” หว่านเอ๋อร์ตัก ‘ผัดเผ็ดเห็ดป่า’ สีสันจัดจ้าน แดงตัดเขียว มันวาวน่ารับประทาน ใส่ลงในจานใบใหญ่ ควันร้อนฉุยลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจนผู้คนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

ทว่า... ยังไม่มีใครกล้าขยับ

“ใครจะกล้ากิน ของพรรค์นั้น...” ชายหน้าบากคนหนึ่งตะโกนขึ้น คาดว่าเป็นคนของร้านฟู่อัน “สีแดงฉานปานเลือด กินเข้าไปคงดิ้นตายคาที่!”

หว่านเอ๋อร์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “คนขลาดเขลามักตายเพราะความโง่เขลา ส่วนคนกล้าหาญย่อมได้ลิ้มรสความสำราญ”

นางหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเห็ดชิ้นใหญ่ที่เคลือบด้วยน้ำมันพริกสีแดงฉ่ำ ส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อหน้าธารกำนัลนับร้อย

สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเป็นความเคลิบเคลิ้ม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อซึมซับรสชาติ ความเผ็ดร้อนที่ปลายลิ้น ความกรุบกรอบของเห็ด และความเค็มมันที่ลงตัว นางเคี้ยวอย่างเชื่องช้า จงใจให้ทุกคนเห็นถึงความเอร็ดอร่อย

“อื้ม...” เสียงครางในลำคอของนางดังพอให้คนแถวหน้าได้ยิน “เผ็ดร้อนสะใจ! รสสัมผัสของเห็ดป่าช่างหวานล้ำ ยิ่งผัดกับพริกยิ่งขับรสชาติ... น่าเสียดายที่คนบางคนไม่มีวาสนา”

นางคีบคำที่สอง สาม และสี่ตามเข้าไป ใบหน้าเริ่มมีเลือดฝาด เม็ดเหงื่อผุดพรายที่ไรผมเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์เดชของความเผ็ดที่ทำให้เลือดลมสูบฉีด

“ข้ายังไม่ตาย” นางวางตะเกียบลงแล้วกางแขนออก “แถมยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่ากว่าเดิมเสียอีก เอ้า! วันนี้ภัตตาคารจินยวี่ใจป้ำ แจกฟรี! ใครอยากลองของดีเชิญเข้ามา แต่ถ้าใครกลัวตายก็เชิญกลับไปซดน้ำข้าวต้มจืดชืดที่บ้านเถิด!”

ความเงียบเข้าครอบงำเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ชายชราขอทานผู้หนึ่งจะเดินโซซัดโซเซเข้ามา “ข้าขอ... ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว พิษหรือไม่อย่างไรก็คงตาย ถ้ามันอร่อย ข้าก็ยอมเป็นผีอิ่มท้อง”

หว่านเอ๋อร์ตักใส่ถ้วยใบเล็กส่งให้ ชายชรามือสั่นเทารับไปตักเข้าปาก

ดวงตาที่ขุ่นมัวของชายชราเบิกกว้างขึ้นทันที เขาเคี้ยวอย่างรวดเร็วแล้วรีบตักคำต่อไป “อร่อย! อร่อยเหลือเกิน! เกิดมาข้าไม่เคยกินอะไรที่มีรสชาติจัดจ้านถึงใจเพียงนี้มาก่อน! ร้อนวูบวาบไปทั้งท้อง สบายตัวนัก!”

คำยืนยันจากคนกลางที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เปรียบเสมือนเขื่อนที่แตกทลาย

“ข้าขอลองบ้าง!”

“ข้าด้วย! กลิ่นหอมขนาดนี้ ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”

“ถอยไป! ข้ามาก่อน!”

ฝูงชนกรูเข้ามาราวกับผึ้งแตกรัง เสี่ยวเอ้อร์และเถ้าแก่เนี่ยต้องรีบเข้ามาช่วยตักแจก เสียงเคี้ยว เสียงสูดปากซู้ดซ้าดเพราะความเผ็ด และเสียงชื่นชมดังระงมไปทั่วบริเวณหน้าภัตตาคารจินยวี่

“เผ็ด! แต่อร่อยหยุดไม่ได้เลย!”

“เห็ดนี่เนื้อสัมผัสเหมือนเนื้อสัตว์เลย อร่อยกว่าเนื้อไก่เสียอีก!”

ภาพการแย่งชิงกันกินของแจก และสีหน้ามีความสุขของผู้คน คือตบฉาดใหญ่ที่ฟาดลงบนหน้าของคนสกุลฟู่อย่างจัง

ที่ระเบียงชั้นสองของภัตตาคารฟู่อันซึ่งตั้งอยู่เยื้องๆ กัน เถ้าแก่ร้านฟู่อันยืนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและริษยา แผนการทำลายชื่อเสียงกลับกลายเป็นการช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ศัตรูเสียอย่างนั้น

“บัดซบ! นังเด็กนั่นมันเป็นใครกันแน่!” เขาคำรามลอดไรฟัน จ้องมองหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังยืนยิ้มรับความสำเร็จด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย

ทางด้านหว่านเอ๋อร์ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบโดยสมบูรณ์ นางก็หันไปกระซิบกับเถ้าแก่เนี่ยที่กำลังยิ้มแก้มปริ

“เถ้าแก่เนี่ย ช่วงนี้ให้ขายเมนูจากเห็ดและพริกเป็นหลัก ตั้งราคาให้สมน้ำสมเนื้อ อย่าให้ถูกจนดูไร้ค่า และอย่าแพงจนชาวบ้านจับต้องไม่ได้ ข้าจะคอยส่งวัตถุดิบให้ท่านเอง”

“ได้เลยแม่นางหลิน! ข้าจะทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่าง ร้านเรารอดแล้ว!” เถ้าแก่เนี่ยแทบจะกราบกรานเด็กสาวตรงหน้า

หว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับ ทอดสายตามองดูหม้อแกงที่ว่างเปล่าในเวลาอันรวดเร็ว ความสำเร็จในวันนี้ไม่เพียงกู้ชื่อเสียงร้าน แต่ยังเป็นการเปิดตลาดพริกและเห็ดป่าอย่างเป็นทางการ เงินทองกำลังจะไหลมาเทมา

ทว่า... คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางเริ่มตระหนักถึงปัญหาใหม่ หากความต้องการของตลาดพุ่งสูงเช่นนี้ ลำพังการแอบนำของออกมาจากมิติ หรือการขึ้นเขาไปเก็บของป่า ย่อมไม่เพียงพอและอาจสร้างความสงสัยให้แก่ผู้คนได้ นางจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตที่เปิดเผย มีที่มาที่ไปให้ชาวบ้านเห็น

สายตาของนางเหลือบไปเห็นพื้นที่รกร้างข้างบ้านของตนเองที่เต็มไปด้วยวัชพืช ซึ่งนางเดินผ่านอยู่ทุกวัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง

ถึงเวลาต้องขยับขยายอาณาจักรของจริงแล้วสินะ...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ซื้อที่ดินรกร้าง]**