ตอนที่ 28
***บทที่ 28: ซื้อที่ดินรกร้าง***
แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมากระทบผืนดินแห้งแตกระแหงที่เต็มไปด้วยก้อนกรวดและวัชพืชรกชัฏ พื้นที่ผืนนี้ตั้งอยู่ติดกับรั้วบ้านโทรมๆ ของหลินหว่านเอ๋อร์ มันเป็นที่ดินรกร้างที่ถูกทิ้งขว้างมานานหลายสิบปี ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลหลินต่างรู้ดีว่าดินบริเวณนี้เค็มเกินกว่าจะเพาะปลูกสิ่งใดได้ แม้แต่หญ้าปศุสัตว์ยังขึ้นได้ยากเข็ญ
ทว่าในสายตาของหลินหว่านเอ๋อร์ หญิงสาวผู้เพิ่งกลับมาจากความสำเร็จอันงดงามในตัวเมือง ที่ดินผืนนี้กลับเปล่งประกายราวกับทองคำที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน
หลังจากจัดการเรื่องที่ภัตตาคารฟู่อันและได้รับส่วนแบ่งกำไรก้อนแรกจากเถ้าแก่เนี่ย ถุงเงินที่เหน็บอยู่ข้างเอวของนางตุงแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำหนักของก้อนเงินตำลึงทำให้จิตใจของนางฮึกเหิม นางตระหนักดีว่าการจะค้าขายระยะยาว การนำผักและผลไม้จากมิติลับออกมาขายดื้อๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป ย่อมชักนำภัยมาสู่ตัว สักวันหนึ่งคนจะสงสัยว่านางไปเอาพริกสดและเห็ดป่าจำนวนมากมาจากที่ใดในฤดูแล้งเช่นนี้
"ฉากหน้า" คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในยามนี้
เท้าเล็กๆ ภายใต้รองเท้าผ้าปักลายดอกเหมยย่ำลงบนพื้นดินแข็ง นางก้มลงหยิบดินก้อนหนึ่งขึ้นมาบีบจนแตกคามือ ดินร่วนซุยเกินไปและขาดสารอาหาร แต่ริมฝีปากบางเฉียบกลับยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และมั่นใจ
"ดินเลวแล้วอย่างไร ในเมื่อข้ามีของดี" นางพึมพำกับตนเอง ก่อนจะปัดฝุ่นออกจากมือแล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้านทันที
บ้านของผู้ใหญ่บ้านจางตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน เป็นเรือนอิฐมุงกระเบื้องที่ดูภูมิฐานที่สุดในละแวกนี้ เมื่อหว่านเอ๋อร์ไปถึง นางเคาะประตูไม้บานใหญ่ด้วยจังหวะหนักแน่น ไม่มีความขลาดกลัวหรือประหม่าเหมือนเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป
"อ้าว นังหนูหลินเองรึ? มีธุระอันใดเล่าถึงมาหาข้าแต่หัววัน" ผู้ใหญ่บ้านจาง ชายวัยกลางคนที่มีเคราแพะเล็กน้อยเปิดประตูออกมา เห็นเป็นหลินหว่านเอ๋อร์ก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
"ท่านลุงจาง ข้ามีเรื่องจะมาเจรจาขอซื้อที่ดินเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงฉะฉาน พร้อมกับหยิบห่อขนมเปี๊ยะไส้ถั่วที่ซื้อมาจากในเมืองยื่นให้เป็นของกำนัลเปิดทาง
ผู้ใหญ่บ้านรับห่อขนมมาด้วยความงุนงง เชื้อเชิญนางเข้ามานั่งในโถงรับแขก "ซื้อที่ดิน? เจ้าไปเอาเงินมาจากไหนมากมาย... แล้วเจ้าอยากได้ที่ตรงไหน นาข้าวทางทิศใต้หรือไร่ข้าวโพดทางทิศเหนือ?"
"มิใช่ทั้งสองแห่งเจ้าค่ะ ข้าต้องการที่ดินรกร้างห้าหมู่ (ประมาณ 3 ไร่กว่า) ที่อยู่ติดกับบ้านของข้า"
คำตอบของนางทำให้ผู้ใหญ่บ้านจางแทบสำลักน้ำชาที่กำลังยกขึ้นจิบ เขาวางถ้วยชาลงเสียงดัง 'กึก' จ้องมองเด็กสาวตรงหน้าราวกับนางเพิ่งพูดภาษาต่างแคว้น
"เจ้าว่ากระไรนะ? ที่ดินรกร้างข้างบ้านเจ้าน่ะรึ!" ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้วมุ่น ด้วยความเป็นคนซื่อตรงและเห็นแก่มนุษยธรรม เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "หว่านเอ๋อร์ เจ้าฟังลุงนะ ที่ตรงนั้นมันปลูกอะไรไม่ขึ้นหรอก ดินมันแข็ง มีแต่หิน แถมยังแห้งแล้งจนรากไม้หยั่งไม่ลง ชาวบ้านเขาเรียกมันว่า 'ทุ่งหินกินแรง' ใครไปทำกินก็มีแต่จะขาดทุนย่อยยับ เจ้าเอาเงินไปซื้อที่นาดีๆ สักงานสองงานยังจะดีเสียกว่า"
หลินหว่านเอ๋อร์รับฟังด้วยรอยยิ้มละไม แววตายังคงแน่วแน่ไม่สั่นคลอน "ขอบคุณท่านลุงจางที่เตือนด้วยความหวังดี แต่ข้าไตร่ตรองมาดีแล้วเจ้าค่ะ ข้ามีวิธีของข้า ท่านเพียงแค่ขายมันให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ ว่าแต่... ที่ดินรกร้างเช่นนั้น ราคาคงไม่แพงกระมัง?"
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวเหยียด เมื่อเห็นแววตาดื้อรั้นของเด็กสาว เขาก็รู้ว่าคงห้ามปรามไม่ได้ "เอาเถอะๆ ในเมื่อเจ้าดึงดันจะเอา ข้าก็จะขายให้ ในเมื่อเป็นที่ดินที่ไม่มีใครอยากได้ ทางการก็ปล่อยทิ้งไว้เปล่าประโยชน์ ข้าคิดเจ้าหมู่ละสองตำลึงเงินก็แล้วกัน ห้าหมู่ก็สิบตำลึง... นี่ข้าลดให้สุดๆ แล้วนะ เพราะเห็นแก่ที่เจ้าเป็นเด็กกำพร้าสู้ชีวิต"
"ตกลงตามนั้นเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ตอบรับทันทีโดยไม่ต่อรอง นางล้วงหยิบก้อนเงินตำลึงออกมาวางบนโต๊ะไม้เสียงดังหนักแน่น สร้างความประหลาดใจให้ผู้ใหญ่บ้านยิ่งนัก เด็กสาวตัวแค่นี้กลับมีเงินถึงสิบตำลึง!
หลังจากทำสัญญาซื้อขายและประทับลายนิ้วมือเรียบร้อย หว่านเอ๋อร์ก็เดินออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านพร้อมโฉนดที่ดินในมือ ท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มอ่อนลง ข่าวเรื่องนางซื้อ "ทุ่งหินกินแรง" แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ชาวบ้านที่กำลังจับกลุ่มสนทนากันอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่หน้าหมู่บ้าน ต่างพากันชี้ชวนให้ดูร่างบางที่เดินถือกระดาษโฉนดผ่านไป
"ดูนั่นสิ! นังหนูหลินมันบ้าไปแล้ว ได้เงินมาหน่อยก็เอาไปผลาญซื้อที่ดินรกร้าง!" ป้าหวัง เพื่อนบ้านปากตลาดตะโกนขึ้นด้วยเสียงแหลมสูง พลางหัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม
"โง่เขลาจริงๆ! ที่ตรงนั้นขุดลงไปเจอแต่หิน ปลูกหญ้ายังตาย มันคิดจะปลูกผักรึ? ฝันกลางวันชัดๆ!" ชายวัยกลางคนอีกคนเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"สงสัยวิญญาณผีสางคงเข้าสิง นึกว่าเป็นเศรษฐีมีเงินถุงเงินถังรึไง เงินสิบตำลึงเอาไปซื้อข้าวสารกินได้ตั้งหลายปี กลับเอามาทิ้งกับที่ดินขยะ!"
เสียงหัวเราะเยาะและคำดูถูกดังระงมไปทั่ว บ้างก็สมเพช บ้างก็ริษยาที่เห็นเด็กสาวมีเงิน แต่ส่วนใหญ่ล้วนมองว่านางโง่เขลาเบาปัญญา
หลินหว่านเอ๋อร์ได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจน แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ร่างบางเดินหลังตรง ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มชาวบ้านเหล่านั้นแวบหนึ่ง เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาในความเขลาของผู้อื่น
'หัวเราะไปเถิด... พวกเจ้าหัวเราะได้ก็แค่วันนี้' นางคิดในใจ
เมื่อกลับมาถึงบ้านและยืนอยู่หน้าผืนดินรกร้างที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางโดยสมบูรณ์ หว่านเอ๋อร์มองดูวัชพืชที่แห้งเหี่ยวและก้อนหินระเกะระกะ นางหลับตาลง จิตสัมผัสเชื่อมต่อกับมิติลับภายใน
ในมิตินั้น มีบ่อน้ำทิพย์สีมรกตส่งประกายระยิบระยับ ไอวิญญาณเข้มข้นลอยอบอวล เพียงแค่หยดเดียวก็สามารถชุบชีวิตพืชพรรณที่ใกล้ตายให้กลับมาเขียวขจี แล้วนับประสาอะไรกับดินเสื่อมสภาพพวกนี้?
"พี่สาว ท่านซื้อที่ดินนี้มาจริงๆ หรือขอรับ?" เสี่ยวเฟิง น้องชายตัวน้อยเดินเข้ามาดึงชายเสื้อพี่สาว ดวงตาใสซื่อเต็มไปด้วยความกังวล "ใครๆ ก็บอกว่าที่นี่ปลูกอะไรไม่ขึ้น..."
หว่านเอ๋อร์ย่อตัวลง ลูบศีรษะน้องชายอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่มอบให้น้องชายช่างแตกต่างจากรอยยิ้มเย็นชาที่มอบให้ชาวบ้านลิบลับ
"เสี่ยวเฟิง จำคำพี่ไว้... สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นค่า ไม่ได้แปลว่ามันไร้ราคา" นางกล่าวเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "พรุ่งนี้เช้า... พี่จะทำให้ทุกคนในหมู่บ้านต้องตบปากตัวเองที่บังอาจดูถูกพวกเรา"
นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทาบทับเงาร่างของเด็กสาวให้ทอดยยาวไปบนผืนดินแห้งแล้ง มือของนางกำโฉนดแน่น ลมเย็นพัดผ่านวูบหนึ่ง หอบเอาความหนาวเหน็บยามค่ำคืนมาเยือน แต่ไฟแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของหลินหว่านเอ๋อร์กลับลุกโชนโชติช่วงยิ่งกว่าเปลวเพลิง
ทันใดนั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนที่แอบซุ่มดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ชายป่า เป็นเงาที่คุ้นตาและเต็มไปด้วยจิตมุ่งร้าย...
นางแสยะยิ้มมุมปาก พลางสะบัดมือเบาๆ ราวกับเชื้อเชิญให้ศัตรูเข้ามาติดกับ
"อยากดูก็ดูให้เต็มตา... เพราะสิ่งที่พวกเจ้าจะได้เห็นต่อไปนี้ มันจะเป็นปาฏิหาริย์ที่พวกเจ้าจะไม่มีวันลืมไปจนวันตาย!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปรับปรุงดินด้วยวิธีพิเศษ]**