ตอนที่ 253
***บทที่ 253: เตาอบดินเผายักษ์***
เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนใบไม้แห้งแม้จะแผ่วเบาเพียงใด ก็ไม่อาจรอดพ้นประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของเหล่าองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้ไปได้
ทันทีที่มือหยาบกร้านของชายร่างกำยำหมายจะเอื้อมมาคว้าไหล่บางของหลินหว่านเอ๋อร์ เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวก็ดังขึ้น *ฟิ้ว!* ลูกหินก้อนเล็กแต่เปี่ยมด้วยพลังปราณพุ่งเข้ากระแทกข้อมือของคนร้ายอย่างแม่นยำ
“โอ๊ย!” ชายร่างกำยำร้องเสียงหลง กุมข้อมือที่ปวดร้าวราวกับกระดูกจะแตกละเอียด เขาตื่นตระหนกมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัว “ใคร! ใครมันลอบกัดข้า!”
หลินหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าจิ้มลิ้มประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา นางมิได้แสดงท่าทีตื่นตกใจแม้แต่น้อย ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น
“น้ำในลำธารนี้เป็นสมบัติของธรรมชาติ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ก้องกังวานในโสตประสาทของผู้ฟัง “ต่อให้พวกเจ้าตักตวงไปจนหมดลำธาร หากไร้ซึ่งความรู้และวิธีการที่ถูกต้อง มันก็เป็นเพียงน้ำธรรมดา แต่หากพวกเจ้ายังคิดจะใช้กำลังแย่งชิง... ข้าเกรงว่าสิ่งที่พวกเจ้าจะได้กลับไป อาจไม่ใช่ความร่ำรวย แต่เป็นความเจ็บปวด”
ทันใดนั้น จิตสังหารอันรุนแรงแผ่พุ่งออกมาจากเงามืดของป่ารอบด้าน เหล่าชาวบ้านที่คิดร้ายต่างขนลุกชัน สัญชาตญาณร้องเตือนว่ามีอันตรายถึงชีวิตกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ พวกเขาหน้าซีดเผือด รีบถอยกรูดและพากันวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิต
หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองยอดไม้พลางพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการขอบคุณเหล่าผู้พิทักษ์ที่มองไม่เห็น จากนั้นนางจึงหิ้วตะกร้าใส่กุ้งมังกรภูเขาเดินกลับเรือนด้วยท่วงท่าสง่างาม
เมื่อกลับมาถึงลานบ้าน กลิ่นอายความวุ่นวายเมื่อครู่ก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นของครอบครัว หว่านเอ๋อร์วางตะกร้าลง พลางกวาดสายตามองฝูงเป็ดเนื้อตัวอ้วนพีที่นางเลี้ยงไว้ในเล้า พวกมันกำลังไซ้ขนอย่างมีความสุข ขนสีขาวสะอาดตาและรูปร่างที่สมบูรณ์เต็มที่ทำให้นางนึกถึงเมนูเลิศรสเมนูหนึ่งขึ้นมาได้
“กุ้งมังกรผัดฉ่ารสจัดจ้านก็ดีอยู่หรอก แต่หากมีเป็ดย่างหนังกรอบเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำมาร่วมโต๊ะด้วย คงจะเป็นมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบยิ่งนัก”
ทว่าเมื่อนางเดินเข้าไปสำรวจในครัว คิ้วเรียวสวยก็ต้องขมวดมุ่น เตาไฟในครัวของนางนั้นมีขนาดเล็กเกินไป สามารถย่างเป็ดได้คราวละตัวสองตัวเท่านั้น หากต้องการทำขายหรือจัดเลี้ยงต้อนรับแขกเหรื่อที่จะตามมาจากการแนะนำของจ้าวเฉิน เตาแคบๆ นี้ย่อมไม่เพียงพอ
“ข้าต้องการเตาอบ... ไม่ใช่แค่เตาธรรมดา แต่ต้องเป็นเตาที่ควบคุมอุณหภูมิได้คงที่ ร้อนระอุทั่วถึง และสามารถย่างเป็ดได้คราวละนับสิบตัว”
ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในหัว หว่านเอ๋อร์รีบหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาตวัดวาดแบบร่างทันที นางจำรูปแบบของ ‘เตาอบโอ่งมังกรโบราณ’ ได้แม่นยำ เตาชนิดนี้มีรูปทรงคล้ายระฆังคว่ำหรือน้ำเต้ายักษ์ ผนังเตาหนาเก็บความร้อนได้ดีเยี่ยม ทำให้หนังเป็ดกรอบร่อนในขณะที่เนื้อในยังนุ่มชุ่มฉ่ำ
วันรุ่งขึ้น หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางประกาศหาช่างปั้นดินเผาฝีมือดีในหมู่บ้านและแรงงานชาวบ้านที่ว่างงานให้มาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเตาอบยักษ์นี้ โดยนางเสนอค่าจ้างที่งดงามและเลี้ยงดูปูเสื่ออาหารกลางวันอย่างดี
ข่าวการจ้างงานแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่เคยหวาดระแวงหรืออิจฉา เมื่อเห็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้และท่าทีที่เป็นมิตรของหว่านเอ๋อร์ ต่างก็พากันมาสมัครงานกันอย่างเนืองแน่น บรรยากาศความขัดแย้งในหมู่บ้านเริ่มเจือจางลง แทนที่ด้วยเสียงหัวเราะและความสามัคคี
“ท่านลุงจาง ดินเหนียวชุดนี้ต้องนวดให้เข้ากับฟางข้าวและทรายในอัตราส่วนที่พอเหมาะ มิเช่นนั้นเมื่อโดนความร้อนสูง ผนังเตาจะแตกร้าวได้” หว่านเอ๋อร์อธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดให้แก่หัวหน้าช่างปั้น
การก่อสร้างดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งถึงขั้นตอนที่ยากลำบากที่สุด นั่นคือการขึ้นรูปส่วนยอดของเตาและการลำเลียงก้อนดินเหนียวขนาดมหึมาที่ปั้นขึ้นรูปแล้วจากริมแม่น้ำมายังลานบ้าน ดินเหนียวคุณภาพดีที่ขุดจากท้องน้ำนั้นมีน้ำหนักมหาศาล เกวียนเทียมวัวถึงกับล้อจมโคลน ขยับเขยื้อนไม่ได้
“แย่แล้วแม่นางหลิน! ดินก้อนนี้หนักเกินไป วัวลากไม่ไหว คนงานสี่ห้าคนช่วยกันดันก็ยังไม่ขยับ หากปล่อยไว้นาน ดินจะแห้งแข็งเสียก่อน” คนงานผู้หนึ่งวิ่งมารายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
หว่านเอ๋อร์กำลังจะสั่งให้เกณฑ์คนเพิ่ม แต่ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากกลุ่มคน
“หลีกไป! ให้ข้าจัดการเอง”
เสียงทุ้มห้าวดังขึ้น ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว ผู้ที่ก้าวออกมาคือ หลินต้าซาน บิดาของหว่านเอ๋อร์ นับตั้งแต่ที่เขาหายป่วยและได้รับน้ำทิพย์บำรุงร่างกาย ร่างกายของเขาก็แข็งแรงกำยำขึ้นผิดหูผิดตา ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับแดงปลั่งด้วยเลือดฝาด
หลินต้าซานเดินตรงไปยังก้อนดินเหนียวมหึมาที่วางอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เขาถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นมัดกล้ามที่เรียงตัวสวยงาม เขาเดินลมปราณไปทั่วร่าง รวบรวมพลังไว้ที่จุดตันเถียน ก่อนจะเปล่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ
“ฮึบ!”
ฝ่ามือหนาจับแคร่ไม้ไผ่ไว้อย่างมั่นคง เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามลำแขน ด้วยการออกแรงเพียงครั้งเดียว ก้อนดินเหนียวที่คนงานห้าคนยังขยับไม่ได้ กลับถูกเขายกขึ้นจนลอยหวือเหนือพื้นดินอย่างน่าอัศจรรย์!
“โอ้โห! ท่านหลินช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!”
“นั่นมันแรงของคนหรือแรงของช้างสารกันแน่!”
ชาวบ้านต่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความชื่นชมและตกตะลึง หลินต้าซานยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ เขาแบกดินก้อนยักษ์เดินฉับๆ ไปยังจุดก่อสร้างราวกับมันเป็นเพียงถุงนุ่น หว่านเอ๋อร์มองบิดาด้วยความปลื้มปิติ นางรู้ดีว่านอกจากน้ำทิพย์แล้ว ความมั่นใจที่กลับคืนมาคือสิ่งที่ทำให้บิดาของนางแข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริง
ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ในที่สุด ‘เตาอบดินเผายักษ์’ ก็ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานฟาร์มของตระกูลหลิน มันมีความสูงท่วมหัวคนถึงสองช่วงตัว รูปทรงโค้งมนสวยงาม ผิวด้านนอกถูกฉาบเรียบและวาดลวดลายมงคลดูวิจิตรตระการตา
เมื่อถึงเวลาประเดิมเตา หว่านเอ๋อร์นำเป็ดตัวอ้วนพีที่หมักด้วยเครื่องเทศสูตรลับ แขวนเรียงรายเข้าไปในเตาอบ ถ่านไม้ลำไยถูกจุดจนแดงฉานส่งความร้อนระอุหมุนเวียนอยู่ภายใน
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็เริ่มลอยคลุ้งออกมาจากปากปล่องเตา มันเป็นกลิ่นหอมของหนังเป็ดที่ถูกย่างจนน้ำมันหยดติ๋ง ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศและควันไม้หอม กลิ่นนั้นลอยไปไกลตามสายลมจนชาวบ้านที่อยู่ห่างออกไปถึงท้ายหมู่บ้านยังต้องกลืนน้ำลาย
เมื่อหว่านเอ๋อร์เปิดฝาเตาออก ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับเป็ดย่างสีเหลืองทองอร่าม หนังกรอบตึง เนื้อในฉ่ำวาว ส่งประกายระยิบระยับล้อแสงตะวัน
“สำเร็จแล้ว! เป็ดอบโอ่งสูตรตระกูลหลิน!”
ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างได้รับแจกจ่ายเป็ดย่างไปลิ้มลอง ทุกคนต่างยกนิ้วให้ในรสชาติที่ล้ำเลิศเกินบรรยาย ข่าวลือเรื่อง ‘เตาอบยักษ์’ และ ‘เป็ดย่างรสเทวดา’ แพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง ไม่เพียงแต่คนในหมู่บ้านเท่านั้น แม้แต่พ่อค้าวานิชและเศรษฐีจากในเมืองที่ได้ยินข่าวต่างก็เริ่มเดินทางมุ่งหน้ามายังฟาร์มแห่งนี้
เตาอบดินเผายักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ เป็นแลนด์มาร์คที่ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย สร้างความคึกคักให้กับฟาร์มของหลินหว่านเอ๋อร์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ค่ำคืนนั้น แสงไฟจากเตาอบยังคงส่องสว่าง หว่านเอ๋อร์ยืนมองผลงานของตนเองด้วยความอิ่มเอมใจ นางไม่รู้เลยว่าในเช้าวันพรุ่งนี้ ท่ามกลางแขกเหรื่อมากมายที่มาเยือน จะมีบุคคลหนึ่งที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีเดินทางกลับมา... บุคคลที่จะนำพาบทใหม่ของเรื่องราวให้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง