ตอนที่ 297
***บทที่ 297: คำสอนถึงลูกหลาน***
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนหมู่บ้านหลินชานพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ในทันที แต่สัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณ หลังจากที่มิติส่วนตัวได้หลอมรวมเข้ากับผืนดินแห่งโลกภายนอก อากาศรอบกายดูเหมือนจะบริสุทธิ์ขึ้นหลายส่วน ละอองน้ำค้างบนยอดหญ้าเปล่งประกายวาววับราวกับไข่มุกเม็ดงามที่กลั่นตัวจากปราณฟ้าดิน
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ที่ระเบียงเรือน ร่างกายของนางรู้สึกเบาสบายและเปี่ยมด้วยพลังอย่างน่าประหลาด ทว่าภารกิจของนางในยามเช้านี้มิใช่การตรวจสอบแปลงผักหรือบัญชีร้านค้า หากแต่เป็นการดูแล "ผลผลิต" ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของนาง
นั่นคือ "อาหยวน" และ "อาหนิง" ทารกแฝดชายหญิงวัยกำลังหัดเดินที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้อยู่ในห้องโถง
ภายในห้องโถงกว้างขวาง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่มเพื่อป้องกันไม่ให้นายน้อยและคุณหนูตัวน้อยเจ็บตัวยามล้มลุกคลุกคลาน รอบกายของเด็กน้อยทั้งสองเต็มไปด้วยของเล่นราคาแพงระยับที่เหล่าคู่ค้าและเศรษฐีจากในเมืองส่งมาเป็นของกำนัล ไม่ว่าจะเป็นป๋องแป๋งทองคำ ตุ๊กตาผ้าไหมปักเลื่อม หรือรถม้าจำลองที่แกะสลักจากหยกเนื้อดี
ทว่า... สิ่งของล้ำค่าเหล่านั้นกลับถูกทิ้งขว้างกระจัดกระจายไปทั่วห้อง
อาหยวน บุตรชายคนโต ใช้ป๋องแป๋งทองคำเคาะพื้นเสียงดัง *โป๊ก โป๊ก* ด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะโยนมันทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ส่วนอาหนิง บุตรสาวคนเล็ก ก็เมินเฉยต่อตุ๊กตาผ้าไหมราคาแพง นางพยายามจะปีนป่ายตะกายไปที่ขอบหน้าต่าง ดวงตากลมโตสุกใสจดจ้องออกไปที่แปลงผักสีเขียวขจีเบื้องนอก พลางส่งเสียงร้อง "อื้อ... อื้อ..." พร้อมชูนิ้วป้อมๆ ชี้ชวนให้พี่ชายดู
หลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้ามาเห็นภาพนั้นพอดี ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
"ดูท่า... ของเล่นพวกนี้คงจะไม่ถูกใจพวกเจ้าสินะ" นางเอ่ยกระเซ้า พลางย่อกายลงอุ้มลูกน้อยทั้งสองขึ้นมา "เลือดพ่อค้าและเกษตรกรในกายพวกเจ้าคงเข้มข้นเกินกว่าจะสนใจของเล่นไร้ชีวิตชีวาพวกนี้กระมัง?"
เด็กน้อยทั้งสองเมื่อถูกมารดาอุ้มก็หัวเราะร่า ดิ้นขลุกขลักจะให้อุ้มออกไปข้างนอก หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะตัดสินใจพาพวกเขาเดินออกไปสู่ลานกว้างหน้าเรือน
ทันทีที่เท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยได้สัมผัสกับพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ อาการงอแงเมื่อครู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง อาหยวนและอาหนิงเตาะแตะลงไปนั่งแปะกับพื้นดิน มือเล็กๆ ขยุ้มดินร่วนซุยขึ้นมาเล่นอย่างสนุกสนาน
หว่านเอ๋อร์ทรุดกายลงนั่งข้างๆ นางมิได้ห้ามปรามลูกน้อยที่กำลังเล่นจนเนื้อตัวมอมแมม กลับกัน นางหยิบดินขึ้นมากำหนึ่ง แล้วยื่นไปตรงหน้าลูก
"อาหยวน อาหนิง... พวกเจ้าจงดู" น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็นจริงจังแต่แฝงด้วยความเมตตา "สิ่งที่อยู่ในมือเจ้านี้ มิใช่เพียงแค่ฝุ่นผงที่สกปรก แต่มันคือ 'มารดาแห่งสรรพชีวิต'"
เด็กน้อยทั้งสองหยุดเล่น เงยหน้ามองมารดาตาแป๋ว แม้พวกเขาจะยังไม่เข้าใจความหมายของถ้อยคำลึกซึ้ง แต่พวกเขาสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากมารดา
"หากไร้ซึ่งผืนดินนี้ ก็ไร้ซึ่งพืชพรรณ ไร้ซึ่งอาหาร และไร้ซึ่งพวกเรา..." หว่านเอ๋อร์ใช้นิ้วเรียวสวยเกลี่ยดินในมือลูกเบาๆ "เสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่เจ้าสวมใส่ ข้าวมื้ออร่อยที่เจ้ากิน ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากดินก้อนนี้ จงอย่าได้รังเกียจมัน และจงอย่าได้หลงลืมบุญคุณของมัน"
นางอุ้มลูกทั้งสองเดินลึกเข้าไปในแปลงผักที่บัดนี้เจริญงอกงามผิดหูผิดตาด้วยอิทธิพลของการหลอมรวมมิติ มะเขือเทศลูกสีแดงสดผลใหญ่เท่ากำปั้นเด็กห้อยระย้า กลิ่นหอมของสมุนไพรและใบหญ้าลอยอบอวล
อาหนิง ผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ 'จมูกไว' และ 'ลิ้นสัมผัสเทวะ' ตามที่ระบบเคยทำนายไว้ จู่ๆ ก็ดิ้นลงจากอ้อมแขน นางเตาะแตะตรงเข้าไปที่ต้นมะเขือเทศต้นหนึ่ง จมูกเล็กๆ ฟุดฟิดดมกลิ่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเด็ดผลมะเขือเทศที่สุกงอมที่สุดในพวงออกมาอย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องให้ใครสอน
"เก่งมาก" หว่านเอ๋อร์ปรบมือชม นางรับมะเขือเทศผลนั้นมา เช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าพก แล้วบิดแบ่งครึ่งส่งให้ลูกทั้งสอง "ลองชิมดูสิ นี่คือรสชาติของความพยายาม รสชาติของธรรมชาติที่แท้จริง"
เด็กน้อยทั้งสองกัดมะเขือเทศสดๆ เข้าปาก น้ำหวานฉ่ำกระจายเต็มปาก อาหยวนเคี้ยวตุ้ยๆ ดวงตาเป็นประกายวาววับ ส่วนอาหนิงหลับตาพริ้ม ซึมซับรสชาติที่ล้ำลึกกว่ามะเขือเทศทั่วไป
"จำรสชาตินี้ไว้นะลูกรัก" หว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะพวกเขา "ในอนาคต ไม่ว่าพวกเจ้าจะร่ำรวยล้นฟ้า หรือมีอำนาจวาสนาเพียงใด ขอให้จำไว้ว่า รากเหง้าของพวกเราคือชาวนา คือผู้ผลิตอาหาร อย่าได้ดูแคลนชาวนาผู้ยากไร้ และอย่าได้กินทิ้งกินขว้าง เพราะทุกคำข้าวคือหยาดเหงื่อแรงกาย"
นางสอนลูกด้วยการกระทำ ให้พวกเขาสัมผัสใบไม้ สังเกตแมลงตัวเล็กๆ ที่ช่วยผสมเกสร และสอนให้รู้จักรอคอยกว่าที่ผลไม้จะสุกงอม หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าทรัพย์สมบัติอาจหมดไปได้ แต่ปัญญาและทัศนคติที่ถูกต้องจะติดตัวพวกเขาไปตลอดกาล
"แอ้! แอ้!" อาหยวนชี้ไปที่แปลงผักกาดที่เพิ่งแตกยอดอ่อน เขาพยายามจะดึงหญ้าวัชพืชต้นเล็กๆ ออกตามที่เคยเห็นท่านตาทำ
หว่านเอ๋อร์มองดูภาพนั้นด้วยความตื้นตันใจ นางเคยหวั่นเกรงว่าความมั่งคั่งที่นางสร้างขึ้นจะทำให้ลูกหลานกลายเป็นคนหยิบโหย่ง ไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต แต่เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและรอยยิ้มที่เปื้อนดินของพวกเขา ความกังวลเหล่านั้นก็มลายหายไป
"ตระกูลหลินของเรา... มีผู้สืบทอดที่แท้จริงแล้ว"
แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ทาบทับผืนนาเป็นสีทองอร่าม หว่านเอ๋อร์อุ้มลูกแฝดที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนดินโคลนแต่ใบหน้าเปี่ยมสุขเดินกลับเข้าเรือน
"เอาล่ะ เกษตรกรตัวน้อย วันนี้พอแค่นี้ก่อน" นางกล่าวพลางใช้ผ้าเช็ดแก้มยุ้ยๆ ของลูก "พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญมากรู้ไหม? ท่านตาของพวกเจ้าจะมีอายุครบห้าสิบปี พวกเจ้าต้องอาบน้ำให้ตัวหอมๆ เตรียมตัวอวยพรท่านตานะ"
"ตา... ตา..." อาหยวนพยายามออกเสียงเรียก
"ใช่จ้ะ ท่านตาหลิน" หว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้าง "แม่เตรียมของขวัญสุดพิเศษไว้ให้ท่านตาแล้ว และแม่ก็ต้องการลูกมือตัวน้อยๆ มาช่วยในครัวด้วย พรุ่งนี้เราจะทำอาหารมงคลที่อร่อยที่สุดในโลกให้ท่านตากินกัน ตกลงไหม?"
เด็กน้อยทั้งสองส่งเสียงร้องรับอย่างร่าเริง แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่พวกเขารู้ว่า 'ของอร่อย' และ 'ท่านตา' คือความสุข
เมื่อส่งลูกเข้านอนและชำระล้างร่างกายเรียบร้อยแล้ว หว่านเอ๋อร์ก็เดินเข้าไปในครัวเพียงลำพัง นางตรวจสอบวัตถุดิบที่เตรียมไว้สำหรับงานวันพรุ่งนี้ แป้งหมี่ชั้นดีที่นวดทิ้งไว้ ไก่ต้มน้ำปลาตัวอวบอ้วน และผักสดหวานกรอบที่เพิ่งเก็บมาจากแปลงเมื่อครู่
นางหยิบมีดทำครัวคู่กายขึ้นมา แสงจันทร์สะท้อนใบมีดวาววับ หว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิ พรุ่งนี้ไม่ใช่แค่งานเลี้ยงฉลองธรรมดา แต่มันคือการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ตระกูลหลินแห่งนี้มีความสุขและมั่นคงเพียงใด ภายใต้ร่มเงาของพฤกษาอมตะและความรักที่ถักทอขึ้นมาด้วยสองมือของพวกเขาทุกคน
หว่านเอ๋อร์วางมีดลง เตรียมเข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ โดยที่นางไม่รู้เลยว่า บะหมี่อายุยืนชามที่นางกำลังจะทำ จะกลายเป็นตำนานเล่าขานในหมู่ลูกหลานตระกูลหลินไปอีกนานแสนนาน