ตอนที่ 31
***บทที่ 31: จับปลาในลำธาร***
แสงจันทร์กระจ่างตาเมื่อคืนวานได้ลาลับไปแล้ว แทนที่ด้วยแสงรุ่งอรุณแห่งยามเหม่าที่สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในลำธารจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับดุจเกล็ดมังกรทอง
หลิน หว่านเอ๋อร์ ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ไม่ใช่เพราะเสียงไก่ขันของเพื่อนบ้าน แต่เป็นเพราะเสียงโครกครากในท้องของน้องชายที่ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ
นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้ากระท่อม ในมือเรียวงามนั้นไม่ได้ถือเข็มเย็บผ้าเฉกเช่นสตรีในห้องหอทั่วไป แต่กลับถือกริชเล่มเล็กที่ลับจนคมกริบ กำลังเหลาตอกไม้ไผ่อย่างคล่องแคล่วว่องไว เศษไม้ไผ่ร่วงหล่นลงสู่พื้นราวกับหิมะโปรยปราย
"ท่านพี่... ท่านทำอะไรหรือขอรับ?" เสี่ยวเฟิงขยี้ตาเดินออกมาด้วยท่าทางงัวเงีย เขาเห็นพี่สาวกำลังสานไม้ไผ่เป็นรูปทรงประหลาด คล้ายข้องใส่ปลาแต่ก็ไม่ใช่ ปากทางเข้ากว้างแต่ค่อยๆ สอบแคบลงไปด้านใน แถมยังมีงาแซงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูซับซ้อนพิสดาร
หว่านเอ๋อร์ยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก "นี่เรียกว่า 'ลอบ' เป็นกับดักมัจฉาที่พวกมันจะว่ายเข้ามาได้ง่ายดาย แต่ไม่มีวันหาทางกลับออกไปได้ วันนี้พี่สาวจะแสดงกลเม็ดเด็ดพรายให้เจ้าดู"
นางนำเครื่องในไก่ที่เหลือจากการทำอาหารเมื่อวันก่อนมาสับละเอียด คลุกเคล้ากับรำข้าวและ... แอบหยดน้ำทิพย์จากมิติลับลงไปเพียงหนึ่งหยด กลิ่นหอมจางๆ ที่มนุษย์ไม่อาจสัมผัสได้ แต่สำหรับสัตว์น้ำแล้ว นี่คือโอสถทิพย์ที่ไม่อาจต้านทาน
สองพี่น้องเดินไปยังลำธารท้ายหมู่บ้าน น้ำใสไหลเย็นจนมองเห็นก้อนกรวดเบื้องล่าง หว่านเอ๋อร์เลือกทำเลยุทธศาสตร์บริเวณที่เป็นเวิ้งน้ำไหลเอื่อยและมีกอหญ้ารกชัฏ นางวางลอบไม้ไผ่ลงไปอย่างเงียบเชียบ นำก้อนหินทับไว้ให้จม แล้วโรยเหยื่อล่อลงไป
"ต้องรอนานเพียงใดหรือขอรับ?" เสี่ยวเฟิงถามอย่างใจจดใจจ่อ
"เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น" หว่านเอ๋อร์ตอบอย่างมั่นใจ
ยังไม่ทันที่ก้านธูปในจินตนาการจะมอดไหม้ ผิวน้ำรอบๆ ลอบไม้ไผ่ก็เริ่มกระเพื่อมไหว ฟองอากาศผุดพรายขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ตามด้วยเสียงกุกกักที่ดังมาจากใต้น้ำ ราวกับมีฝูงสัตว์ร้ายกำลังแย่งชิงอาหารกันอยู่ภายในกรงขังแห่งความตายนั้น
เมื่อหว่านเอ๋อร์ยกกรงดักปลาขึ้นมา น้ำหนักที่กดทับลงบนแขนทำให้นางต้องเกร็งกำลัง เสี่ยวเฟิงตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นปลาหลี่ฮื้อตัวอวบอ้วนสามสี่ตัว พร้อมด้วยปลาตะเพียนเงินอีกหลายตัวดิ้นพล่านอยู่ภายในลอบ เกล็ดของพวกมันสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นมันวาว
"สวรรค์! ท่านพี่! ปลาเยอะแยะไปหมดเลย!" เสี่ยวเฟิงร้องลั่นด้วยความตื่นเต้น
เสียงร้องของเด็กน้อยเรียกความสนใจจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังแบกจอบเสียมเดินผ่านทางมาเพื่อไปทำนา พวกเขาหยุดดูด้วยความฉงน ปกติการจับปลาในลำธารนี้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะปลาปราดเปรียวและน้ำไหลเชี่ยว การใช้ฉมวกแทงแทบจะไม่ได้ผล
"แม่หนูหลิน... นั่นเจ้าจับปลาได้อย่างไรกัน? เยอะแยะปานนี้เชียวรึ?" ป้าหวัง เพื่อนบ้านที่เคยได้รับส่วนแบ่งจากการขายสมุนไพรเอ่ยถามด้วยความทึ่ง
หว่านเอ๋อร์หันกลับมา นางมองเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นและความขัดสนในดวงตาของชาวบ้าน นางรู้ดีว่าลำพังแค่เงินทองไม่อาจซื้อใจคนได้อย่างยั่งยืน การมอบ 'ปัญญา' และ 'ปากท้อง' ให้ต่างหาก คือการผูกมิตรที่แท้จริง
"ท่านป้าหวัง ท่านลุงทั้งหลาย นี่คือ 'ลอบดักปลา' เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน ผิดวิสัยนางมารน้อยปากจัด "ข้าไม่ได้ใช้เวทมนตร์อันใด เพียงแค่ใช้ไม้ไผ่สานให้เป็นกลไก ปลาจะว่ายตามกลิ่นเหยื่อเข้าไปทางปากงาที่สอบเข้า แต่เมื่อจะว่ายกลับ ปลายไม้ไผ่ที่แหลมคมจะกั้นขวางไว้"
นางยกอุปกรณ์ขึ้นสาธิต พร้อมอธิบายวิธีสานอย่างละเอียดไม่หมกเม็ด "ไม้ไผ่ในป่ามีมากมาย พวกท่านลองไปตัดมาสานดูเถิด นำไปวางดักไว้ตอนเย็น รุ่งเช้ามาเก็บกู้ ย่อมมีปลามาเป็นอาหารให้ลูกหลานได้กินอิ่มท้อง ไม่ต้องทนหิวโหยอีกต่อไป"
ชาวบ้านต่างมองหน้ากันด้วยความซาบซึ้งและตื่นเต้น ภูมิปัญญาง่ายๆ เพียงเท่านี้ กลับสามารถแก้ปัญหาปากท้องที่เรื้อรังมานานได้ พวกเขารีบขอบคุณหว่านเอ๋อร์ยกใหญ่ บางคนถึงกับน้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน เด็กสาวผู้นี้มิใช่เพียงแค่ปากร้ายใจนักเลง แต่ยังมีน้ำใจประเสริฐยิ่งนัก
เมื่อกลับถึงกระท่อม หว่านเอ๋อร์จัดการชำแหละปลาอย่างชำนาญ ขอดเกล็ด ควักไส้ ล้างจนสะอาดหมดจด นางเลือกปลาหลี่ฮื้อตัวใหญ่ที่สุดมาบั้งเนื้อเป็นตารางเพชร แล้วนำไปคลุกแป้งบางๆ
กระทะเหล็กใบบางถูกตั้งบนเตาไฟที่ลุกโชน น้ำมันหมูที่เจียวไว้ส่งกลิ่นหอมฉุย เมื่อน้ำมันร้อนจัดจนควันขึ้นจางๆ นางก็หย่อนปลาลงไป
*ซู่ววววววว!*
เสียงน้ำมันปะทะเนื้อปลาดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นหอมของปลาทอดฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ผิวปลาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มใน หว่านเอ๋อร์ตักปลาขึ้นพักไว้ แล้วหันมาทำน้ำราด
พริกขี้หนูแห้ง กระเทียมสับ และขิงซอย ถูกผัดจนหอมฉุน ตามด้วยน้ำส้มสายชูหมัก น้ำตาลกรวด และซีอิ๊วชั้นดี เคี่ยวจนงวดเหนียวข้น รสชาติเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดครบรส นางตักน้ำซอสสีแดงอำพันราดลงบนตัวปลาทอดร้อนๆ
เสียง *ฉ่า* ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมควันหอมที่ระเบิดตัวออกมา ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายจนเสี่ยวเฟิงต้องกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
"ปลาทอดราดพริก ฉลองแปลงผักใหม่ เสร็จแล้ว!"
มื้ออาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยความสุขล้นปรี่ เนื้อปลาหวานสดที่ผ่านการทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ผสานกับรสชาติจัดจ้านของน้ำราดพริก ทำให้ข้าวสวยร้อนๆ ในชามของเสี่ยวเฟิงหมดเกลี้ยงในพริบตา
"อร่อยที่สุดในโลกเลยท่านพี่!" เด็กน้อยพูดทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก รอยยิ้มเปื้อนคราบซอสดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
หว่านเอ๋อร์มองน้องชายกินอิ่ม พลางมองออกไปยังแปลงผักที่เพิ่งพลิกหน้าดินเสร็จ ความสำเร็จเล็กๆ ในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น นางรู้ดีว่าเงินที่ได้จากการขายสูตรอาหารและสมุนไพรพื้นบ้านนั้นยังไม่เพียงพอที่จะรักษาขาของท่านพ่อได้
"เสี่ยวเฟิง กินอิ่มแล้วใช่หรือไม่?" หว่านเอ๋อร์วางตะเกียบลง แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
"อิ่มแปล้เลยขอรับ!"
"ดี เช่นนั้นเจ้าเฝ้าบ้านให้ดี พี่จะขึ้นเขาไปสำรวจป่าด้านในเสียหน่อย"
"ป่าด้านใน?" เสี่ยวเฟิงหน้าซีดเผือด "แต่ท่านพ่อเคยบอกว่าป่าชั้นในมีสัตว์ร้าย... และยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผี..."
"ผีสางนางไม้หรือจะน่ากลัวเท่าความจน" หว่านเอ๋อร์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นางลุกขึ้นหยิบตะกร้าสะพายหลังและมีดเดินป่าเล่มเก่ง "ข้าสัมผัสได้ว่าวันนี้โชคชะตาจะเข้าข้างเรา ยิ่งเสี่ยงมาก ผลตอบแทนก็ยิ่งมาก"
หว่านเอ๋อร์เดินมุ่งหน้าเข้าสู่ชายป่า ยิ่งเดินลึกเข้าไป ต้นไม้ก็ยิ่งสูงใหญ่บดบังแสงตะวัน บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นเยียบและเงียบสงัดจนน่าขนลุก เสียงนกที่เคยร้องเจื้อยแจ้วเงียบหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของใบไม้ทับถม
ทันใดนั้น ระบบในหัวของนางก็ส่งเสียงเตือนเบาๆ พร้อมกับที่จมูกของนางได้กลิ่นหอมประหลาด... กลิ่นหอมเย็นๆ คล้ายถั่ววอลนัทผสมกับกลิ่นดินหลังฝนตก ซึ่งลอยโชยมาจากซอกหลืบมืดทึบเบื้องหน้า
นางแหวกพุ่มไม้หนาทึบออกไป และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้นางต้องกลั้นหายใจ...
ท่ามกลางความมืดสลัว บนขอนไม้ผุพังขนาดมหึมา มีบางสิ่งกำลังเปล่งประกายสีขาวนวลตา รูปร่างของมันดูคล้ายอุ้งเท้าของสัตว์ร้ายที่ปกคลุมด้วยขนสีขาวปุกปุย เส้นใยของมันยาวเฟื้อยราวกับหนวดมังกร
นั่นมัน... ไม่ใช่เห็ดธรรมดา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เห็ดตีนหมีแห่งตำนาน]**