ตอนที่ 32

***บทที่ 32: เห็ดตีนหมีแห่งตำนาน***

ท่ามกลางความมืดสลัวที่ปกคลุมด้วยร่มเงาไม้ใหญ่ อากาศเย็นเยียบชวนยะเยือกจับขั้วหัวใจ ทว่าเบื้องหน้าของหลิน หว่านเอ๋อร์ กลับปรากฏแสงสว่างรำไรที่ดูอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก

บนขอนไม้โอ๊กโบราณที่ผุพังจนเกือบกลายเป็นดิน ปรากฏก้อนพุ่มสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดูหนาว เส้นใยละเอียดอ่อนนับพันเส้นห้อยระย้าลงมาราวกับเส้นขนของสัตว์เทพในตำนาน รูปร่างของมันมิได้กลมเกลี้ยงเสียทีเดียว แต่แผ่ขยายออกคล้ายอุ้งเท้าหมีขนาดมหึมาที่ตะปบลงบนขอนไม้ กลิ่นหอมเย็นระรื่นที่นางสัมผัสได้เมื่อครู่ บัดนี้เข้มข้นจนรู้สึกสดชื่นไปทั่วสรรพางค์กาย

"นี่มัน..." หว่านเอ๋อร์อุทานเสียงแผ่ว ดวงตาคู่งามเบิกกว้างสะท้อนประกายวาววับ "เห็ดตีนหมี... ไม่สิ นี่มันราชาแห่งเห็ดตีนหมีชัดๆ!"

เสียงในห้วงความคิดดังขึ้นทันที ราวกับรอจังหวะนี้มานาน

*[ติ๊ง! ตรวจพบวัตถุดิบระดับตำนาน: เห็ดตีนหมีพันปี (เฮ่อโถวกู)]*

*[สรรพคุณ: บำรุงกระเพาะอาหาร เสริมสร้างปราณ บำรุงสมอง และยืดอายุขัย]*

*[ระดับความหายาก: สูงสุด (เทียบเท่าสมบัติล้ำค่าระดับจักรพรรดิ)]*

*[ราคาประเมินเบื้องต้น: ไม่อาจประเมินค่าได้ในตลาดทั่วไป]*

"ไม่อาจประเมินค่าได้..." หว่านเอ๋อร์ทวนคำ รอยยิ้มมุมปากยกสูงขึ้นจนแทบจะฉีกถึงใบหู หากนางเป็นสุนัขจิ้งจอก ป่านนี้หางคงกระดิกจนฝุ่นตลบไปแล้ว "ข้ารู้ว่าวันนี้ดวงดี แต่ไม่คิดว่าจะดีถึงเพียงนี้ นี่ไม่ใช่แค่เงินค่ารักษาท่านพ่อ แต่เป็นตั๋วแลกชีวิตใหม่ของตระกูลหลิน!"

นางสูดหายใจเข้าลึก พยายามระงับความตื่นเต้น มือเรียวบางค่อยๆ ล้วงเอาผ้าขาวบางที่เตรียมมาออกจากตะกร้า พร้อมกับมีดแกะสลักด้ามเล็กที่นางมักพกติดตัวไว้สำหรับงานละเอียด การเก็บของล้ำค่าเช่นนี้จะใช้กำลังหักเอาดื้อๆ มิได้ หากเส้นใยเสียหายเพียงนิด ราคาก็อาจตกลงฮวบฮาบ

"เจ้าก้อนขนปุย มาอยู่กับพี่สาวเถอะนะ พี่สาวจะพาเจ้าไปอยู่ในที่ที่คู่ควร" นางพึมพำกับเห็ดราวยั่วยวนหนุ่มรูปงาม

หว่านเอ๋อร์บรรจงใช้ปลายมีดแซะที่โคนดอกเห็ดอย่างเบามือที่สุด นิ้วมือของนางนิ่งสนิทและแม่นยำราวกับหมอผ่าตัดผู้ชำนาญการ ทุกการขยับข้อมือเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ละอองสปอร์สีขาวฟุ้งกระจายเล็กน้อยเมื่อนางงัดมันหลุดจากขอนไม้ได้สำเร็จ

น้ำหนักของมันตึงมือไม่น้อย ขนาดของมันใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์เสียอีก ความขาวสะอาดและเส้นขนที่เรียงตัวสวยงามไร้ที่ตินั้น ช่างเป็นศิลปะที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นอย่างแท้จริง

นางรีบนำมันห่อด้วยผ้าขาวบางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะส่งมันเข้าไปเก็บรักษาไว้ใน 'มิติลับ' ทันที อากาศในมิตินั้นหยุดนิ่ง จะช่วยคงความสดใหม่ของเห็ดตีนหมีนี้ไว้ราวกับเพิ่งเด็ดออกจากขอนไม้ตลอดกาล

"เอาล่ะ เป้าหมายหลักสำเร็จแล้ว" หว่านเอ๋อร์ปัดเศษไม้ตามเสื้อผ้า พลางกวาดตามองรอบๆ ด้วยความโลภที่ยังไม่มอดดับ "ไหนๆ ก็เข้ามาลึกขนาดนี้ ลองดูแถวนี้อีกหน่อยเผื่อจะมีสมุนไพรอื่นติดไม้ติดมือกลับไป"

นางเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้หนาทึบ สายตาคมกริบสอดส่ายไปทั่ว ทว่าหลังจากเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เท้าของนางก็สะดุดเข้ากับวัตถุแข็งบางอย่างใต้กองใบไม้แห้ง

*เคร้ง!*

เสียงโลหะกระทบกันดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบสงัด หว่านเอ๋อร์ชะงักฝีเท้า นางก้มลงใช้กิ่งไม้เขี่ยใบไม้ออก เผยให้เห็นวัตถุสนิมเขรอะที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง

มันคือกับดักสัตว์ขนาดใหญ่...

เหล็กกล้าที่เคยแหลมคมบัดนี้ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาจนทื่อด้าน สนิมสีแดงฉานเกาะกินจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้ แต่โครงสร้างและกลไกการวางกับดักแบบนี้... หว่านเอ๋อร์จำได้แม่นยำ

"กับดักแบบค่ายกลพยัคฆ์..." นางพึมพำ น้ำเสียงแฝงแววสั่นเครือเล็กน้อย นิ้วมือลูบไล้ไปบนคราบสนิมสากระคาย "ท่านพ่อ..."

ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาในหัว หลิน ต้าซาน ในยามที่ร่างกายยังแข็งแรงกำยำ เขาคือพรานป่าอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน ผู้คนต่างยกย่องนับถือ เขาเคยแบกหมูป่าตัวมหึมาลงจากเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง และมักจะสอนนางเสมอว่า 'การวางกับดักมิใช่เพื่อฆ่าฟันอย่างโหดร้าย แต่คือการชิงไหวชิงพริบกับเจ้าป่า'

กับดักชิ้นนี้ดูเก่าแก่มาก อาจจะเป็นหนึ่งในกับดักที่ท่านพ่อเคยวางไว้เมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่โศกนาฏกรรมครั้งนั้นจะพรากเรียวขาที่แข็งแกร่งของเขาไป ก่อนที่เขาจะกลายเป็นชายขี้เมาที่จมปลักอยู่กับความทุกข์ระทม

หว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่น ความรู้สึกสงสารและเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างรวดเร็ว

"กับดักนี้เก่าและพังไปแล้ว เหมือนอดีตที่แก้ไขไม่ได้" นางกล่าวเสียงหนักแน่น ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "แต่คนยังอยู่... ข้าจะไม่ยอมให้ท่านพ่อต้องผุพังไปเหมือนเศษเหล็กพวกนี้ ข้าจะพาพรานป่าผู้ยิ่งใหญ่คนเดิมกลับมาให้ได้"

นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นออกจากเข่า สายตามองฝ่าความมืดของป่าชั้นใน แสงตะวันเริ่มลับหายไปจากยอดไม้ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป กลิ่นอายของสัตว์นักล่าเริ่มโชยมาตามลม

ในตะกร้า (และในมิติ) ของนางมีสมบัติล้ำค่า หากนำไปที่โรงหมอจี้ซื่อในเมืองได้ทันเวลาและเจรจาได้สำเร็จ เงินก้อนนี้จะเปลี่ยนชีวิตครอบครัวนางไปตลอดกาล

"ต้องรีบแล้ว..."

หว่านเอ๋อร์กระชับมีดเดินป่าในมือแน่น นางหมุนตัวเตรียมจะเดินย้อนกลับไปทางเดิม แต่ทว่า...

*กร๊อบ!*

เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ใช่เสียงที่เกิดจากลมพัด แต่มันคือเสียงย่ำเท้าที่หนักแน่นและแผ่วเบาในคราเดียวกัน เสียงของนักล่าที่กำลังย่องเข้ามาใกล้เหยื่อ

ขนคอของหว่านเอ๋อร์ลุกชัน สัญชาตญาณร้องเตือนภัยระดับสูงสุด กลิ่นสาบสางที่รุนแรงกว่าปกติลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นของสัตว์กินพืช

นางค่อยๆ หันกลับไปมองช้าๆ ท่ามกลางเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ ดวงตาสีอำพันคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาที่นาง วาวโรจน์และหิวกระหาย ร่างมหึมาของมันค่อยๆ เคลื่อนออกมาจากเงามืด ลายพาดกลอนสีดำบนพื้นขนสีเหลืองทองดูน่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

เจ้าป่าแห่งขุนเขา... เสือโคร่งลายพาดกลอน!

มันแยกเขี้ยวคำรามต่ำในลำคอ เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงอวัยวะภายใน หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่าการวิ่งหนีสัตว์ร้ายชนิดนี้คือการฆ่าตัวตายชัดๆ นางอยู่เพียงลำพังในป่าลึก ไร้ซึ่งอาวุธร้ายแรง มีเพียงสมองและมิติลับเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง

เสือร้ายย่อตัวลงเตรียมกระโจน หว่านเอ๋อร์กำมีดแน่น เหงื่อเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลัง สถานการณ์คับขันถึงขีดสุด ชีวิตและความหวังของครอบครัวแขวนอยู่บนเส้นด้าย!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การประมูลที่โรงหมอจี้ซื่อ]**