ตอนที่ 33

***บทที่ 33: การประมูลที่โรงหมอจี้ซื่อ***

วินาทีที่พยัคฆ์ลายพาดกลอนดีดตัวขึ้นจากพื้นดิน ร่างมหึมาดุจขุนเขาก็พุ่งทะยานแหวกอากาศ เขี้ยวขาววาววับหมายขย้ำลำคอระหงให้แหลกคากราม ลมหายใจอุ่นร้อนและกลิ่นคาวเลือดตีแสกหน้าหลิน หว่านเอ๋อร์จนแทบสำลัก

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น สติของหญิงสาวตื่นตัวถึงขีดสุด นางมิได้กรีดร้อง หรือหลับตาปี๋รอรับชะตากรรม

"ไป!"

ความคิดสั่งการรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ร่างบอบบางของหญิงสาวพลันเลือนหายไปจากจุดนั้นราวกับภูตผี เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า

*ฟุ่บ!*

กรงเล็บแหลมคมของเจ้าป่าตะปบผ่านอากาศธาตุ ร่างใหญ่โตของมันเสียหลักพุ่งชนต้นสนด้านหลังจนเปลือกไม้แตกกระจุย ใบไม้ร่วงกราว มันสะบัดหัวคำรามกึกก้องด้วยความสับสน ดวงตาสีอำพันกวาดมองไปรอบทิศ เหยื่อที่ควรจะอยู่ใต้อุ้งเท้ากลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงกลิ่นอายจางๆ ที่ค่อยๆ เลือนหายไปกับสายลม

ภายในมิติลับ หว่านเอ๋อร์ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจอย่างหนักบนพื้นหญ้านุ่ม มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกที่หัวใจเต้นรัวราวกองศึก นางรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด

"เกือบไปแล้ว..." นางพึมพำ พลางปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก สายตาเหลือบไปมองตะกร้าสมุนไพรที่วางอยู่ข้างกาย 'เห็ดหัวลิง' หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า 'เห็ดตีนหมี' ขนาดใหญ่เท่าศีรษะคนวางสงบนิ่งอยู่ มันคือราชาแห่งเห็ดที่หาได้ยากยิ่งในป่าดิบชื้น รูปลักษณ์ภายนอกมีขนสีขาวนวลปกคลุมหนานุ่มดุจขนหมี ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเฉพาะตัว

"เจ้าเสือโคร่งนั่นคงหงุดหงิดน่าดู แต่ข้าไม่มีเวลามาเล่นซ่อนหากับเจ้าหรอกนะ ท่านพ่อรอข้าอยู่"

หว่านเอ๋อร์รอจนแน่ใจว่าสถานการณ์ภายนอกปลอดภัย จึงเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากมิติในจุดที่ห่างไกลจากเจ้าป่า นางเร่งฝีเท้าออกจากป่าชั้นใน แข่งกับแสงตะวันสุดท้ายที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า

โชคดีที่นางทันเกวียนวัวเที่ยวสุดท้ายเข้าเมือง แม้คนขับเกวียนจะมีสายตาซุกซนและปากที่ดูเหมือนจะเก็บความลับไม่อยู่ แต่นางไม่มีทางเลือก การนำสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ไปเปลี่ยนเป็นเงินคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

...

ณ โรงหมอจี้ซื่อ บรรยากาศยามพลบค่ำเริ่มเงียบสงบ กลิ่นสมุนไพรต้มอบอวลไปทั่วบริเวณ เด็กรับใช้กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดถูตู้ยา ทันใดนั้น เงาร่างเล็กของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา

"โรงหมอปิดแล้วแม่นาง..." เด็กรับใช้เงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย

"ข้ามาขอพบท่านหมอฝู มีของสำคัญจะเจรจา" หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้เด็กรับใช้ต้องกลืนคำไล่ลงคอ

ไม่นานนัก หมอฝู ชายชราเคราขาวผู้มีแววตาเมตตาก็เดินออกมาจากหลังร้าน "แม่นางหลิน? ลมอะไรหอบเจ้ามามืดค่ำป่านนี้ หรือว่าอาการบิดาเจ้าทรุดหนัก?"

"มิใช่เจ้าค่ะท่านหมอ ข้ามาทำการค้าต่างหาก" หว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ นางวางตะกร้าลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าคลุมออก

วินาทีที่ผ้าคลุมถูกเลิกขึ้น กลิ่นหอมประหลาดที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นดินและกลิ่นหอมหวานของพืชชั้นสูงก็ลอยฟุ้งออกมา หมอฝูขยับแว่นสายตา เพ่งมองสิ่งที่อยู่ในตะกร้า ก่อนที่ดวงตาฝ้าฟางจะเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ มือไม้ของชายชราเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น

"นี่มัน... สวรรค์ช่วย! นี่มันเห็ดหัวลิงป่า!" หมอฝูอุทานเสียงหลง รีบปรี่เข้ามาดูใกล้ๆ นิ้วมือลูบไล้ขนสีขาวนวลของเห็ดอย่างทะนุถนอมราวกับมันคือหยกเนื้อดี "ขนาดใหญ่เพียงนี้ สีสันสมบูรณ์ไร้ตำหนิ... ข้าเป็นหมอมาห้าสิบปี เพิ่งเคยเห็นของดีเช่นนี้เป็นครั้งที่สอง!"

หว่านเอ๋อร์ลอบยิ้มในใจ ปฏิกิริยาของหมอฝูเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ "ข้าโชคดีเข้าไปในป่าลึกแล้วพบมันเข้าพอดี ทราบมาว่าท่านหมอกำลังมองหาสมุนไพรบำรุงชั้นยอด ข้าจึงรีบนำมาให้ท่านพิจารณาเป็นที่แรก"

หมอฝูพยักหน้ารัวๆ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความปิติ "เจ้ามาช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียว ข้าคงต้องปวดหัวตายแน่! รู้หรือไม่ ขุนนางจากเมืองหลวงท่านหนึ่งกำลังต้องการยาบำรุงกำลังขนานเอกเพื่อถวายไทเฮา ส่วนผสมอื่นข้าหาได้ครบแล้ว ขาดก็แต่เห็ดหัวลิงคุณภาพเยี่ยมเช่นนี้!"

ชายชราเงยหน้ามองหว่านเอ๋อร์ แววตาเปลี่ยนจากความตื่นเต้นเป็นความจริงจังแบบพ่อค้า "แม่นางหลิน ของสิ่งนี้ล้ำค่ามาก ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้า ปกติเห็ดหัวลิงตากแห้งขายกันที่ชั่งละสิบตำลึง แต่ของเจ้าเป็นของสด สภาพสมบูรณ์ และมีขนาดใหญ่พิเศษ อีกทั้งข้ากำลังต้องการมันอย่างเร่งด่วน..."

หมอฝูชูนิ้วมือทั้งห้าขึ้นมา "ห้าสิบตำลึง! ข้าให้ราคานี้ เจ้าพอใจหรือไม่?"

ห้าสิบตำลึง!

ตัวเลขนี้ดังก้องในหัวของหว่านเอ๋อร์ แม้นางจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่จำนวนเงินมหาศาลขนาดนี้ก็ยังทำให้นางใจเต้นแรง สำหรับชาวบ้านทั่วไป เงินเพียงหนึ่งตำลึงก็เพียงพอให้ใช้ชีวิตได้ทั้งเดือน ห้าสิบตำลึงนี้มากพอจะสร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อที่นา หรือแม้แต่... พลิกชะตาชีวิตของท่านพ่อ

หว่านเอ๋อร์รักษาท่าทีสงบนิ่ง แม้ภายในใจจะลิงโลด "ท่านหมอฝูช่างยุติธรรมยิ่งนัก ข้าตกลงขายให้ท่านเจ้าค่ะ"

หมอฝูหัวเราะร่า รีบสั่งให้เด็กรับใช้ไปเบิกเงินจากตู้เซฟทันที ไม่นานนัก ก้อนเงินตำลึงขาววาววับจำนวนห้าก้อน ก้อนละสิบตำลึง ก็ถูกวางเรียงรายอยู่ตรงหน้าหว่านเอ๋อร์ แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบผิวงดงามของเงินตราสะท้อนเข้าตา

"นี่คือเงินของเจ้า แม่นางหลิน" หมอฝูยื่นถุงผ้ากำมะหยี่ให้ "เก็บรักษาให้ดี เงินจำนวนนี้ไม่ใช่น้อยๆ อาจนำภัยมาสู่ตัวได้หากไม่ระวัง"

หว่านเอ๋อร์รับถุงเงินมา น้ำหนักของมันถ่วงมือให้รู้สึกมั่นคง นี่ไม่ใช่แค่ก้อนโลหะ แต่มันคือกุญแจที่จะปลดปล่อยพันธนาการของครอบครัวนางจากบ้านใหญ่ตระกูลหลิน และสำคัญที่สุด... มันคือขาคู่ใหม่ของบิดา

"ขอบคุณท่านหมอที่เมตตา" หว่านเอ๋อร์เก็บเงินเข้าอกเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาหมอฝูด้วยแววตามุ่งมั่น "ท่านหมอเจ้าคะ ตอนนี้ข้ามีเงินแล้ว... เรื่องขาของท่านพ่อข้า..."

รอยยิ้มบนใบหน้าของหมอฝูค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความหนักใจ ชายชราถอนหายใจยาว พลางหันไปมองตำรายาบนชั้นวาง

"แม่นางหลิน... เรื่องเงินห้าสิบตำลึงนั้นเพียงพอสำหรับค่ายาและค่ารักษาแน่นอน" หมอฝูกล่าวเสียงขรึม "แต่การจะรักษาขาที่หักและต่อผิดรูปมานานปีให้กลับมาเดินได้นั้น เงินไม่ใช่ปัญหาเดียว... ปัญหาคือวิธีการรักษาต่างหาก"

บรรยากาศในร้านยาพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที หว่านเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความนัยบางอย่างที่น่าพรั่นพรึง

"ท่านหมอหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?"

หมอฝูจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว "กระดูกของพ่อเจ้าเชื่อมติดกันผิดรูปไปแล้ว หากจะให้กลับมาเดินได้ ข้าจำเป็นต้องทำลายสิ่งที่ผิดพลาดนั้นเสียก่อน... นั่นหมายความว่า ข้าต้องหักขาพ่อเจ้าอีกครั้ง แล้วต่อกระดูกใหม่ทั้งหมด!"

คำว่า 'หักขาอีกครั้ง' ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ หมอฝูขยับเข้ามาใกล้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่กังวานลึก

"ความเจ็บปวดจากการหักกระดูกซ้ำสองนั้นทรมานสาหัสยิ่งกว่าครั้งแรกหลายเท่า และการพักฟื้นจะยาวนานดั่งตกนรกทั้งเป็น... เจ้าแน่ใจหรือว่าพ่อของเจ้าจะทนรับมันไหว? และเจ้า... จะทนมองดูพ่อกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดได้หรือ?"

ความเงียบเข้าปกคลุมโรงหมอจี้ซื่อ หว่านเอ๋อร์กำถุงเงินในอกเสื้อแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ทางเลือกแห่งความหวังมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึง เบื้องหน้าคือแสงสว่าง แต่หนทางสู่แสงนั้นกลับปูด้วยคมมีดและหยาดน้ำตา

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ความลับเรื่องขาพ่อ]**