ตอนที่ 34
***บทที่ 34: ความลับเรื่องขาพ่อ***
ความเงียบงันภายในร้านยาจี้ซื่อดูเหมือนจะยืดยาวออกไปชั่วกัปชั่วกัลป์ กลิ่นสมุนไพรที่เคยหอมสดชื่น บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น
หลินหว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มกลั้นความสั่นไหวในอก นางไม่ใช่ดรุณีน้อยไร้เดียงสาอย่างที่เปลือกนอกแสดงออก วิญญาณภายในของนางผ่านโลกมามากพอที่จะเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง... ไม่มีสิ่งล้ำค่าใดที่ได้มาโดยปราศจากข้อแลกเปลี่ยน
หากต้องการชีวิตใหม่ให้บิดา ความเจ็บปวดคือราคาที่ต้องจ่าย
"ท่านหมอฝู..." น้ำเสียงของนางกลับมามั่นคง แม้ดวงตายังคงฉายแวววิตกกังวลอยู่ลึกๆ "ข้าขอทราบรายละเอียดทั้งหมดเจ้าค่ะ โอกาสสำเร็จมีมากน้อยเพียงใด และ... ความเสี่ยงที่ท่านว่าร้ายแรงนั้น คือสิ่งใดบ้าง"
หมอฝูมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมระคนประหลาดใจ น้อยคนนักที่จะตั้งสติได้เร็วปานนี้เมื่อได้ยินคำว่า 'หักขาซ้ำ' ชายชรากวักมือเรียกนางให้เดินตามเข้าไปยังห้องตรวจด้านใน หยิบม้วนภาพวาดโครงกระดูกมนุษย์ออกมาคลี่กางบนโต๊ะ
"ดูนี่นะแม่หนู" นิ้วที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาชี้ไปที่ท่อนขาในภาพวาด "ขาของพ่อเจ้าที่หักไปเมื่อหลายปีก่อน กระดูกมันสมานกันแล้วก็จริง แต่มันสมานในทิศทางที่บิดเบี้ยว ปลายกระดูกเกยกันทำให้ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน ซ้ำยังมีพังผืดและหินปูนเกาะยึดจนแข็งทื่อ หากปล่อยไว้เช่นนี้ ตลอดชีวิตเขาจะต้องใช้ไม้ค้ำยัน และเมื่อแก่ตัวลง ความเจ็บปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นตามสภาพอากาศ"
"วิธีของข้า คือการใช้ 'หัตถการย้อนกระดูก'" หมอฝูเอ่ยเสียงต่ำ สีหน้าจริงจังถึงขีดสุด "ข้าต้องใช้ค้อนยางและสิ่วพิเศษ เลาะพังผืดเหล่านั้นออก แล้วหักกระดูกตรงจุดที่เชื่อมต่อผิดรูปนั้นซ้ำอีกครั้ง เพื่อจัดเรียงแนวกระดูกใหม่ให้ตรงตามธรรมชาติ จากนั้นจึงดามด้วยไม้เนื้อแข็งและพอกยาสมานกระดูกสูตรลับของตระกูล"
หว่านเอ๋อร์ฟังอย่างตั้งใจ สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่คือการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูก (Osteotomy) ในยุคโบราณชัดๆ ไม่มีห้องปลอดเชื้อ ไม่มีเครื่องเอกซเรย์ และที่สำคัญ... ยาระงับความเจ็บปวดในยุคนี้มีเพียงสมุนไพรฤทธิ์อ่อน
"เรื่องความเจ็บปวด..." หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามเสียงแผ่ว
"เจ็บปวดสาหัสสากรรจ์" หมอฝูตอบโดยไม่ปิดบัง "แม้ข้าจะใช้ผงมาเฟ่ยซ่าน (ยาชาโบราณ) ช่วยระงับความรู้สึกขณะลงมือ แต่เมื่อฤทธิ์ยาหมด ความทรมานจะแล่นพล่านไปถึงไขกระดูก พ่อของเจ้าจะต้องนอนนิ่งๆ บนเตียง ห้ามขยับเขยื้อนส่วนล่างเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือนเต็ม หากขยับผิดจังหวะแม้แต่นิดเดียว กระดูกอาจเคลื่อนและทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า"
ชายชราหยุดพูดครู่หนึ่ง จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว "และที่สำคัญที่สุด โอกาสที่เขาจะกลับมาเดินได้เหมือนคนปกติ มีเพียงแปดส่วนเท่านั้น อีกสองส่วนขึ้นอยู่กับวาสนาและการดูแลรักษาหลังการรักษา... เจ้ากล้าเสี่ยงหรือไม่?"
แปดสิบเปอร์เซ็นต์...
ในทางการแพทย์สมัยใหม่ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าพอใจ แต่ในยุคนี้ที่การติดเชื้อเพียงเล็กน้อยก็อาจคร่าชีวิตคนได้ ตัวเลขนี้จึงเปรียบเสมือนการเดิมพันด้วยชีวิต
หว่านเอ๋อร์หลุบตาลงครุ่นคิด ภาพของหลินต้าซาน บิดาผู้เงียบขรึมที่ยอมก้มหน้าทำงานหนักทั้งที่ขาพิการ บิดาที่ยอมถูกกดขี่จากบ้านใหญ่เพียงเพื่อให้ลูกเมียมีที่ซุกหัวนอน หากเขากลับมาเดินได้ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่จะถูกเยียวยา แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นผู้นำครอบครัวก็จะกลับคืนมาด้วย
นางมี 'มิติลับ' และ 'น้ำทิพย์จิตวิญญาณ' อยู่กับตัว... หากใช้สิ่งนี้ช่วยบำรุงร่างกายและสมานแผลร่วมกับการรักษาของหมอฝู โอกาสแปดส่วนนั้นย่อมกลายเป็นสิบส่วนเต็มได้อย่างแน่นอน!
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรักษา แต่อยู่ที่หัวใจของคนป่วย
"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยลังเลมลายหายไป สิ้น แทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว "ท่านหมอฝู ข้าเชื่อมั่นในฝีมือท่าน และข้าเชื่อว่าท่านพ่อของข้าเข้มแข็งกว่าที่ใครจะคาดคิด"
"เจ้าตัดสินใจแล้วรึ?"
"ข้าตัดสินใจแทนท่านพ่อไม่ได้เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ "แต่ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะมอบ 'ทางเลือก' นี้ให้ท่านพ่อ ข้าจะนำความจริงทั้งหมดไปบอกท่าน ให้ท่านเป็นผู้เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง... แต่ข้าขอให้ท่านหมอเตรียมตัวให้พร้อม หากท่านพ่อตกลง ข้าอยากให้เริ่มการรักษาให้เร็วที่สุด"
หมอฝูถอนหายใจยาว ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มบางๆ ด้วยความเอ็นดู "ช่างเป็นเด็กที่มีความกตัญญูและเด็ดเดี่ยวเกินวัยเสียจริง... เอาเถิด หากพ่อเจ้าตกลง ข้าจะเตรียมห้องพิเศษไว้ให้ การรักษานี้ต้องทำที่นี่ ไม่อาจทำที่บ้านเจ้าได้ เพราะข้าต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดในเจ็ดวันแรก"
"เรื่องค่าใช้จ่าย..."
"ห้าสิบตำลึงที่เจ้าเตรียมไว้นั้นพอดี" หมอฝูโบกมือ "รวมค่ายา ค่าที่พัก และค่าอาหารสำหรับคนเฝ้าไข้แล้ว ข้าไม่คิดเพิ่ม แต่เจ้าต้องเตรียมใจเรื่องคนดูแล พ่อเจ้าจะขยับตัวไม่ได้เลย เรื่องการขับถ่าย เช็ดตัว ป้อนข้าว จำเป็นต้องมีคนคอยปรนนิบัติตลอดเวลา เจ้ากับแม่ไหวหรือ?"
"ลำบากกายไม่เท่าลำบากใจเจ้าค่ะ หากแลกกับการที่ท่านพ่อกลับมาเดินได้ ต่อให้ต้องแบกฟ้าข้าก็ยอม"
คำตอบของนางหนักแน่นดั่งขุนเขา
หลังจากซักถามรายละเอียดการเตรียมตัวก่อนการรักษาและข้อควรระวังต่างๆ อย่างถี่ยิบ หว่านเอ๋อร์ก็ก้าวออกจากร้านยาจี้ซื่อ แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องลงมาเป็นสีส้มทอง ทาบทับร่างเล็กที่แบกความหวังอันยิ่งใหญ่เอาไว้บนบ่า
นางเดินกลับมายังเกวียนรับจ้างที่จอดรออยู่ตรงปากทางเข้าตลาด คนขับเกวียนซึ่งเป็นชายวัยกลางคนจากหมู่บ้านเดียวกันกำลังนั่งสัปหงกอยู่ เมื่อเห็นหว่านเอ๋อร์เดินมาพร้อมสีหน้าเคร่งขรึม เขาก็รีบกระโดดลงมาจัดแจงที่ทาง
"เสร็จธุระแล้วหรือนังหนูหว่านเอ๋อร์? ได้ยามาครบหรือไม่?" ชายขับเกวียนเอ่ยทักทายพลางชำเลืองมองนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กสาวตัวแค่นี้เข้ามาในเมืองคนเดียว ซ้ำยังเข้าไปในร้านยาชื่อดังนานสองนาน ย่อมเป็นเรื่องที่ชาวบ้านร้านตลาดให้ความสนใจ
"เรียบร้อยแล้วจ้ะท่านลุง" หว่านเอ๋อร์ตอบเพียงสั้นๆ พลางปีนขึ้นไปนั่งบนเกวียน มือของนางกุมอกเสื้อตำแหน่งที่เก็บเงินห้าสิบตำลึงเอาไว้อย่างแน่นหนา ไม่ใช่เพราะกลัวเงินหาย แต่เพราะเงินก้อนนี้กำลังจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของครอบครัวนางไปตลอดกาล
เสียงล้อเกวียนบดไปตามถนนดินลูกรังดังเอี๊ยดอ๊าด ผสานกับเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของวัวเทียมเกวียน หว่านเอ๋อร์ทอดสายตามองออกไปนอกทุ่งนาที่ข้าวเริ่มออกรวง จิตใจของนางล่องลอยกลับไปที่บ้านดินหลังเก่าซอมซ่อ
นางจินตนาการถึงใบหน้าของบิดายามที่รู้ความจริง
เขาจะกลัวไหม? เขาจะยอมรับความเจ็บปวดเจียนตายนั้นได้หรือไม่? หรือเขาจะปฏิเสธเพราะไม่อยากสิ้นเปลืองเงินทองที่ลูกสาวอุตส่าห์หามาได้?
ไม่... นางจะไม่ยอมให้เขาปฏิเสธ นางรู้ดีว่าลึกๆ แล้วในใจของบุรุษผู้นั้นโหยหาความเป็นอิสระจากไม้ค้ำยันเพียงใด
รถเกวียนเคลื่อนตัวผ่านแมกไม้และทิวเขา ใกล้ถึงหมู่บ้านตระกูลหลินทุกที หว่านเอ๋อร์กระชับห่อผ้าในมือแน่นขึ้น แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ
การศึกครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้กับคนนอก แต่เป็นการต่อสู้กับความกลัวในใจของคนในครอบครัว และนาง... แม่ทัพหญิงแห่งบ้านรอง จะต้องนำชัยชนะมาสู่บิดาให้จงได้ ต่อให้ต้องใช้วาจาหว่านล้อม หรือบีบบังคับด้วยน้ำตาก็ตาม
ทันทีที่เกวียนหยุดลงหน้าบ้านดินที่คุ้นเคย หว่านเอ๋อร์กระโดดลงจากรถ กลิ่นควันไฟหุงหาอาหารลอยมาแตะจมูก ประตูไม้เก่าคร่ำครึแง้มอยู่เล็กน้อย นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วผลักประตูบานนั้นเปิดออกกว้าง...
เบื้องหน้าคือบิดาที่นั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่บนแคร่ และมารดาที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟ ทุกอย่างดูสงบสุขและปกติธรรมดา แต่หว่านเอ๋อร์รู้ดีว่า ความสงบนี้กำลังจะถูกทำลายลง ด้วยความจริงที่นางนำติดตัวมา
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เปิดใจกับพ่อ]**