ตอนที่ 35
บทที่ 35: เปิดใจกับพ่อ
เมื่อบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกผลักเปิดออก แสงสว่างยามอัสดงสาดส่องเข้ามาภายในเรือนดินหลังเล็ก เผยให้เห็นร่างชายวัยกลางคนที่กำลังก้มหน้าสานตะกร้าไม้ไผ่อย่างขะมักเขม้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเหนื่อยยากและกาลเวลา แต่แววตายังคงฉายความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อครอบครัว
หลินต้าซานเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่กร้านแดด "กลับมาแล้วรึหว่านเอ๋อร์ วันนี้ขายของเป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยหรือไม่?"
หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ตอบคำถามในทันที นางค่อยๆ ปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการตัดขาดโลกภายนอกออกจากห้วงเวลานี้ นางเดินตรงไปที่โต๊ะไม้กลางห้อง วางห่อผ้าที่กอดแนบอกมาตลอดทางลงบนพื้นโต๊ะ เสียงวัตถุหนักกระทบเนื้อไม้ดัง ตึง หนักแน่นจนหลินต้าซานต้องเลิกคิ้วด้วยความฉงน
"นั่นอะไรหรือ?" บิดาเอ่ยถาม สายตาจับจ้องไปที่ห่อผ้านั้น
หว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก นางค่อยๆ คลี่ผ้าห่อออกทีละชั้น แสงตะเกียงน้ำมันที่มารดาเพิ่งจุดทอประกายกระทบกับวัตถุภายใน เผยให้เห็นก้อนเงินสีขาวแวววาวจำนวนมากวางเรียงรายกันอยู่
ดวงตาของหลินต้าซานเบิกกว้าง มือที่ถือตอกไม้ไผ่ร่วงหล่นลงพื้น เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรงโดยอัตโนมัติ ลืมความเจ็บปวดที่ขาไปชั่วขณะ "นี่มัน... เงิน? หว่านเอ๋อร์ นี่มันเงินจำนวนมหาศาล เจ้าไปเอามาจากไหน?"
เสี่ยวเฟิง น้องชายตัวน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ที่มุมห้อง รีบวิ่งเข้ามาดู "พี่รอง! เงินเยอะแยะเลย! เราจะรวยแล้วหรือ?"
หว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะน้องชายเบาๆ ก่อนจะสบตาบิดาด้วยแววตาที่แน่วแน่และจริงจัง "ท่านพ่อ นี่คือเงินห้าสิบตำลึงเจ้าค่ะ ข้าได้มาจากการขายสูตรอาหารและแบ่งกำไรส่วนหนึ่งจากท่านหมอเทวดา"
"ห้าสิบตำลึง..." หลินต้าซานพึมพำเสียงสั่น ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อย เงินจำนวนนี้มากพอที่จะซื้อที่นาดีๆ ได้หลายหมู่ สร้างบ้านหลังใหญ่ หรือแม้แต่ซื้อวัวเทียมเกวียนได้ทั้งฝูง สำหรับชาวนาผู้ยากไร้ มันคือทรัพย์สมบัติที่หาทั้งชีวิตก็อาจไม่ได้ครอบครอง
"แต่เงินจำนวนนี้... ข้าไม่ได้จะเอามาสร้างบ้านหรือซื้อที่นา" หว่านเอ๋อร์กล่าวต่อ น้ำเสียงของนางหนักแน่นขึ้น "ข้าจะใช้มันเพื่อรักษาขาของท่านพ่อเจ้าค่ะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องในทันที หลินต้าซานนิ่งงันไป ใบหน้าที่เคยตื่นตระหนกเปลี่ยนเป็นความสับสนและเจ็บปวดลึกๆ เขาเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ "ไม่... หว่านเอ๋อร์ เงินมากขนาดนี้ เก็บไว้ให้น้องเจ้าเรียนหนังสือ เก็บไว้เป็นสินเดิมเจ้าเถิด ขาของพ่อมันพิการมานานแล้ว รักษาไปก็เสียเงินเปล่า"
"ไม่เสียเงินเปล่าเจ้าค่ะ!" หว่านเอ๋อร์โพล่งขึ้น เดินเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าบิดา กุมมือหยาบกร้านคู่นั้นไว้แน่น "ข้าไปปรึกษาท่านหมอผู้เชี่ยวชาญในเมืองมาแล้ว เขามีวิธีรักษา แต่..."
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ความลำบากใจฉายชัดในแววตา "แต่วิธีรักษานั้นเจ็บปวดทรมานยิ่งนัก และต้องใช้ความอดทนอย่างสูง ท่านหมอบอกว่า... กระดูกขาของท่านพ่อที่ต่อกันผิดรูปมานาน จำเป็นต้อง... จำเป็นต้องหักมันออก แล้วต่อใหม่เจ้าค่ะ"
คำว่า 'หักกระดูกแล้วต่อใหม่' ดังก้องอยู่ในหูของหลินต้าซานราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
เสี่ยวเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือด เกาะแขนพี่สาวแน่น "หักขา? ท่านพ่อจะเจ็บไหม? ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อเจ็บ!"
หลินต้าซานมองดูลูกสาวและลูกชาย หัวใจของเขาบีบรัดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อความเจ็บปวดทางกาย เขาเคยผ่านความเจ็บปวดมามากมายนับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะเทือนใจคือความกตัญญูและความทุ่มเทของลูกสาว เงินห้าสิบตำลึง... นางหามาด้วยความยากลำบาก แต่นางกลับไม่ลังเลที่จะทุ่มเทมันทั้งหมดเพื่อรักษาคนพิการไร้ค่าอย่างเขา
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนหลังมือของหว่านเอ๋อร์ ตามด้วยหยดที่สองและสาม
ชายชาตรีผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ใครเห็น บัดนี้กลับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นกลืน "หว่านเอ๋อร์... พ่อ... พ่อไม่คุ้มค่าให้เจ้าทำถึงขนาดนี้ พ่อมันไร้ประโยชน์..."
"ท่านพ่อพูดอะไรเช่นนั้น!" หว่านเอ๋อร์น้ำตาคลอเบ้าเช่นกัน นางบีบมือบิดาแน่นขึ้น "ท่านคือเสาหลักของบ้าน ท่านคือท้องฟ้าของพวกเรา หากท่านหายดี ท่านจะปกป้องข้า ปกป้องเสี่ยวเฟิง และท่านแม่ได้ เงินทองหาใหม่ได้ แต่บิดามีเพียงคนเดียวในโลก... ท่านพ่อ... เพื่อพวกเรา ท่านยอมเจ็บได้หรือไม่เจ้าคะ?"
คำพูดของบุตรสาวเปรียบเสมือนค้อนที่ทุบทำลายกำแพงแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจในใจของหลินต้าซานจนพังทลาย เขาเป็นพ่อคน... เขาเคยสัญญากับตัวเองว่าจะเลี้ยงดูลูกเมียให้สุขสบาย แต่หลายปีมานี้กลับกลายเป็นภาระให้ลูกสาวต้องแบกรับ หากมีโอกาสเพียงริบหรี่ที่จะกลับมายืนหยัดได้ดั่งขุนเขาอีกครั้ง เหตุใดเขาจะไม่คว้ามันไว้?
ความเจ็บปวดจากการหักกระดูก จะเทียบอะไรได้กับความเจ็บปวดที่เห็นลูกเมียต้องลำบาก?
หลินต้าซานสูดน้ำมูก ยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตา ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมาทอประกายกล้าแกร่งดั่งเหล็กกล้า "ได้! พ่อตกลง! ต่อให้ต้องหักกระดูกสักสิบท่อน หรือต้องบุกน้ำลุยไฟ พ่อก็จะรักษาให้หาย พ่อจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง พ่อจะเลี้ยงดูพวกเจ้าเอง!"
"ท่านพ่อ!" เสี่ยวเฟิงโผเข้ากอดเอวบิดาแน่น ซุกหน้าลงกับตัก "ข้าจะช่วยดูแลท่านพ่อเอง! ข้าจะเป็นไม้เท้าให้ท่านพ่อ!"
หว่านเอ๋อร์ยิ้มทั้งน้ำตา ภาพเบื้องหน้าคือภาพที่นางรอคอยมาตลอด ความหวังได้ถูกจุดประกายขึ้นแล้วในบ้านหลังเล็กนี้ บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นพลังใจอันมหาศาล
"พรุ่งนี้เช้า ข้าจะไปเชิญท่านหมอมาทำการรักษา เราจะเริ่มกันทันที" หว่านเอ๋อร์กล่าวสรุป นางลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นใจ ราวกับยกภูเขาออกจากอก
ทว่า ในขณะที่ครอบครัวกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาอันแสนวิเศษอยู่นั้น ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ความลับที่เพิ่งถูกเปิดเผยภายในบ้านดินหลังเก่า ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงสนทนาของพ่อแม่ลูก
ที่ด้านนอกกำแพงดินที่ทรุดโทรม ร่างอวบอัดของใครบางคนกำลังแนบหูเข้ากับรอยแตกของผนังอย่างตั้งใจ
นางสะใภ้สามแห่งตระกูลหลิน ผู้ซึ่งบังเอิญเดินผ่านมาและได้ยินเสียงร้องไห้ จึงแอบย่องเข้ามาฟังด้วยความสอดรู้สอดเห็น ดวงตาเล็กหยีของนางเบิกกว้างจนแทบถลนออกมาเมื่อได้ยินคำว่า 'ห้าสิบตำลึง'
"ห้าสิบตำลึง!?" นางสะใภ้สามยกมือทาบอก พยายามกลั้นเสียงอุทาน หัวใจเต้นรัวเร็วดั่งกลองศึก "บ้านรองมีเงินห้าสิบตำลึง! สวรรค์... นี่มันเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ยิ่งกว่าฟ้าถล่ม!"
ความโลภและความริษยาแล่นปราดเข้าสู่เส้นเลือด นางไม่รอช้า รีบผละออกจากกำแพง แล้วสับเท้าวิ่งฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่ของตระกูลหลินทันที ฝุ่นตลบอบอวลตามหลังนางไป ข่าวใหญ่นี้จะต้องถึงหูแม่เฒ่าจางให้เร็วที่สุด!
บทที่ 36: บ้านใหญ่รู้ข่าว