ตอนที่ 36

***บทที่ 36: บ้านใหญ่รู้ข่าว***

สายลมยามเย็นพัดหอบเอาฝุ่นทรายปลิวว่อน แต่หาได้เทียบเท่าความร้อนรุ่มในใจของนางสะใภ้สามแห่งตระกูลหลินไม่ ฝีเท้าของนางสับถี่ยิบเร่งรุดผ่านเส้นทางในหมู่บ้าน ราวกับกลัวว่าหากช้าไปเพียงชั่วอึดใจ ข่าวใหญ่คับฟ้าที่เพิ่งได้ยินมาจะระเหยหายไปกับสายลม

ณ เรือนหลักตระกูลหลิน หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "บ้านใหญ่" บรรยากาศยามพลบค่ำดำเนินไปอย่างเฉื่อยชา แม่เฒ่าจางนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวเก่า มือหนึ่งถือพัดสานโบกไล่ยุง อีกมือหนึ่งหยิบเมล็ดแตงขึ้นมาแทะพลางบ้วนเปลือกทิ้งลงพื้นอย่างไม่ยี่หระ ปากก็พร่ำบ่นด่าทอลมฟ้าอากาศและลูกสะใภ้ที่ทำงานไม่ทันใจ

"สะใภ้ใหญ่! ข้าหิวจนไส้จะขาดแล้ว เจ้ามัวแต่โอ้เอ้อยู่ที่ใด เหตุใดยังไม่ยกสำรับมา!" เสียงตวาดแหลมสูงดังลั่นจนไก่ในเล้ายังต้องสะดุ้ง

หลิน ต้าไห่ บุตรชายคนโตนั่งจิบชาหยาบๆ อยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ใบหน้าของเขาฉายแววเบื่อหน่าย ทว่าแฝงไว้ด้วยความทะนงตนในฐานะพี่ใหญ่ของตระกูล และบิดาของผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะได้เป็นขุนนางในอนาคต

"ท่านแม่ อย่าเพิ่งโมโหไปเลย ประเดี๋ยวความดันจะขึ้นเอาได้" หลิน ต้าไห่เอ่ยเสียงเรียบ "ว่าแต่... เจ้าสามกับเมียมันหายหัวไปไหนกันหมด ถึงเวลากินข้าวแล้วยังไม่โผล่หัวมา"

ทันใดนั้นเอง ประตูรั้วหน้าบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง 'ปัง!' ร่างท้วมของสะใภ้สามถลันเข้ามา หอบหายใจตัวโยน ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความเหนื่อยหอบและความตื่นเต้น

"ท่านแม่! พี่ใหญ่! แย่... ไม่สิ... เรื่องใหญ่! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!" นางตะโกนเสียงหลง พลางทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้หน้าเรือน ยกมือทาบอกด้วยความเหนื่อยอ่อน

แม่เฒ่าจางถลึงตาใส่ "เอะอะมะเท่งอะไรของเจ้า! วิ่งหน้าตื่นเหมือนเห็นผีสาง วิญญาณบรรพชนเข้าสิงหรืออย่างไร!"

สะใภ้สามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แม่สามี กระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ทว่าดังก้องในความรู้สึกของผู้ฟัง "ท่านแม่... เมื่อครู่ข้าไปนั่งพักที่ศาลาปากทางหมู่บ้าน ได้ยินคนขับเกวียนรับจ้างมันคุยโว... มันบอกว่านังเด็กหว่านเอ๋อร์... นังเด็กบ้านรองนั่น... วันนี้มันเข้าเมืองไปขายสมุนไพร..."

"ขายสมุนไพร?" หลิน ต้าไห่แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "หญ้าแห้งข้างทางพวกนั้นจะมีราคาค่างวดอันใด ได้มาสักสิบยี่สิบอีแปะก็บุญหัวพวกมันแล้ว"

"ไม่ใช่เจ้าค่ะพี่ใหญ่!" สะใภ้สามเบิกตาโพลง เน้นเสียงหนักแน่นทีละคำ "คนขับเกวียนบอกว่า มันได้ยินเต็มสองหู... นังหว่านเอ๋อร์ได้เงินมาถึง... ห้าสิบตำลึง!"

"ห้าสิบตำลึง!"

เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันจากปากของแม่เฒ่าจางและหลิน ต้าไห่ ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณเรือนหลักชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาถูกหยุดนิ่ง ห้าสิบตำลึง... สำหรับชาวนาผู้ยากไร้ นั่นคือจำนวนเงินมหาศาลที่สามารถพลิกชีวิตคนได้ ซื้อที่นาได้หลายไร่ สร้างบ้านอิฐหลังใหญ่ หรือแม้แต่ส่งลูกหลานเรียนหนังสือได้จนจบระดับสูง

แม่เฒ่าจางผุดลุกขึ้นจากตั่งไม้ไผ่ เรี่ยวแรงที่เคยบ่นว่าไม่มีกลับคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ ดวงตาฝ้าฟางวาวโรจน์ด้วยความโลภโมโทสันดุจสัตว์ร้ายเห็นเหยื่อ "เจ้าแน่ใจรึ! ไม่ใช่ว่าฟังผิดไปนะ!"

"ข้าสาบานได้! คนขับเกวียนมันพูดเสียงดังฟังชัด แถมบอกว่าเห็นนังหว่านเอ๋อร์กอดห่อผ้าแน่นประหนึ่งไข่ในหิน!" สะใภ้สามรีบยืนยันเพื่อความดีความชอบ

"ห้าสิบตำลึง..." หลิน ต้าไห่พึมพำ ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ สมองเริ่มคำนวณผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว "ท่านแม่... หากเราได้เงินก้อนนี้มา เจ้าหงก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ที่สำนักศึกษาในตัวเมืองอีกต่อไป ปีหน้าเขาก็จะสอบซิ่วไฉ หากมีเงินสนับสนุน ย่อมปูทางไปสู่อนาคตที่สดใส ชื่อเสียงเกียรติยศของตระกูลหลินเราจะไปไหนเสีย!"

คำว่า 'อนาคตของหลานชายคนโต' เป็นดั่งกุญแจไขใจของแม่เฒ่าจาง นางรักและลำเอียงเข้าข้างหลานชายคนนี้ยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะหวังจะได้เป็น 'ท่านผู้เฒ่า' มารดาของขุนนางในบั้นปลาย

"ใช่! ใช่แล้ว!" แม่เฒ่าจางตบเข่าฉาด "เงินนั่น... นังเด็กบ้านรองมันเป็นหลานข้า พ่อมันก็ลูกข้า เงินของพวกมันก็คือเงินของตระกูลหลิน เงินของตระกูลหลินก็ต้องอยู่ในมือข้าผู้เป็นประมุขฝ่ายหญิง! มันจะเอาไปอมพะนำไว้ใช้กันเองได้อย่างไร อกตัญญูสิ้นดี!"

ในขณะที่เพลิงแห่งความโลภกำลังลุกโชน หลิน เป่าจู หลานสาวคนโปรดของบ้านใหญ่เดินเยื้องย่างออกมาจากห้องนอน นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนที่ดูสะอาดตากว่าคนอื่นในบ้าน ใบหน้าจิ้มลิ้มทว่าแววตากลับแฝงความริษยาอย่างปิดไม่มิด นางแอบฟังบทสนทนามาตั้งแต่ต้นแล้ว

"ท่านย่าเจ้าขา..." หลิน เป่าจูเดินเข้าไปบีบนวดไหล่ให้แม่เฒ่าจางอย่างเอาใจ น้ำเสียงหวานหยดย้อยดั่งน้ำผึ้งอาบยาพิษ "ท่านย่าพูดถูกเจ้าค่ะ เงินตั้งมากมายขนาดนั้น พี่รองหว่านเอ๋อร์นางยังเด็กนัก ถือเงินมากไปย่อมเป็นอันตราย นางอาจจะถูกคนหลอกเอาไปเสียเปล่า สู้เอามาให้ท่านย่าเก็บรักษาไว้ เพื่อส่งเสริมพี่ใหญ่หงให้ได้เป็นขุนนาง วันหน้าพี่ใหญ่หงได้ดี ก็ย่อมไม่ลืมบุญคุณอาสองอยู่แล้ว นี่เป็นการช่วยส่งเสริมตระกูลชัดๆ"

คำพูดของหลิน เป่าจู ราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ มันเปลี่ยนความโลภให้กลายเป็นความชอบธรรมในชั่วพริบตา

"แต่ว่า..." หลิน ต้าไห่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แสร้งทำเป็นกังวล "ช่วงนี้นังเด็กหว่านเอ๋อร์ดูเปลี่ยนไปมาก ปากคอเราะร้าย ไม่ยอมคนเหมือนเมื่อก่อน หากเราไปทวงถามตรงๆ นางคงไม่ยอมให้ง่ายๆ แน่ ดีไม่ดีจะป่าวประกาศให้ชาวบ้านมามุงดู ท่านแม่จะเสียหน้าเอาได้"

หลิน เป่าจูแสยะยิ้มมุมปาก แววตาอำมหิตฉายวาบขึ้นวูบหนึ่ง "ท่านลุงเจ้าคะ ท่านย่าเจ้าคะ ในเมื่อนางไม่รู้ความ และอาจจะดื้อดึงจนเสียการใหญ่... เหตุใดเราต้องไปขอดีๆ ด้วยเล่า?"

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร เป่าจู?" แม่เฒ่าจางหันมามองหลานสาว

"ท่านย่าลองคิดดูสิเจ้าคะ เงินห้าสิบตำลึง นางคงไม่กล้าฝากใครไว้ และคงไม่กล้าเอาไปซ่อนไกลตัว" หลิน เป่าจูลดเสียงลงต่ำ ให้ดูเป็นความลับและน่าเชื่อถือ "คืนนี้... ท่านอาสองขาหักนอนติดเตียง ขยับไปไหนไม่ได้ ส่วนนังหว่านเอ๋อร์กับแม่ของนางก็เป็นแค่สตรีอ่อนแอ ยามวิกาลพวกนางย่อมหลับสนิท... หากเรา 'เข้าไปเอา' เงินที่ควรจะเป็นของเรากลับคืนมาเงียบๆ ใครเล่าจะรู้?"

แม่เฒ่าจางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมจะปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น นางมองไปที่บุตรชายคนโต "ต้าไห่ เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?"

หลิน ต้าไห่ลูบเคราแพะของตน แสร้งถอนหายใจยาว "เฮ้อ... แม้จะดูไม่ค่อยสมเกียรติบัณฑิตนัก แต่เพื่ออนาคตของเจ้าหง และเพื่อดัดนิสัยความอกตัญญูของบ้านรอง ข้าเห็นว่า... จำเป็นต้องทำ!"

"ดี!" แม่เฒ่าจางทุบกำปั้นลงกับฝ่ามือ ดวงตาเป็นประกายวาววับในความมืดสลัว "เงินนั่นต้องเป็นของข้า! ไม่มีใครหน้าไหนจะมาแย่งสมบัติของตระกูลหลินไปได้ คืนนี้แหละ... เราจะไปทวงสิทธิ์ของเราคืน!"

แสงตะเกียงน้ำมันในบ้านใหญ่ถูกหรี่ลง ทิ้งไว้เพียงเงาตะคุ่มของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังสุมหัววางแผนชั่วร้าย ความมืดมิดภายนอกเริ่มโรยตัวปกคลุมหมู่บ้าน บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง ทว่าภายใต้ความเงียบนั้น คลื่นลมแห่งความหายนะกำลังก่อตัวขึ้น และเป้าหมายของมันคือบ้านดินหลังเล็กซอมซ่อที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน

ในขณะที่หลิน หว่านเอ๋อร์และครอบครัวกำลังหลับใหล หรืออาจจะกำลังมีความสุขกับความหวังใหม่ที่เพิ่งได้รับ พวกเขาหารู้ไม่ว่า ญาติสนิทที่ควรจะเป็นดั่งแขนขา กำลังจะกลายร่างเป็นโจรปล้นชิงทรัพย์ในยามวิกาล

เงามืดเคลื่อนตัวออกจากบ้านใหญ่ มุ่งหน้าสู่ทิศทางของบ้านรองตระกูลหลิน ดุจงูพิษที่เลื้อยออกจากโพรงเพื่อฉกเหยื่อ...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การบุกรุกยามวิกาล]**