ตอนที่ 37

***บทที่ 37: การบุกรุกยามวิกาล***

รัตติกาลมาเยือนพร้อมกับความเงียบสงัด ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกรรโชกหวีดหวิวคล้ายเสียงภูตพรายกรีดร้อง ผสานกับเสียงแมลงกลางคืนที่ระงมเซ็งแซ่ บดบังเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของเงาร่างสองสายที่กำลังคืบคลานเข้าสู่บ้านดินหลังเก่าท้ายหมู่บ้าน

ภายใต้ความมืดมิดที่ไร้แสงจันทร์ส่องนำทาง หลิน ต้าไห่และหวัง ชุนฮวา ย่องกริบด้วยฝีเท้าที่พยายามทำให้เบาที่สุด แม้หัวใจของทั้งคู่จะเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว ทว่าความโลภโมโทสันที่มีต่อเงินห้าสิบตำลึงนั้นมีอำนาจเหนือความละอายใจทั้งปวง

"เบาๆ หน่อยสิยายแก่นี่! เจ้าจะเหยียบกิ่งไม้แห้งให้คนตื่นทั้งหมู่บ้านหรืออย่างไร?" หลิน ต้าไห่กระซิบเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าของบัณฑิตผู้ทรงภูมิบัดนี้เปื้อนเหงื่อกาฬและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ดวงตาที่เคยอ่านตำราขงจื้อกลับกลอกกลิ้งราวกับโจรลักเล็กขโมยน้อย

"ท่านพี่นั่นแหละหุบปาก!" หวัง ชุนฮวากระซิบตอบอย่างไม่ยอมแพ้ "รีบไปงัดประตูเร็วเข้า ข้าเห็นแสงไฟในบ้านนังเด็กนั่นดับไปนานแล้ว ป่านนี้คงหลับเป็นตายกันหมดทั้งบ้าน"

สองสามีภรรยาตระกูลหลินสายหลักค่อยๆ คลำทางไปจนถึงประตูไม้บานเก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับ หลิน ต้าไห่หยิบมีดพกเล่มเล็กออกมา สอดปลายมีดเข้าไปในร่องประตูเพื่อเขี่ยดานไม้ด้านใน ทักษะนี้เขาไม่ได้ร่ำเรียนมาจากสำนักศึกษาใด แต่เป็นสัญชาตญาณดิบของความโลภที่ผลักดันให้เรียนรู้หน้างาน

*กริ๊ก...*

เสียงไม้ขัดประตูลั่นเบาๆ ก่อนที่บานประตูจะแง้มออกเล็กน้อย ทั้งสองลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะแทรกตัวผ่านช่องว่างเข้าไปในตัวบ้านอย่างเงียบเชียบ

ทว่า... พวกเขาหารู้ไม่ว่า ภายในห้องโถงมืดมิดนั้น มีดวงตาคู่หนึ่งที่สุกใสราวกับดวงดาวกำลังจับจ้องมองทุกการกระทำของพวกเขาอยู่

หลิน หว่านเอ๋อร์นั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ในความมืด นางไม่ได้หลับ และไม่ได้ตื่นตระหนก ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเป็นรอยโค้งที่เย็นยะเยือก นางคาดเดาไว้แล้วว่าคนบ้านใหญ่ย่อมไม่อาจข่มตานอนหลับได้หากรู้ว่ามีเงินก้อนโตตกอยู่ในมือของบ้านรอง

"มาช้ากว่าที่คิดเสียอีก..." หว่านเอ๋อร์รำพึงในใจ

นางลูบแหวนมิติลับบนนิ้วมือเบาๆ เงินห้าสิบตำลึงและของมีค่าทั้งหมดถูกนางเก็บเข้าไปในมิติส่วนตัวตั้งแต่หัวค่ำแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ในบ้านหลังนี้มีเพียงความว่างเปล่า... และ 'ของขวัญ' เล็กๆ น้อยๆ ที่นางเตรียมไว้ต้อนรับแขกยามวิกาล

ถังไม้ใบเขื่องถูกวางหมิ่นเหม่ไว้เหนือคานประตูห้องนอนของบิดามารดา ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นางจงใจล่อให้พวกเขาเข้าไป ภายในถังนั้นไม่ได้บรรจุน้ำเปล่าธรรมดา แต่เป็น 'น้ำแกงสูตรพิเศษ' ที่นางผสมพริกแห้งตำละเอียด พริกไทยป่น และเถ้าถ่าน เข้าด้วยกันจนข้นคลั่ก

"ไปทางซ้าย... ห้องของเจ้ารองต้องอยู่ทางนั้น" หวัง ชุนฮวากระซิบสั่งสามีพลางดึงแขนเสื้อเขา "เงินต้องอยู่ใต้เตียง หรือไม่ก็ในหีบเสื้อผ้าเก่าๆ ของพวกเขาแน่"

หลิน ต้าไห่พยักหน้าในความมืด เขาเดินคลำทางอย่างทุลักทุเล มือควานไปในอากาศหวังจะเจอโต๊ะหรือเก้าอี้เพื่อยึดเกาะ แต่เพราะความมืดและความไม่คุ้นเคยทำให้เขาเตะเข้ากับม้านั่งตัวเล็กที่หว่านเอ๋อร์จงใจวางขวางทางไว้

*ปึง!*

"โอ๊ย!" หลิน ต้าไห่เผลอร้องอุทานเบาๆ ความเจ็บแล่นพล่านขึ้นมาที่หน้าแข้ง

"ชู่! อยากตายหรือไง!" หวัง ชุนฮวาตีแขนสามีอย่างแรง "รีบเข้าไปค้นเร็วเข้า อย่ามัวแต่เซ่อซ่า"

ทั้งสองกัดฟันข่มความเจ็บและความกลัว พยายามคลำทางจนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนของหลิน เอ้อร์หยางและหลี่ซื่อ หวัง ชุนฮวามั่นใจว่าเงินต้องซ่อนอยู่ในนี้ นางผลักหลิน ต้าไห่ให้เป็นหน่วยกล้าตายเปิดประตูเข้าไป

"เข้าไปสิ รออะไรอยู่!"

หลิน ต้าไห่สูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าแล้วผลักบานประตูห้องนอนให้เปิดออก

*เอี๊ยดดดด...*

ทันทีที่บานประตูถูกผลักออก แรงสั่นสะเทือนทำให้เชือกเส้นบางที่ผูกโยงไว้กับถังไม้ด้านบนขาดผึงลงตามกลไกที่วางไว้

*ซ่า!!!*

*เคร้ง!!!*

ของเหลวเย็นเฉียบแต่เผ็ดร้อนราวนรกแตกสาดกระจายลงมาครอบคลุมร่างของหลิน ต้าไห่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ถังไม้หล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"ว๊ากกกกกกกก! ตาข้า! ตาของข้า! แสบ! แสบเหลือเกิน!"

หลิน ต้าไห่กรีดร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด มือทั้งสองกุมใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำพริกและเถ้าถ่าน ความแสบร้อนจากพริกเข้มข้นที่เข้าตาทำให้เขาลืมตาไม่ขึ้น ดิ้นพราดๆ อยู่กับพื้นดินด้วยความทรมานแสนสาหัส

หวัง ชุนฮวาที่ยืนอยู่ด้านหลังแม้จะโดนลูกหลงเพียงเล็กน้อย แต่ความตกใจทำให้ขาแข็งก้าวไม่ออก นางยืนตะลึงมองสามีที่ดิ้นทุรนทุราย

ทันใดนั้นเอง แสงตะเกียงน้ำมันก็สว่างวาบขึ้นมาจากอีกมุมหนึ่งของบ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนที่ดังลั่นทะลุความเงียบของค่ำคืน

"โจร! มีโจรปล้นบ้าน! ช่วยด้วยเจ้าค่ะ! ใครก็ได้ช่วยด้วยยยย!"

หลิน หว่านเอ๋อร์ถือตะเกียงเดินออกมาจากมุมมืด สีหน้าแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกสุดขีด ทั้งที่แววตาพราวระยับไปด้วยความสะใจ นางตะโกนเสียงดังซ้ำๆ เพื่อปลุกให้คนทั้งหมู่บ้านตื่น

"ท่านพ่อ! ท่านแม่! อย่าออกมานะเจ้าคะ โจรมันมีอาวุธ! พี่น้องชาวบ้านช่วยด้วยเจ้าค่ะ โจรจะฆ่าพ่อข้าแล้ว!"

เสียงร้องโหยหวนของหลิน ต้าไห่ ผสมกับเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของหลิน หว่านเอ๋อร์ ดังสะท้อนก้องไปทั่วหมู่บ้านที่เงียบสงัด

เพียงไม่กี่อึดใจ แสงคบเพลิงดวงแรกก็ปรากฏขึ้นที่รั้วบ้าน ตามมาด้วยดวงที่สอง ที่สาม และอีกนับสิบดวง เสียงสุนัขเห่ากรรโชกและเสียงฝีเท้าหนักๆ ของชาวบ้านที่วิ่งกรูเข้ามาดังอื้ออึง

"เกิดอะไรขึ้น! ใครมันกล้ามาปล้นหมู่บ้านเรา!" เสียงห้าวหาญของพรานจางดังขึ้นเป็นคนแรก เขาถีบประตูรั้วที่ผุพังเข้ามาพร้อมกับคบเพลิงในมือ ตามมาด้วยป้าเถียนและเพื่อนบ้านอีกหลายคนที่มีทั้งจอบและเสียมในมือ

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของชาวบ้านทำเอาทุกคนชะงักค้าง

กลางโถงบ้านดินซอมซ่อ ชายร่างผอมสูงในชุดบัณฑิตยาวสีกรมท่าที่บัดนี้เปียกโชกและเลอะเทอะไปด้วยคราบสีแดงคล้ำ กำลังนอนเกลือกกลิ้งร้องโหยหวนมือกุมหน้า ส่วนหญิงร่างท้วมข้างกายยืนตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือดราวกับไก่ต้ม

พรานจางยื่นคบเพลิงเข้าไปใกล้เพื่อดูหน้าคนร้ายให้ชัดๆ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

"นี่มัน... หลิน ต้าไห่? บัณฑิตหลินไม่ใช่หรือ?"

เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ชาวบ้านทันที

"อะไรนะ! ท่านอาจารย์หลินงั้นหรือ?"

"แล้วนั่น... เมียของเขานี่นา หวัง ชุนฮวา!"

"ดึกดื่นป่านนี้ พวกเขามาทำอะไรลับๆ ล่อๆ ในบ้านหลานสาวตัวเอง?"

"ดูสภาพสิ! เหมือนเพิ่งโดน... น้ำแกงราดหัว?"

หลิน หว่านเอ๋อร์วางตะเกียงลง แสร้งทำท่าทางหวาดกลัวจนตัวสั่น วิ่งไปหลบอยู่หลังป้าเถียน พลางชี้ไปที่สองสามีภรรยาด้วยมือนิ้วที่สั่นเทา

"ท่านป้าเถียน... ข้า... ข้านึกว่าโจรป่า ข้าได้ยินเสียงคนงัดประตู เข้ามาจะทำร้ายท่านพ่อที่นอนป่วย ข้าเลย... ข้าเลยวางกับดักไว้ป้องกันตัว ฮือๆๆ... ไม่นึกเลยว่า... ไม่นึกเลยว่าจะเป็นท่านลุงใหญ่กับป้าสะใภ้!"

นางบีบน้ำตาออกมาได้อย่างแนบเนียน หยดน้ำตาไหลอาบแก้มที่ดูซูบซีดน่าสงสาร "ทำไมเจ้าคะ... ทำไมท่านลุงต้องทำแบบนี้ บ้านข้าไม่มีอะไรเหลือแล้ว เงินที่ท่านย่าเพิ่งให้มาเมื่อวาน ข้าก็ตั้งใจจะเอาไปรักษาท่านพ่อ... หรือว่า... หรือว่าท่านจะมาเอาเงินนั้นคืนเจ้าคะ?"

คำพูดของหว่านเอ๋อร์เปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในบ่อน้ำ สร้างแรงกระเพื่อมแห่งความสงสัยและความโกรธแค้นในใจชาวบ้าน

หลิน ต้าไห่ที่เริ่มได้สติจากความเจ็บปวด พยายามจะลุกขึ้นแก้ตัว แต่พริกที่เข้าตาทำให้เขามองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความมืดและแสงวูบวาบ เขาทำได้เพียงโบกมือไปมาอย่างน่าสมเพช

"มะ... ไม่ใช่! ข้าไม่ได้จะมาขโมย! นังเด็กบ้า! เจ้าวางยาพิษใส่ข้า! ตาข้าจะบอดแล้ว! อ๊ากกก!"

"ยาพิษที่ไหนกันเจ้าคะ!" หว่านเอ๋อร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือสะอื้นแต่แฝงความเด็ดขาด "นั่นมันแค่น้ำล้างพริกแห้งที่ข้าเตรียมไว้ทำอาหาร แต่ถ้าท่านไม่ได้คิดร้าย บุกรุกเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้ ท่านจะโดนกับดักได้อย่างไร!"

ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ สายตาที่มองไปยังบัณฑิตผู้ทรงเกียรติเปลี่ยนจากความเคารพเป็นความรังเกียจเดียดฉันท์

"บัณฑิตภาษาอะไร ทำตัวเหมือนตีนแมว"

"มาขโมยเงินค่ารักษาขาน้องชายตัวเอง ช่างเนรคุณและอำมหิตนัก!"

"จับตัวส่งทางการเลยดีไหม! จับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้!"

หวัง ชุนฮวาหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด นางรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายเพียงใด ความลับแตกโพละกลางวงล้อมชาวบ้าน ชื่อเสียงที่สั่งสมมาของสามี และอนาคตของลูกชายที่กำลังจะสอบขุนนาง กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ท่ามกลางแสงคบเพลิงที่ส่องสว่างวูบวาบ หลิน หว่านเอ๋อร์ยืนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยในเงามืด มุมปากกระตุกยิ้มเยาะหยันที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

ละครฉากใหญ่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น... และนางจะเป็นผู้กำกับจุดจบของคนพวกนี้ด้วยตัวเอง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แตกหักกลางหมู่บ้าน]**