ตอนที่ 40

***บทที่ 40: ปิดฉากความยากจน***

แสงตะวันยามอัสดงย้อมผืนฟ้าเป็นสีทองอร่าม สาดส่องลงบนเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวสู่หมู่บ้านตระกูลหลิน สองพี่น้องเดินเคียงคู่กันกลับมาจากในเมือง แม้ถุงเงินข้างเอวของหลินหว่านเอ๋อร์จะเบาหวิวราวกับปุยนุ่น ทว่าก้าวย่างของนางกลับมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ

เมื่อมาถึงหน้าเรือนหลังเก่าที่เคยทรุดโทรม ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้แววตาของเด็กหญิงตัวน้อยเป็นประกายระยิบระยับ

บ้านดินที่เคยมีรอยร้าวและหลังคารั่วซึม บัดนี้ได้รับการซ่อมแซมจนแข็งแรง หลังคามุงฟางหนาแน่นกันลมกันฝนได้อย่างดีเยี่ยม รั้วบ้านที่เคยผุพังถูกเปลี่ยนเป็นไม้ไผ่ลำใหม่ที่มัดแน่นหนา ป้องกันสัตว์ร้ายและคนชั่วได้อย่างชะงัดนัก นี่คือผลงานการว่าจ้างช่างฝีมือดีในหมู่บ้านมาจัดการในช่วงที่ผ่านมา ผสานกับการแอบเสริมความแข็งแกร่งด้วยวัสดุจากมิติยามปลอดคน

“พี่ใหญ่! บ้านเราดูเหมือนบ้านใหม่เลยขอรับ!” หลินเสี่ยวเฟิงร้องเสียงใส วิ่งเข้าไปลูบผนังดินที่ฉาบเรียบเนียนอย่างตื่นเต้น

หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก เดินตามน้องชายเข้าไปยังหลังบ้าน นางผลักประตูยุ้งฉางขนาดเล็กที่เพิ่งสร้างเสร็จ ภาพเบื้องหน้าคือกระสอบข้าวสารขาวและธัญพืชที่เรียงซ้อนกันจนเกือบจรดเพดาน สิ่งเหล่านี้คือกองเสบียงที่นางทยอยนำออกมาจากมิติทีละน้อย ผสมปนเปกับที่รับซื้อมา เพื่อตบตาคนภายนอก

“ไม่ใช่แค่บ้านสวยนะเสี่ยวเฟิง ดูนี่สิ...” นางผายมือไปยังยุ้งฉาง “ต่อจากนี้ไป คำว่า ‘อดอยาก’ จะไม่มีวันเกิดขึ้นในพจนานุกรมของบ้านเราอีก ข้าวเต็มยุ้ง น้ำเต็มตุ่ม ฟืนเต็มลาน นี่คือความมั่นคงที่แท้จริง”

เสี่ยวเฟิงตาโต อ้าปากค้าง “ท่านพี่... ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”

“เจ้าไม่ได้ฝัน” หว่านเอ๋อร์หัวเราะร่า ก่อนจะจูงมือน้องชายเดินไปยังแปลงผักข้างเรือน

ที่นั่น... คือขุมทรัพย์ที่แท้จริง ผักกาดขาวหัวใหญ่ใบเขียวสดอวบอ้วน คะน้าก้านอวบ และที่สำคัญที่สุดคือแปลง ‘พริก’ ที่นางทะนุถนอมเป็นพิเศษ ผลสีแดงสดและสีเขียวเข้มห้อยระย้าเต็มต้น ส่งกลิ่นฉุนจางๆ ที่คนยุคนี้อาจเบือนหน้าหนี แต่สำหรับนาง มันคือกลิ่นของเงินตรา

ด้วยน้ำทิพย์จากมิติที่นางแอบผสมรดน้ำทุกวัน พืชผักเหล่านี้จึงเจริญงอกงามรวดเร็วกว่าปกติหลายเท่า ทั้งยังมีรสชาติหวานกรอบล้ำเลิศ

“เสี่ยวเฟิง ไปตามป้าเถียนมาเถิด บอกว่าวันนี้พี่จะลงครัวเลี้ยงฉลอง ฉลองที่ท่านพ่อถึงมือหมอเทวดา และฉลองที่เรา... จะไม่กลับไปจนอีกแล้ว!”

...

ควันไฟลอยโขมงออกจากปล่องไฟ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทำเอาเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาต้องชะโงกหน้ามองด้วยความอิจฉา

ภายในห้องโถงกลางที่ปูเสื่อใหม่สะอาดสะอ้าน อาหารสามอย่างสี่รสถูกวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ย มีทั้งผัดผักกาดขาวใส่กากหมูกรุบกรอบ แกงจืดเต้าหู้หมูสับร้อนๆ คล่องคอ และจานเด็ดคือ ‘หมูสามชั้นผัดพริก’ ที่หว่านเอ๋อร์จงใจทำรสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน

ป้าเถียน หญิงวัยกลางคนผู้มีพระคุณนั่งมองอาหารตรงหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำ นางเห็นสองพี่น้องมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย เห็นความลำบากยากเข็ญที่พวกเด็กๆ ต้องเผชิญจากการกดขี่ของบ้านใหญ่ วันนี้ได้เห็นทั้งสองมีกินมีใช้ ใบหน้าอิ่มเอิบ นางก็อดตื้นตันใจมิได้

“หว่านเอ๋อร์... เจ้าเก่งมากจริงๆ ลำพังเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบกรับภาระบ้านช่องได้ขนาดนี้ ป้า... ป้าดีใจแทนพ่อเจ้าเหลือเกิน” ป้าเถียนเอ่ยเสียงเครือ

“ท่านป้ากินเยอะๆ นะเจ้าคะ ช่วงที่ผ่านมาท่านช่วยเหลือพวกข้าไว้มาก ข้าจดจำใส่ใจเสมอ” หว่านเอ๋อร์คีบหมูสามชั้นชิ้นโตใส่ชามข้าวของป้าเถียน

“อร่อย! อร่อยมากขอรับพี่ใหญ่! ไอ้นี่ที่พี่เรียกว่าพริก มันเผ็ดซ่านลิ้นแต่หยุดกินไม่ได้เลย!” เสี่ยวเฟิงเคี้ยวตุ้ยๆ เหงื่อซึมหน้าผากแต่รอยยิ้มกว้างจนตาหยี

หลินหว่านเอ๋อร์มองดูน้องชายและป้าเถียนกินข้าวอย่างมีความสุข ในใจนางเริ่มวางแผนการขั้นต่อไปอย่างเงียบเชียบ

นางรู้ดีว่าการขายผักสดเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ร่ำรวยได้อย่างยั่งยืน ผักมีวันเน่าเสีย ตลาดมีความผันผวน แต่นางมี ‘พริก’ วัตถุดิบมหัศจรรย์ที่คนแคว้นนี้ยังไม่รู้คุณค่า หากนางแปรรูปมัน ผสมผสานกับสูตรลับจากยุคปัจจุบัน...

‘ซอสพริก... น้ำพริกเผา... หรือแม้แต่เครื่องแกง’ ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างใช้ความคิด ‘แค่ขายในตลาดสดมันเล็กน้อยเกินไป ข้าต้องส่งมันไปขายทั่วแคว้น ให้รสชาติเผ็ดร้อนของข้ากลายเป็นรสชาติที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารของเศรษฐีทุกจวน!’

บรรยากาศในวงข้าวอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวส่องกระทบใบหน้าที่มีความสุขของทุกคน นี่คือภาพที่หว่านเอ๋อร์ปรารถนาจะปกป้องไว้ด้วยชีวิต

เมื่อมื้ออาหารจบลงและส่งป้าเถียนกลับบ้านแล้ว หว่านเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าเรือน แหงนหน้ามองดวงจันทร์กลมโตที่ส่องสว่างกลางเวหา

ศัตรูตัวฉกาจอย่างบ้านใหญ่ตระกูลหลินพ่ายแพ้จนต้องม้วนเสื่อล่าถอย ท่านพ่อได้รับการรักษาที่ดีที่สุด เสี่ยวเฟิงกลับมาร่าเริงสมวัย และตัวนางเอง... บัดนี้มีทั้งมิติลับ มีทั้งความรู้ และมีรากฐานที่มั่นคง

สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน หอบเอากลิ่นดินและกลิ่นพืชผลในไร่มาแตะจมูก

หญิงสาวสูดหายใจลึก กางแขนออกกว้างราวกับจะโอบกอดอนาคตที่กำลังจะมาถึง

“ลาก่อนความยากจน ลาก่อนชีวิตที่ถูกกดขี่...” นางกระซิบกับสายลม น้ำเสียงหนักแน่นดั่งคำสัตย์สาบาน “นับจากนี้ไป สกุลหลินสายรองจะมีแต่คำว่ารุ่งโรจน์ ข้าหลินหว่านเอ๋อร์ จะใช้สองมือนี้พลิกแผ่นดิน สร้างอาณาจักรการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้จงได้!”

มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แผนการ ‘ยึดครองกระเพาะอาหาร’ ของคนทั้งแคว้นกำลังก่อตัวขึ้นในสมองอันชาญฉลาด

ก้าวแรกคือความอยู่รอด ก้าวต่อไป... คือความมั่งคั่งที่ไม่อาจจินตนาการ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ซอสปรุงรสสะเทือนเมือง]**