ตอนที่ 42

***บทที่ 42: ปัญหาแรงงาน***

สายลมยามเช้าพัดกรรโชกยอดหญ้าไหวเอน แต่ไม่อาจสั่นคลอนจิตใจที่กำลังเต้นระรัวของหลินหว่านเอ๋อร์ได้ นางยืนกอดอก สายตาคมกริบกวาดมองทะเลสีแดงฉานที่แผ่ขยายสุดลูกหูลูกตา

"พี่ใหญ่! นี่มัน..."

เสียงงัวเงียของหลินเสี่ยวเฟิงดังมาจากด้านหลัง เด็กชายเดินขยี้ตาออกมาจากเรือน แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาที่ปรือปรอยก็เบิกโพลงจนแทบถลนออกจากเบ้า ปากอ้าค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไขได้

"พริก... พริกพวกนี้... ทำไมถึงสุกพร้อมกันหมดเยี่ยงนี้เล่าขอรับ! เมื่อวานยังเขียวอยู่แท้ๆ!"

หว่านเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึก รวบรวมสติให้มั่นคง นางไม่มีเวลามาอธิบายเรื่องปราณทิพย์หรือความมหัศจรรย์ใดๆ ในยามนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการแข่งกับเวลา

"เสี่ยวเฟิง เจ้าฟังพี่ให้ดี" น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงอำนาจเด็ดขาด "พริกพวกนี้หากปล่อยทิ้งไว้เกินสามวัน มันจะเริ่มเหี่ยวเฉาและเน่าเสีย รสชาติเผ็ดร้อนจะจางหาย กลายเป็นของไร้ราคา เราสองคนพี่น้อง ต่อให้มีสิบมือสิบตีน ก็ไม่มีทางเก็บหมด"

"เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีขอรับพี่ใหญ่?" เด็กน้อยเริ่มหน้าซีดเผือด นึกเสียดายเงินทองที่กำลังจะลอยหายไป

มุมปากของหว่านเอ๋อร์ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาเปล่งประกายดั่งพ่อค้าผู้ชาญฉลาด

"ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเงิน ย่อมไม่ใช่ปัญหา... ไปล้างหน้าล้างตาเสีย วันนี้เราจะจ้างผีโม่แป้ง!"

...

หนึ่งชั่วยามต่อมา ข่าวการรับสมัครคนงานของบ้านสกุลหลินสายรองก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านตระกูลหลินราวกับไฟลามทุ่ง

ชาวบ้านต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ บ้างก็ไม่เชื่อหู บ้างก็ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น

"เจ้าได้ยินหรือไม่? นังหนูหว่านเอ๋อร์ประกาศจ้างคนไปเก็บผัก ให้ค่าแรงวันละสามสิบห้าอีแปะ! แถมยังมีข้าวกลางวันเลี้ยงด้วย!"

"สามสิบห้าอีแปะ! เจ้าล้อข้าเล่นกระมัง? ในเมืองจ้างกรรมกรแบกหามยังได้แค่ยี่สิบห้าอีแปะเท่านั้น บ้านนั้นไปรวยมาจากไหน?"

"ข้าเห็นมากับตา! แปลงผักที่รกร้างท้ายหมู่บ้าน บัดนี้แดงเถือกไปด้วยพริกเม็ดงาม เห็นว่านางทำสัญญาขายให้กับภัตตาคารจินยวี่เชียวนะ ใครช้าอด ข้าจะรีบไปสมัครก่อนล่ะ!"

เพียงครู่เดียว บริเวณลานหน้าบ้านเก่าซอมซ่อของหว่านเอ๋อร์ก็เนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ทั้งชายฉกรรจ์ หญิงชาวบ้าน และคนชราที่ยังพอมีแรง ต่างมายืนออรอคอยด้วยความหวัง

หว่านเอ๋อร์ลากเก้าอี้ไม้ตัวเก่ามายืนเหยียบ เพื่อให้ตนเองอยู่สูงกว่าฝูงชน นางสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายทว่าสะอาดสะอ้าน รัศมีความมั่นใจที่แผ่ออกมาทำให้ชาวบ้านที่กำลังส่งเสียงจอแจเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ

"ข้าต้องการคนงานสิบห้าคน!" หว่านเอ๋อร์ประกาศเสียงกังวาน "หน้าที่คือเก็บพริกและคัดแยกขนาด กฎของข้ามีเพียงสามข้อ หนึ่ง... มือต้องเบา ห้ามทำให้ขั้วพริกฉีกขาด สอง... ต้องซื่อสัตย์ ห้ามขโมยหรือแอบซ่อน และสาม... เชื่อฟังคำสั่งข้าอย่างเคร่งครัด ใครทำไม่ได้ เชิญกลับไป!"

สายตาของนางกวาดมองใบหน้าชาวบ้านทีละคน ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ นี่ไม่ใช่แค่การจ้างแรงงาน แต่คือการบริหารจัดการคน นางจำต้องคัดกรองอย่างละเอียด

"ข้าเอาด้วย! ข้าทำไร่มาทั้งชีวิต เรื่องเก็บผักข้าถนัดนัก" ชายร่างกำยำคนหนึ่งยกมือขึ้น

"ข้าด้วย! ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ผลผลิตเสียหาย" หญิงวัยกลางคนรีบเสนอตัว

หว่านเอ๋อร์พยักหน้าพลางชี้นิ้วเลือก "ท่านลุงจาง ท่านอาสะใภ้หวัง ท่านป้าหลี่... พวกท่านมายืนฝั่งนี้"

นางเลือกเฟ้นเฉพาะคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความขยันและซื่อสัตย์ในหมู่บ้าน หลีกเลี่ยงพวกปากมากชอบนินทาหรือพวกขี้เกียจสันหลังยาว การตัดสินใจของนางรวดเร็วและเด็ดขาด ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย

ทว่าในขณะที่การคัดเลือกกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น เสียงแหลมสูงอันคุ้นหูและน่ารังเกียจก็ดังแทรกขึ้นมา

"หลีกทาง! หลีกทางเดี๋ยวนี้! พวกข้ามาแล้ว!"

ฝูงชนแหวกออกเผยให้เห็นสตรีร่างท้วมสวมชุดผ้าไหมราคาถูกแต่สีฉูดฉาด เดินนำขบวนมาพร้อมกับบุตรชายและสะใภ้ ใบหน้าของนางเชิดสูงอย่างถือดี นั่นคือป้าสะใภ้ใหญ่จากบ้านหลักที่เคยข่มเหงรังแกครอบครัวหว่านเอ๋อร์มาตลอด

ป้าสะใภ้ใหญ่เดินอาดๆ เข้ามาหน้าแถว มองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาดูแคลนระคนโลภโมโทสัน "หว่านเอ๋อร์ ได้ยินว่าเจ้าจะจ้างคนงานรึ? ช่างไม่เจียมตัวเสียจริง... เอาเถอะ เห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้อง ข้าพาพี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้ามาช่วยงาน ค่าแรงคนอื่นสามสิบห้า แต่พวกข้าเป็นญาติ เจ้าต้องจ่ายห้าสิบอีแปะต่อคน เข้าใจหรือไม่?"

ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันสูดปากด้วยความตกตะลึงในความหน้าด้านไร้ยางอาย ยามที่หว่านเอ๋อร์และน้องชายอดอยากแทบไม่มีข้าวกิน คนบ้านหลักไม่เคยเหลียวแล มิหนำซ้ำยังแย่งชิงสมบัติ แต่พอนางเริ่มลืมตาอ้าปากได้ กลับมาทวงบุญคุณความเป็นญาติเสียอย่างนั้น

เสี่ยวเฟิงที่ยืนอยู่ข้างพี่สาวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่หว่านเอ๋อร์กลับเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลัง

"อ้อ... ท่านป้าสะใภ้ใหญ่นั่นเอง" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเนิบนาบ "ข้าจำได้ว่าเมื่อเดือนก่อน ข้าไปขอยืมข้าวสารสักกำมือเพื่อมาต้มให้ท่านพ่อกิน ท่านบอกว่า 'ญาติพี่น้องอะไรกัน ข้าไม่รู้จัก พวกตัวซวยอย่ามาเกาะแกะ' มิใช่หรือเจ้าคะ?"

หน้าของป้าสะใภ้ใหญ่เปลี่ยนสีเป็นแดงสลับเขียว นางตวาดแว้ด "นั่นมันเรื่องเก่า! เลือดข้นกว่าน้ำ อย่างไรเราก็แซ่หลินเหมือนกัน เจ้ามีงานดีๆ จะให้คนนอกทำข้ามหน้าข้ามตาญาติพี่น้องได้อย่างไร อกตัญญูนัก!"

"คนนอกที่ท่านว่า ยามข้าลำบาก พวกเขายังแบ่งปันมันเทศให้ข้าประทังชีวิต แต่ 'ญาติ' อย่างพวกท่าน กลับจ้องแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อ"

หว่านเอ๋อร์หุบยิ้ม ดวงตาวาวโรจน์ดุจพญาอินทรี "ที่นี่รับคนงานที่ใช้แรงแลกเงิน ไม่ได้รับ 'บรรพบุรุษ' มาบูชา หากท่านคิดจะมาชี้นิ้วสั่งการและโก่งค่าแรง เชิญกลับไปนอนฝันที่บ้านเถิด... ที่นี่ไม่ต้อนรับ!"

"เจ้า! นังเด็กบ้า! กล้าดีอย่างไรมาไล่ข้า!" ป้าสะใภ้ใหญ่เต้นเร่าๆ หมายจะปรี่เข้ามาตบสั่งสอน

"หยุดนะ!" ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านหลายคนที่ได้รับคัดเลือกเป็นคนงาน ต่างก้าวออกมายืนขวางเบื้องหน้าหว่านเอ๋อร์ ปกป้องนายจ้างคนใหม่ของตนทันที

"นางหลิน ถ้าเจ้ากล้ารังแกแม่นางหว่านเอ๋อร์ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เกรงใจ!"

เมื่อเห็นท่าไม่ดี และฝูงชนเริ่มส่งเสียงด่าทอสาปแช่งความหน้าด้าน ป้าสะใภ้ใหญ่จึงจำต้องถอยร่น นางชี้หน้าคาดโทษหว่านเอ๋อร์ด้วยความเคียดแค้น "ฝากไว้ก่อนเถอะนังเด็กเวร! สักวันข้าจะให้เจ้ามาชดใช้!" ก่อนจะลากลูกหลานหนีหางจุกตูดไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของชาวบ้าน

หว่านเอ๋อร์ปัดมือราวกับเพิ่งไล่แมลงวันน่ารำคาญไปได้ นางหันกลับมามองเหล่าคนงานที่คัดเลือกมาครบสิบห้าคนแล้วสั่งการทันที

"เอาล่ะ! เลิกสนใจเรื่องไร้สาระ แบ่งกลุ่มเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกเก็บพริก กลุ่มสองคัดแยกและใส่เข่ง กลุ่มสามขนย้ายไปไว้ที่เพิงพัก จำไว้ว่าพริกนั้นเผ็ดร้อน ห้ามเอามือขยี้ตาเด็ดขาด ลงมือได้!"

...

บรรยากาศในทุ่งพริกเต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา สีแดงสดของเม็ดพริกตัดกับสีเขียวของใบและสีครามของท้องฟ้า เป็นภาพที่งดงามจับตา

หว่านเอ๋อร์ไม่ได้แค่ยืนสั่งการ นางเดินตรวจตราและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ทั้งยังจัดเตรียมน้ำดื่มผสมน้ำตาลทรายแดงเย็นชื่นใจไว้คอยบริการ ทำให้เหล่าคนงานต่างประทับใจและทุ่มเทแรงกายอย่างเต็มที่

เพียงแค่ครึ่งวัน กองพริกสีแดงสดก็สูงพะเนินเทินทึกราวกับภูเขาย่อมๆ กลิ่นฉุนเผ็ดร้อนลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ

"แม่นางหว่านเอ๋อร์ พริกเยอะขนาดนี้ เกวียนเทียมวัวของข้าคงขนไปเที่ยวเดียวไม่หมดแน่" ลุงจางผู้มีเกวียนรับจ้างเอ่ยขึ้นพลางปาดเหงื่อ

หว่านเอ๋อร์มองดูผลผลิตมหาศาลด้วยความพึงพอใจ แต่ในสมองกำลังคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว พริกเหล่านี้ต้องรีบระบายออกไป นางต้องนำล็อตแรกไปส่งที่ภัตตาคารจินยวี่เพื่อแลกเป็นเงินก้อนแรกมาหมุนเวียนจ่ายค่าแรง

"ขนเท่าที่ไหวเจ้าค่ะลุงจาง ข้าจะติดเกวียนไปกับท่านด้วย ส่วนที่เหลือข้าจะให้เสี่ยวเฟิงเฝ้าไว้"

เกวียนเทียมวัวบรรทุกเข่งพริกจนเต็มเพียบเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ หว่านเอ๋อร์นั่งอยู่บนเกวียน มองดูทิวทัศน์ข้างทางที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากทุ่งนาเป็นบ้านเรือนหนาตา

เมื่อเกวียนมาถึงหน้าภัตตาคารจินยวี่ หว่านเอ๋อร์ก็ต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าถนนหน้าร้านที่ปกติจะพลุกพล่านไปด้วยชาวเมือง วันนี้กลับดูวุ่นวายกว่าปกติ

มีขบวนคาราวานขนาดใหญ่จอดเทียบอยู่ รถม้าแต่ละคันประดับประดาด้วยลวดลายวิจิตรตระการตาแบบที่นางไม่เคยเห็นในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ม้าพันธุ์ดีตัวสูงใหญ่หลายสิบตัวยืนเรียงราย และหีบสินค้ามากมายถูกลำเลียงลงมา

ที่สำคัญ กลิ่นอายของความมั่งคั่งและอำนาจแผ่ออกมาจากขบวนรถม้านั้นอย่างชัดเจน

"เอ๋... นั่นมันขบวนสินค้าจากที่ใดกัน? ดูหรูหราผิดตาชาวบ้านร้านตลาดอย่างพวกเรานัก" ลุงจางพึมพำด้วยความสงสัย

ทันใดนั้น ประตูรถม้าคันที่หรูหราที่สุดซึ่งจอดขวางทางเข้าภัตตาคารอยู่ก็เปิดออก บุรุษผู้หนึ่งก้าวลงมา การแต่งกายของเขาบ่งบอกว่าเป็นพ่อค้าระดับคหบดีจากต่างถิ่น ทว่าสีหน้าของเขากลับดูหงุดหงิดพิกล

จังหวะนั้นเอง ลมพัดแรงวูบหนึ่ง หอบเอากลิ่นฉุนเผ็ดร้อนจากเกวียนพริกของหว่านเอ๋อร์ ลอยไปปะทะจมูกของพ่อค้าผู้นั้นเข้าอย่างจัง!

"ฮัดชิ้ว!!"

เสียงจามสนั่นหวั่นไหวเรียกสายตาของทุกคนให้หันมามอง พ่อค้าผู้นั้นขยี้จมูก น้ำตาเล็ด ก่อนจะตวัดสายตามองหาที่มาของกลิ่นประหลาดที่กระตุ้นประสาทสัมผัสอย่างรุนแรง

สายตาของเขามาหยุดอยู่ที่เกวียนเก่าๆ และเด็กสาวในชุดชาวบ้านที่นั่งอยู่บนกองภูเขาสีแดงสด

ดวงตาของพ่อค้าต่างถิ่นเบิกกว้างขึ้น... ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่เป็นความตื่นเต้นระคนประหลาดใจ ราวกับว่าเขาได้ค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ตามหามานานแสนนาน!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: พ่อค้าต่างถิ่น]**