ตอนที่ 43

***บทที่ 43: พ่อค้าต่างถิ่น***

ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่หน้าภัตตาคารจินยวี่ชั่วขณะ หลังจากเสียงจามสนั่นหวั่นไหวของบุรุษผู้มั่งคั่งผู้นั้นสิ้นสุดลง

หลินหว่านเอ๋อร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเกวียนเทียมวัว ท่วงท่าของนางมิได้ตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวต่อสายตาของผู้คน นางเพียงกระชับเสื้อคลุมตัวเก่าให้เข้าที่ พลางจ้องมองกลับไปยังบุรุษผู้นั้นด้วยแววตาพิจารณา

บุรุษผู้นี้สวมชุดผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคหบดีใหญ่จากเมืองหลวง ใบหน้าแม้อวบอิ่มแต่ดวงตากลับฉายแววเฉลียวฉลาดเยี่ยงพ่อค้าวาณิชที่เจนจัด เขาใช้นิ้วมือที่ประดับด้วยแหวนหยกมันแพลบปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากการจาม ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้เกวียนของนางราวกับถูกมนตร์สะกด

"แม่หนูน้อย..." เสียงของเขาทุ้มต่ำ เจือด้วยความสงสัยใคร่รู้ "สิ่งที่เจ้าขนมาเต็มเกวียนนี้... มันคือสิ่งใดกัน? กลิ่นของมันช่างรุนแรง รุกรานนาสิกประสาท แต่น่าประหลาดที่กลับกระตุ้นให้โลหิตในกายข้าสูบฉีดพลุ่งพล่าน"

หว่านเอ๋อร์แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา แต่งดงามพอที่จะทำให้ผู้มองรู้สึกผ่อนคลาย "เรียนนายท่าน นี่คือ 'พริก' เจ้าค่ะ เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ข้าปลูกเองกับมือ"

"พริก?" คหบดีทวนคำ คิ้วขมวดมุ่น "ข้าเดินทางค้าขายทั่วแคว้นต้าเจียง เหนือจดใต้ ตะวันออกจดตะวันตก มิเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน"

ยังไม่ทันที่หว่านเอ๋อร์จะได้อธิบายเพิ่ม เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านในภัตตาคาร เถ้าแก่เนี่ยในชุดกี่เพ้าสีแดงสดรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมา ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มการค้าที่ฝึกฝนมาอย่างดี

"อูย... นายท่านซู! ท่านมาถึงเร็วกว่ากำหนดเสียอีก ข้าน้อยมัวแต่ยุ่งอยู่หลังร้าน เสียมารยาทแล้วที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง!"

เถ้าแก่เนี่ยรีบเข้ามาคารวะบุรุษผู้นั้นอย่างนอบน้อม ก่อนจะปรายตามองหว่านเอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "หว่านเอ๋อร์? เจ้ามาได้จังหวะพอดีเชียว!"

นายท่านซูผู้นั้นละสายตาจากกองพริกสีแดงสด หันไปพยักหน้าให้เถ้าแก่เนี่ยเล็กน้อย "เถ้าแก่เนี่ย กิจการรุ่งเรืองดีนี่... ว่าแต่ เจ้ากับแม่หนูคนนี้รู้จักกันรึ?"

"รู้จักสิเจ้าคะ!" เถ้าแก่เนี่ยหัวเราะร่า นางเดินเข้าไปคล้องแขนหว่านเอ๋อร์อย่างสนิทสนม ราวกับกลัวว่าเด็กสาวจะหนีหายไป "นี่คือหลินหว่านเอ๋อร์ น้องสาวคนเก่งของข้า และยังเป็นเจ้าของสูตรอาหารรสเลิศที่ทำให้ภัตตาคารจินยวี่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงนี้อย่างไรเล่าเจ้าคะ"

ดวงตาของนายท่านซูเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง ประกายความสนใจในแววตาโชติช่วงขึ้น "โอ้... ที่แท้ก็เป็นยอดคนในคราบดรุณีน้อยนี่เอง มิน่าเล่า กลิ่นอายถึงได้ไม่ธรรมดา"

เขาหันกลับไปมองกองพริกแห้งบนเกวียนอีกครั้ง "เช่นนั้น... เจ้าสิ่งนี้ก็คงเกี่ยวข้องกับอาหารรส 'เผ็ดร้อน' ที่ล่ำลือกันไปไกลถึงหัวเมืองข้างเคียงสินะ?"

"ถูกต้องเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงฉะฉาน "หากนายท่านซูใคร่รู้ว่ารสชาติของมันเป็นเช่นไร มิสู้ลองชิมด้วยลิ้นของตนเองดูสักคราหรือเจ้าคะ?"

นายท่านซูหัวเราะร่วน "ฮ่าๆๆ! ดี! ข้าชอบคนใจกล้าเช่นเจ้า ข้าเดินทางมาไกล ลิ้นจืดชืดมาหลายวัน อยากจะรู้นักว่ารสชาติที่ร่ำลือกันนักหนาจะเด็ดดวงเพียงใด"

...

ภายในห้องรับรองชั้นบนสุดของภัตตาคารจินยวี่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฉุนที่แปลกใหม่

บนโต๊ะอาหารทรงกลมที่ทำจากไม้พะยูง จานอาหารจานเด็ดถูกวางลงตรงหน้า อาหารจานนี้หว่านเอ๋อร์เป็นผู้ลงมือปรุงด้วยตนเองในครัวเมื่อครู่ เป็นเมนูใหม่ที่นางตั้งใจนำเสนอเพื่อขายพริกแห้งโดยเฉพาะ... 'ไก่ผัดพริกแห้ง'

เนื้อไก่หั่นเต๋า ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ผัดคลุกเคล้ากับพริกแห้งทอดสีแดงเข้มและถั่วลิสง กลิ่นหอมไหม้นิดๆ ของพริกแห้งผสานกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศ ลอยฟุ้งเตะจมูกจนน้ำลายสอ

นายท่านซูใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งส่งเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างพิจารณา

ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป จากความเรียบเฉยกลายเป็นความตื่นตะลึง ใบหน้าเริ่มแดงซ่าน เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายขึ้นตามไรผม

"ซี๊ดดด..." เขาสูดปากเสียงดัง ความเผ็ดร้อนระเบิดซ่านในปากราวกับมีมังกรไฟพ่นลมหายใจอยู่ภายใน ทว่าท่ามกลางความแสบร้อนนั้น กลับมีความกลมกล่อม หอมหวน และรสสัมผัสที่กระตุ้นให้ลิ้นเรียกร้องหาคำต่อไปอย่างบ้าคลั่ง

"ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมที่สุด!!" นายท่านซูตบโต๊ะดังปัง ดวงตาเป็นประกายวาววับ "รสชาตินี้... มันไม่ใช่แค่ความเผ็ดธรรมดา แต่มันคือความซาบซ่านที่ปลุกวิญญาณให้ตื่นตัว! ข้าไม่เคยลิ้มรสสิ่งใดที่ท้าทายและน่าหลงใหลเช่นนี้มาก่อน!"

เขาคีบไก่กินอีกคำ แล้วตามด้วยพริกทอดทั้งเม็ด เคี้ยวกร้วมๆ แม้เหงื่อจะไหลโซมกาย แต่เขากลับหยุดมือไม่ได้

เถ้าแก่เนี่ยยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างๆ พลางรินน้ำชาเก๊กฮวยเย็นๆ ให้ "นายท่านซู รสชาตินี้เป็นเอกลักษณ์ของหว่านเอ๋อร์ หาไม่ได้จากที่อื่นในใต้หล้านี้แล้วเจ้าค่ะ"

นายท่านซูวางตะเกียบลง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อ ก่อนจะหันมาจ้องมองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาของพ่อค้าผู้มองเห็นบ่อเงินบ่อทอง

"แม่นางน้อย..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป เป็นน้ำเสียงจริงจังของการเจรจาธุรกิจ "พริกแห้งบนเกวียนของเจ้า... ข้าขอเหมาทั้งหมด!"

หว่านเอ๋อร์ยกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ "นายท่านซูช่างตาถึงนัก พริกแห้งชุดนี้ข้าตากแดดและอบด้วยกรรมวิธีพิเศษ เก็บไว้ได้นานข้ามปีโดยไม่เสียรสชาติ เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปค้าขายในที่ไกล"

"ไม่ใช่แค่ซื้อไปขาย..." นายท่านซูขยับตัวเข้ามาใกล้ โน้มตัวข้ามโต๊ะ "ข้าต้องการนำมันไปเปิดตลาดที่เมืองหลวง! เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกขุนนางและเชื้อพระวงศ์ในเมืองหลวงนั้นแสวงหาของแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา อาหารรสชาติจืดชืดเดิมๆ พวกเขาเบื่อหน่ายเต็มทน หากข้ามี 'พริก' นี่อยู่ในมือ ภัตตาคารในเครือสกุลซูของข้าจะกลายเป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดิน!"

คำพูดของนายท่านซูยืนยันความคิดของหว่านเอ๋อร์ นางมองเห็นภาพแผนที่การค้าที่ขยายใหญ่ขึ้น จากหมู่บ้านเล็กๆ สู่ตัวอำเภอ และตอนนี้... ประตูสู่เมืองหลวงกำลังเปิดอ้าซ่าอยู่ตรงหน้า

เถ้าแก่เนี่ยรีบเสริมขึ้น "นายท่านซู หว่านเอ๋อร์มิได้มีเพียงแค่พริกนะเจ้าคะ นางยังมีสูตรอาหารอีกมากมายที่ใช้พริกนี้เป็นส่วนประกอบ หากท่านได้พริกไป แต่ไม่มีวิธีปรุงที่ถูกต้อง ก็เสียของเปล่า"

"ถูกของเจ้า!" นายท่านซูพยักหน้าเห็นด้วย เขาหันมามองหว่านเอ๋อร์ด้วยแววตาคมกริบ "แม่นางหว่านเอ๋อร์ ข้าเสนอราคาให้เจ้าสองเท่าของราคาตลาดสำหรับพริกทั้งหมด แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่ง..."

หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว "เชิญนายท่านว่ามา"

นายท่านซูยิ้มกริ่ม มือหนาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบตั๋วเงินปึกใหญ่วางลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบเนื้อไม้ดังหนักแน่น บ่งบอกถึงมูลค่ามหาศาล

"ข้าต้องการทำสัญญาผูกขาด... เจ้าต้องขายพริกนี้ให้สกุลซูเพียงผู้เดียว ห้ามขายให้พ่อค้ารายอื่นเด็ดขาด และ..." เขาเว้นจังหวะ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างเจ้าเล่ห์ "ข้าต้องการซื้อ 'เมล็ดพันธุ์' และวิธีปลูกทั้งหมดด้วย ข้าจะนำไปปลูกเองที่สวนสมุนไพรของข้า ขาดเหลือเท่าไหร่ เจ้าเรียกมาได้เลย!"

บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันตา เถ้าแก่เนี่ยอ้าปากค้าง ตกใจกับข้อเสนอที่ดูเหมือนจะเอารัดเอาเปรียบในการผูกขาดต้นตอการผลิตเช่นนี้

หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลงช้าๆ เสียงก้นถ้วยกระทบจานรองดัง *กริ๊ก* แผ่วเบา ทว่ากังวานชัดเจนในความเงียบ

นางเงยหน้าขึ้นสบตากับคหบดีใหญ่ผู้นั้นโดยไม่หลบสายตา รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยังคงงดงาม แต่แววตากลับลึกล้ำดุจมหาสมุทรที่ยากจะหยั่งถึง

"นายท่านซู..." น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่แฝงด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้อากาศในห้องเย็นลง "ท่านอาจจะเคยชินกับการใช้เงินซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่สำหรับข้า... การค้าขายมิใช่การส่งมอบ 'กุญแจคลังสมบัติ' ให้ผู้อื่นไปถือครองแต่เพียงผู้เดียว"

นางลุกขึ้นยืน ตัวเล็กกว่าเขามาก แต่รัศมีที่แผ่ออกมากลับดูสูงส่งไม่แพ้กัน

"พริกนี้เป็นของข้า วิธีปลูกเป็นของข้า... หากท่านอยากได้ปลา ข้ายินดีขายให้จนท่านกินไม่หมด แต่หากท่านคิดจะยึดเบ็ดตกปลาของข้าไป..." หว่านเอ๋อร์หรี่ตาลง รอยยิ้มมุมปากกดลึกขึ้น "เกรงว่าเงินตราของท่าน อาจจะยังไม่มีน้ำหนักมากพอเจ้าค่ะ"

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เจรจาการค้าขายพริกแห้ง]**