ตอนที่ 45

***บทที่ 45: เยี่ยมพ่อและข่าวดี***

เสียงตะโกนของบ่าวรับใช้ผู้นั้นดังกึกก้องประหนึ่งอสนีบาตฟาดลงกลางใจ หลินหว่านเอ๋อร์มิได้รั้งรอฟังคำขยายความใดๆ อีก นางทิ้งความสุขสมหวังจากการเจรจาการค้าไว้เบื้องหลัง สองเท้าเร่งรุดกระโดดขึ้นเกวียนรับจ้างที่จอดรออยู่ไม่ไกล พร้อมกำชับคนขับเสียงเข้มงวดให้เร่งฝีเท้าไปยังโรงหมอสกุลฝูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตลอดเส้นทาง หัวใจของนางเต้นระรัวดั่งกลองศึกที่ถูกตีประโคม ภาพเลวร้ายนานัปการผุดพรายขึ้นในห้วงความคิด บาดแผลของท่านพ่ออักเสบหรือ? การผ่าตัดล้มเหลว? หรือร่างกายท่านทนพิษบาดแผลไม่ไหว? ความกังวลกัดกินจิตใจจนมือที่กำชายเสื้อชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ

ทันทีที่เกวียนหยุดลงหน้าโรงหมอ นางกระโจนลงโดยไม่รอให้รถหยุดสนิท โยนเหรียญอีแปะให้คนขับแล้ววิ่งถลันเข้าไปด้านใน ทะลุผ่านโถงทางเดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพร ตรงดิ่งไปยังห้องพักฟื้นพิเศษที่ท่านพ่อพักรักษาตัวอยู่

"ท่านหมอฝู! เกิดอะไรขึ้นกับท่านพ่อ!"

หว่านเอ๋อร์ผลักประตูเข้าไปอย่างแรง จนบานประตูไม้กระแทกผนังดังปัง นางหอบหายใจถี่ ดวงตาเบิกกว้างกวาดมองไปทั่วห้อง

ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับมิใช่ภาพแห่งความโศกเศร้าอย่างที่นางหวาดกลัว

ท่านหมอฝูยืนอยู่ที่ปลายเตียง สีหน้ามิใช่ความเคร่งเครียดของแพทย์ที่เพิ่งเสียคนไข้ แต่เป็นความตื่นตะลึงระคนฉงนสนเท่ห์ คิ้วขาวโพลนของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน ขณะที่มือเหี่ยวย่นกำลังจับตรวจชีพจรที่ข้อเท้าของหลินต้าซานอย่างพินิจพิเคราะห์

บนเตียงนั้น หลินต้าซานนอนลืมตาอยู่ แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวจากการเสียเลือด แต่แววตากลับแจ่มใสกว่าเมื่อเช้าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเขาเห็นบุตรสาววิ่งหน้าตื่นเข้ามา รอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก

"หว่านเอ๋อร์... เจ้ามาแล้วหรือ ลูกพ่อ" เสียงของเขาแหบพร่าแต่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน

หว่านเอ๋อร์เข่าอ่อนแทบทรุดลงกับพื้น นางยกมือทาบอก พลางสูดหายใจลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนกเมื่อครู่ หันไปมองหน้าบ่าวรับใช้ที่วิ่งตามมาถึงหน้าห้องด้วยสายตาคาดโทษเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาถามท่านหมอฝู

"ท่านหมอ... เหตุใดจึงให้คนไปตามข้าด้วยท่าทีร้อนรนเช่นนั้น ท่านพ่อข้าเป็นอะไรไปเจ้าคะ?"

หมอฝูเงยหน้าขึ้นจากข้อเท้าของหลินต้าซาน ส่ายหน้าช้าๆ พลางถอนหายใจยาว "แม่นางหลิน ข้าเป็นหมอมากว่าสี่สิบปี รักษาคนเจ็บไข้มานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยพบเจอผู้ใดที่มีร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็วปานปาฏิหาริย์เช่นบิดาของเจ้ามาก่อน"

"ปาฏิหาริย์?" หว่านเอ๋อร์ทวนคำ คิ้วเรียวงามเลิกขึ้นสูง

"เจ้าดูนี่สิ" หมอฝูชี้ไปที่ปลายเท้าของหลินต้าซานที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา "ขยับสิ ต้าซาน"

สิ้นคำสั่ง นิ้วเท้าของหลินต้าซานก็กระดิกเบาๆ แม้จะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อย แต่มันชัดเจนและมั่นคง

"เพิ่งผ่านการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเอ็นและจัดกระดูกไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม ปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงห้าวันกว่าคนไข้จะเริ่มมีความรู้สึก แต่นี่... เส้นชีพจรเดินสะดวก เลือดลมไหลเวียนดีเยี่ยม บาดแผลภายนอกเริ่มสมานตัวอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับว่าร่างกายของเขาได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยยาอายุวัฒนะก็มิปาน"

หว่านเอ๋อร์ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางนึกถึง 'น้ำทิพย์' จากมิติลับที่นางแอบผสมในน้ำดื่มให้ท่านพ่อจิบตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ฤทธิ์ของมันช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก นางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจและดีใจไปพร้อมกัน เพื่อกลบเกลื่อนความลับนี้

"เป็นบุญของท่านพ่อจริงๆ เจ้าค่ะ คงเพราะท่านหมอฝูมีฝีมือล้ำเลิศดุจหมอเทวดา การรักษาจึงได้ผลดีเกินคาดเช่นนี้" นางกล่าวเยินยออย่างแนบเนียน

หมอฝูหัวเราะชอบใจ แม้จะยังแคลงใจในความฟื้นตัวที่ผิดธรรมชาตินี้ แต่ในเมื่อคนไข้ปลอดภัยและดีขึ้น เขาก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องซักไซ้ "เอาเถิดๆ ปากหวานเสียจริงนะแม่นางน้อย เช่นนั้นข้าจะออกไปจัดเทียบยาบำรุงเพิ่มให้ อีกสักครู่จะให้คนนำเข้ามา"

เมื่อท่านหมอและบ่าวรับใช้เดินออกจากห้องไป หว่านเอ๋อร์ก็รีบเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งลงข้างเตียง กุมมือหยาบกร้านของบิดาไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของท่านพ่อช่วยยืนยันว่าฝันร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว

"ท่านพ่อ ท่านทำให้ข้าตกใจแทบแย่" นางเอ่ยเสียงเครือ

หลินต้าซานมองบุตรสาวด้วยแววตาสำนึกผิดและภาคภูมิใจ "พ่อขอโทษที่ทำให้เจ้าเป็นห่วง... แล้วเรื่องการค้ากับตระกูลซูเป็นอย่างไรบ้าง?"

หว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้าง ล้วงถุงเงินที่หนักอึ้งออกมาวางบนโต๊ะข้างหัวเตียง เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานเสนาะหู "สำเร็จงดงามเจ้าค่ะท่านพ่อ นายท่านซูพอใจมาก เงินก้อนนี้มากพอจะจ่ายค่ารักษาท่าน และยังเหลือพอให้เราสร้างโรงเรือนหมักซอสตามที่ข้าวางแผนไว้ด้วย ครอบครัวเราจะไม่ลำบากอีกแล้ว"

หลินต้าซานมองถุงเงินแล้วน้ำตาซึม เขาเอื้อมมือมาลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ "เจ้าเหนื่อยยากเพื่อครอบครัวเรามามากเหลือเกิน หว่านเอ๋อร์..."

"ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ เพื่อท่านพ่อ ท่านแม่ และน้องเล็ก ข้ายอมทำทุกอย่าง" นางตอบอย่างหนักแน่น

บรรยากาศในห้องอบอวลด้วยความสุขและความหวัง ทว่า จู่ๆ สีหน้าของหลินต้าซานก็เปลี่ยนไป เขามองซ้ายมองขวาราวกับระแวงว่าจะมีใครแอบฟัง ก่อนจะกวักมือเรียกบุตรสาวให้เข้ามาใกล้

"หว่านเอ๋อร์... พ่อมีเรื่องต้องบอกเจ้า" เสียงของเขากดต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ

"มีอันใดหรือเจ้าคะ?" หว่านเอ๋อร์ขยับตัวเข้าไปใกล้ สัญชาตญาณเตือนภัยในใจเริ่มทำงาน

"ตอนที่เจ้าไม่อยู่ ระหว่างที่พ่อนอนพักฟื้น มีคนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาในห้องนี้" หลินต้าซานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"คนแปลกหน้า? คนของโรงหมอหรือเจ้าคะ?"

"ไม่ใช่..." หลินต้าซานส่ายหน้า "เขาแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดี ท่าทางภูมิฐานแต่แววตาไม่น่าไว้ใจ เขาอ้างว่าเป็นสหายเก่าของลุงเขยเจ้า แต่พ่อไม่คุ้นหน้าเขาเลยสักนิด เขาไม่ได้ถามไถ่อาการป่วยของพ่อ แต่กลับเอาแต่ถามถึงเจ้า"

"ถามถึงข้า?" ดวงตาของหว่านเอ๋อร์หรี่ลง ประกายความเยือกเย็นวาบผ่านนัยน์ตา

"ใช่... เขาถามว่า 'แม่นางน้อยสกุลหลินที่ขายสูตรอาหารเลิศรสอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่' แล้วยังถามอีกว่า 'ปกติแล้วนางไปไหนมาไหนคนเดียวหรือมีใครคุ้มกัน'" หลินต้าซานกลืนน้ำลายฝืดคอ "พ่อรู้สึกไม่ดี จึงแกล้งทำเป็นเพ้อเพราะพิษไข้ เขาจึงรีบออกไป แต่พ่อจำแววตาคู่นั้นได้แม่น มันเหมือน... งูพิษที่กำลังจ้องมองเหยื่อ"

หว่านเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ สมองอันชาญฉลาดประมวลผลอย่างรวดเร็ว สูตรอาหารหรือ? ตระกูลซูเพิ่งจะตกลงซื้อขายกับนางอย่างลับๆ ข่าวไม่น่าจะรั่วไหลเร็วปานนี้ หรือจะเป็นคนของเหลาอาหารอื่นที่นางเคยไปเสนอขายก่อนหน้านี้? หรือจะเป็นศัตรูที่นางยังไม่รู้จัก?

การที่มีคนมาสืบประวัติและกิจวัตรของนางถึงในโรงหมอ ย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ และย่อมมิใช่ความปรารถนาดี

"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อมิต้องกังวล พักผ่อนให้สบายเถิด เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง" นางบีบมือบิดาเพื่อให้ความมั่นใจ แม้ในใจจะเริ่มเดือดพล่านด้วยโทสะ

ใครก็ตามที่กล้ามายุ่งกับครอบครัวนาง นางจะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่า การแหย่หนวดเสือหลับนั้นมีจุดจบเช่นไร

หลังจากกล่อมให้บิดาหลับพักผ่อน หว่านเอ๋อร์ก็เดินออกจากห้องพักฟื้นด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาแต่หนักแน่น ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงยามอัสดง นางเดินผ่านระเบียงโรงหมอเพื่อจะไปตักน้ำใส่ถังเตรียมไว้เช็ดตัวให้บิดา

ทว่า ในขณะที่นางกำลังก้มลงตักน้ำที่บ่อน้ำหลังโรงหมอ ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่นหลังทำให้ขนอ่อนทั่วกายลุกชัน

มันคือความรู้สึกของการถูกจ้องมอง

ไม่ใช่สายตาชื่นชม หรือสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านร้านตลาด แต่เป็นสายตาที่มุ่งร้ายและคุกคาม หว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นตักน้ำต่อไปอย่างใจเย็น แต่มือข้างหนึ่งค่อยๆ เลื่อนไปแตะมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างเงียบเชียบ

นางเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนในถังน้ำ แสงสุดท้ายของวันเผยให้เห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนยืนหลบอยู่ที่มุมหลังคาเรือนรับรองฝั่งตรงข้าม ร่างนั้นยืนนิ่งราวกับรูปปั้น สายตาจับจ้องมาที่นางไม่วางตา

หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มมุมปาก ริมฝีปากขยับเอื้อนเอ่ยวาจาแผ่วเบาที่มีเพียงนางและสายลมเท่านั้นที่ได้ยิน

"อยากเล่นซ่อนหากับข้านักหรือ... ย่อมได้ แต่ระวังตัวไว้เถิด เพราะคนที่จะเป็นผู้ไล่ล่า... คือข้าต่างหาก"

นางรู้แล้วว่าหนทางข้างหน้าหาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความสำเร็จนำมาซึ่งเงินทอง แต่ก็นำมาซึ่งภัยร้ายเช่นกัน หากนางต้องการปกป้องครอบครัวและสร้างอาณาจักรการค้าของตน นางจำต้องแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมยิ่งกว่านี้

และก้าวต่อไปของนาง คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงจนไม่มีใครกล้ามาสั่นคลอน

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: โรงเรือนหมักซอส]**