ตอนที่ 46
***บทที่ 46: โรงเรือนหมักซอส***
แสงอรุณรุ่งสาดส่องกระทบผิวน้ำในบ่อ ความขุ่นมัวจากเหตุการณ์เมื่อเย็นวานจางหายไปพร้อมกับความมืดมิดของราตรี เหลือทิ้งไว้เพียงความกระจ่างชัดในจิตใจของหลินหว่านเอ๋อร์ นางรู้ดีว่าการจะต่อกรกับเงามืดที่จ้องเล่นงานครอบครัวได้นั้น ลำพังเพียงฝีปากกล้าและสติปัญญาย่อมไม่เพียงพอ สิ่งที่นางต้องการคือ 'อำนาจ' และอำนาจที่จับต้องได้ง่ายที่สุดในโลกหล้าคือ 'เงินตรา' และ 'รากฐานที่มั่นคง'
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พื้นที่รกร้างท้ายหมู่บ้านที่นางกว้านซื้อไว้ก่อนหน้านี้จึงแปรเปลี่ยนเป็นสมรภูมิแห่งการก่อสร้าง เสียงเลื่อยไม้และเสียงตอกตะปูดังประสานกันราวกับดนตรีบรรเลงแห่งความรุ่งโรจน์ ฝุ่นผงคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณเมื่อคนงานนับสิบชีวิตเริ่มลงมือปรับหน้าดินและวางรากฐาน
หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ยืนกอดอกมองดูพิมพ์เขียวในมือด้วยสายตาคมกริบ นางไม่ได้กำลังสร้างเพียงแค่เพิงพักธรรมดา แต่นางกำลังสร้าง 'โรงเรือนหมักซอส' ขนาดใหญ่ที่จะกลายเป็นขุมทรัพย์ผลิตเงินของตระกูลหลิน
"เถ้าแก่เอน้อยหลิน เสาเอกต้นนี้ท่านต้องการให้หันไปทิศทางใดขอรับ?" หัวหน้าช่างไม้ตะโกนถามพลางปาดเหงื่อ
"หันหน้าไปทางทิศตะวันออก รับแสงแรกของวัน ตามแบบที่ข้าวาดไว้ อย่าให้คลาดเคลื่อนแม้แต่นิ้วเดียว" หว่านเอ๋อร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกังวานใสแต่เปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดขาด
คำว่า "เถ้าแก่เอน้อย" ที่หลุดออกจากปากหัวหน้าช่างไม้นั้น มิใช่คำเยินยอที่เกินจริงอีกต่อไป ชาวบ้านร้านตลาดที่เคยเดินผ่านไปมาและมองครอบครัวสกุลหลินด้วยสายตาดูแคลน บัดนี้ต่างหยุดยืนมองดูความยิ่งใหญ่ของสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าด้วยความยำเกรง
"เจ้าดูนั่นสิ... นางหนูสกุลหลินเอาจริงหรือนี่ พื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ นางจะทำอะไร?" ป้าหวัง แม่ค้าปากตลาดกระซิบกระซาบกับเพื่อนบ้าน
"ได้ยินว่าจะทำโรงงานผลิตเครื่องปรุงรส ข้าล่ะนับถือใจนางจริงๆ อายุเพียงเท่านี้แต่จัดการทุกอย่างได้ราวกับผู้ใหญ่ 'เถ้าแก่เอน้อย' ผู้นี้อนาคตไกลนัก" ลุงจางที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยเสริมด้วยความชื่นชม
หว่านเอ๋อร์ได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นชัดเจน แต่นางเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ความเคารพย่อมเกิดจากการกระทำ มิใช่การร้องขอ วันนี้นางพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นางคือผู้นำที่แท้จริงของบ้านสกุลหลิน
ทว่า สิ่งที่ทำให้นางหนักใจมิใช่เรื่องการก่อสร้างอาคาร แต่เป็น 'ภาชนะ' ที่จะใช้รองรับผลผลิตอันล้ำค่าต่างหาก
นางเดินตรงไปยังเกวียนเทียมวัวที่เพิ่งมาถึง ชายชราท่าทางแข็งแรง ผิวเกรียมแดดจากการเผาฟืนหน้าเตาหลอมมายาวนานก้าวลงมาจากเกวียน เขาคือ 'เถ้าแก่จาง' ช่างปั้นโอ่งมือหนึ่งของอำเภอที่หว่านเอ๋อร์เชิญตัวมา
"แม่นางน้อย... สิ่งที่เจ้าสั่งทำมัน..." เถ้าแก่จางมีสีหน้าลำบากใจพลางชี้ไปที่กองดินเหนียวหลังเกวียน "โอ่งใบใหญ่ขนาดที่คนลงไปนั่งได้ แถมต้องเคลือบเงาด้านในอย่างดีเพื่อไม่ให้ซึม และยังต้องสลักลายมังกรพันรอบปากโอ่ง... เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเอาถึงหนึ่งร้อยใบ?"
จำนวนหนึ่งร้อยใบเป็นตัวเลขที่มหาศาลสำหรับโรงงานเครื่องปั้นดินเผาขนาดเล็ก การผลิตโอ่งยักษ์เช่นนี้ต้องใช้ทั้งเวลาและฝีมือ หากพลาดพลั้งแตกร้าวในเตาเผา ย่อมหมายถึงความสูญเสีย
หว่านเอ๋อร์สบตาชายชรา นัยน์ตาของนางฉายแววมุ่งมั่นดุจหินผา "ท่านลุงจาง ข้ามิได้พูดเล่น โอ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของกิจการข้า ซีอิ๊วและซอสหอยนางรมเจที่ข้าจะหมัก ต้องใช้เวลาและความพิถีพิถัน ภาชนะที่บรรจุจึงต้องเป็นเลิศที่สุด"
นางก้าวเข้าไปใกล้ แล้วยื่นถุงเงินที่หนักอึ้งวางลงบนฝ่ามือหยาบกร้านของช่างปั้น
"นี่คือมัดจำครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือข้าจะจ่ายเมื่อของมาส่งครบตามกำหนด หากท่านทำได้ตามมาตรฐานที่ข้าต้องการ ต่อไปภายหน้าโรงงานของข้าจะสั่งของจากท่านแต่เพียงผู้เดียว... นี่ไม่ใช่แค่การซื้อขายครั้งเดียวจบ แต่เป็นการร่วมค้าขายระยะยาว ท่านคิดเห็นเช่นไร?"
เถ้าแก่จางชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ ก่อนจะเงยหน้ามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นเด็กสาวคนใดที่มีวาจาฉะฉานและกล้าได้กล้าเสียถึงเพียงนี้ การสั่งผลิตล็อตใหญ่ขนาดนี้จะทำให้โรงงานของเขาฟื้นตัวจากภาวะซบเซาได้ทันที
"ตกลง! ข้าจะระดมช่างฝีมือดีที่สุดมาปั้นโอ่งมังกรให้เจ้า รับรองว่าทนทาน แข็งแกร่ง ไม่มีรอยร้าวแม้แต่เส้นผมเดียว!" ชายชรารับคำแข็งขัน
เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น หว่านเอ๋อร์หันกลับมามองโครงสร้างโรงเรือนที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง นี่คือก้าวแรกของการปฏิวัติวงการอาหาร การผลิตในระบบอุตสาหกรรม (Industrialization) นางไม่ได้จะทำแค่ขายในหมู่บ้าน แต่เป้าหมายของนางคือส่งขายทั่วแคว้น
นางวาดฝันถึงโอ่งมังกรนับร้อยใบเรียงรายอยู่ภายในโรงเรือน ภายในบรรจุด้วยถั่วเหลืองชั้นดีจากมิติลับ และส่วนผสมพิเศษสำหรับซอสหอยนางรมเจที่ทำจากเห็ดหอม กลิ่นหอมกรุ่นของซอสหมักจะตลบอบอวลไปทั่ว และเมื่อถึงเวลานั้น เงินทองจะไหลมาเทมาราวกับสายน้ำ
"พี่สาวใหญ่!" เสียงเรียกของน้องชายดังขึ้น เสี่ยวเป่าวิ่งกระหืดกระหอบมาหา "ท่านพ่อตื่นแล้ว ท่านพ่อถามหาท่าน"
"ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" หว่านเอ๋อร์พยักหน้า ก่อนจะหันไปสั่งงานหัวหน้าคนงานอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "เร่งมือเข้า ข้าต้องการให้หลังคาเสร็จภายในสามวัน อย่าให้ฝนชะล้างโครงสร้างเสียหาย"
ตกเย็น หว่านเอ๋อร์กลับเข้ามาในเรือนพักชั่วคราวที่ใช้เป็นห้องทำงาน นางจุดตะเกียงน้ำมัน แสงสีส้มสลัวส่องกระทบโต๊ะไม้ที่มีเอกสารกองโต วันนี้นางเหนื่อยล้าแต่ก็คุ้มค่า รากฐานของโรงงานเริ่มมั่นคงแล้ว
นางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กปกสีน้ำเงินเข้มออกมาจากอกเสื้อ สมุดเล่มนี้เปรียบเสมือนดวงใจของนาง ภายในจดบันทึกสูตรลับการหมักซีอิ๊ว อัตราส่วนของเกลือและถั่วเหลือง รวมถึงเคล็ดลับการเคี่ยวซอสหอยนางรมเจให้มีรสชาติกลมกล่อมเหมือนของจริง ทั้งหมดนี้คือองค์ความรู้จากโลกเดิมที่นางนำติดตัวมา
หว่านเอ๋อร์บรรจงวางสมุดเล่มนั้นลงบนโต๊ะทำงาน เพื่อเตรียมจะคัดลอกรายการวัตถุดิบที่ต้องสั่งซื้อเพิ่ม ทว่าเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังขึ้นด้านนอกหน้าต่างทำให้นางชะงัก
นางรีบเป่าตะเกียงให้ดับวูบลงทันที ความมืดเข้าปกคลุมห้อง หว่านเอ๋อร์กลั้นหายใจ มือกระชับกริชสั้นที่พกติดตัวแน่น ดวงตาปรับสภาพในความมืดจ้องมองไปที่รอยแยกของหน้าต่าง
เงาตะคุ่มของใครบางคนเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว...
ไม่ใช่คนงานก่อสร้างแน่ เพราะป่านนี้ทุกคนกลับไปหมดแล้ว และไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป เพราะฝีเท้าที่ย่องเบาเช่นนั้นบ่งบอกถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์
นางรอจนกระทั่งเสียงนั้นเงียบหายไป จึงค่อยๆ จุดตะเกียงอีกครั้ง แต่คราวนี้ความรู้สึกไม่ปลอดภัยแล่นพล่านไปทั่วร่าง หว่านเอ๋อร์มองสมุดบันทึกสูตรลับบนโต๊ะด้วยสายตาหวาดระแวง
หากโรงเรือนสร้างเสร็จ สูตรลับนี้จะมีมูลค่ามหาศาล และย่อมเป็นที่ต้องการของคู่แข่งทางการค้า หรือแม้แต่ศัตรูที่นางยังไม่เห็นตัว
"ดูท่า... กำแพงโรงเรือนอย่างเดียวคงกันขโมยไม่ได้เสียแล้ว" หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง พลางลูบปกสมุดเบาๆ "ข้าคงต้องหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยกว่านี้... หรือไม่ก็ต้องหาเหยื่อล่อเพื่อลากคอหนูสกปรกออกมา"
นางวางสมุดไว้ที่มุมโต๊ะ แสร้งทำเป็นวางไว้อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้สมุดเล่มสำคัญนอนนิ่งอยู่ภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา... โดยหารู้ไม่ว่า สายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องสมุดเล่มนั้นผ่านรูรั่วของผนังไม้ไผ่อย่างกระหายใคร่รู้
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สูตรลับที่หายไป?]**