ตอนที่ 50

***บทที่ 50: ความสำเร็จและเงาปริศนา***

สายลมยามเย็นพัดผ่านตรอกซอย นำพาความหนาวเหน็บเสียดแทงผิวเนื้อ แต่ทว่าความเย็นเยียบนั้นกลับมิอาจเทียบได้กับความหนาวสะท้านที่เกาะกุมอยู่ในใจของหลินหว่านเอ๋อร์ นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตายังคงจับจ้องไปยังมุมมืดที่ชายผู้นั้นเพิ่งเลือนหายไป ราวกับต้องการมองทะลุความมืดมิดเพื่อค้นหาคำตอบ

"เจ้าเป็นใครกันแน่..." หญิงสาวพึมพำเสียงเบา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

แต่เมื่อนึกถึงคนในครอบครัวที่รออยู่ หว่านเอ๋อร์ก็สะบัดศีรษะไล่ความกังวลทิ้งไป นางสูดหายใจลึก ปรับเปลี่ยนสีหน้าเคร่งขรึมให้กลับมาเป็นรอยยิ้มที่มั่นใจ เก็บถุงเงินที่หนักอึ้งแนบกับอกเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะก้าวเดินฉับๆ มุ่งหน้ากลับสู่เกวียนวัวที่จอดรออยู่

ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน แสงตะวันสุดท้ายลาลับขอบฟ้า ท้องทุ่งยามค่ำคืนเงียบสงบ มีเพียงเสียงล้อเกวียนบดเบียดไปกับถนนดินลูกรังและเสียงหรีดหริ่งเรไร ทว่าในหัวของหว่านเอ๋อร์กลับเต็มไปด้วยแผนการร้อยแปดพันเก้า

เมื่อมาถึงบ้าน แสงตะเกียงน้ำมันวูบไหวลอดออกมาจากรอยแตกของหน้าต่างไม้เก่าๆ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเมื่อนางผลักประตูเข้าไป คือภาพที่ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจจนลืมความเหนื่อยล้าและความหวาดระแวงเมื่อครู่ไปจนสิ้น

"พี่รอง! ท่านกลับมาแล้ว!"

เสียงเล็กๆ ใสแจ๋วของน้องชายคนเล็กดังขึ้นพร้อมกับร่างกลมป้อมที่วิ่งถลาดเข้ามาหา เด็กน้อยที่เคยผอมแห้งจนเห็นซี่โครง บัดนี้แก้มยุ้ยเปล่งปลั่ง ผิวพรรณมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เสื้อผ้าชุดใหม่ที่นางตัดเย็บให้ดูคับไปถนัดตาเพราะความอุดมสมบูรณ์จากการกินดีอยู่ดี

"ช้าๆ หน่อย ระวังหกล้ม" หว่านเอ๋อร์ย่อตัวลงรับร่างน้องชายที่โถมเข้ามากอด อดไม่ได้ที่จะหอมแก้มยุ้ยๆ นั้นฟอดใหญ่ "วันนี้เจ้าดื้อกับท่านพ่อหรือไม่?"

"ข้าไม่ดื้อ! ข้าช่วยท่านพ่อคัดแยกสมุนไพรด้วยนะขอรับ" เด็กน้อยยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ

ถัดไปที่แคร่ไม้ไผ่ บิดาของนางกำลังขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าซูบตอบในอดีตเริ่มมีเลือดฝาด ขาข้างที่เคยบาดเจ็บสาหัสจนเกือบพิการ บัดนี้เริ่มขยับเขยื้อนได้คล่องแคล่วขึ้น ด้วยอานุภาพของอาหารที่ปรุงจากผักในมิติลับและน้ำทิพย์ที่หว่านเอ๋อร์แอบผสมลงในน้ำดื่มทุกวัน อาการบาดเจ็บเรื้อรังจึงฟื้นตัวรวดเร็วจนหมอประจำตำบลยังต้องตกตะลึง

"หว่านเอ๋อร์... วันนี้การค้าเป็นอย่างไรบ้าง? พ่อได้ยินเสียงคนพูดคุยกันแว่วๆ ว่าร้านฟู่อันเงียบเหงาหนักหนา" บิดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แววตาฉายแววห่วงใย

หว่านเอ๋อร์เดินเข้าไปประคองบิดา รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ "ท่านพ่อวางใจเถิดเจ้าค่ะ วันนี้ 'ซอสปรุงรสตราแม่ครัวน้อย' ของเราขายหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว ส่วนร้านฟู่อัน... หึ เกรงว่าหลงจู๊คงต้องกินยาแก้ปวดหัวแทนข้าวไปอีกหลายวัน"

นางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างออกรส ยกเว้นเรื่องชายชุดดำปริศนาที่นางจงใจเก็บงำไว้เป็นความลับ เพื่อมิให้บิดาต้องกังวลใจ

ค่ำคืนนั้น อาหารมื้อเย็นบนโต๊ะอุดมสมบูรณ์กว่าทุกวัน เนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงส่งกลิ่นหอมฉุย ผัดผักสีเขียวสดกรอบที่เก็บมาจากในมิติ ทุกคำที่คนในครอบครัวตักเข้าปาก ล้วนเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตจากน้ำทิพย์ หว่านเอ๋อร์มองดูทุกคนกินอิ่มนอนหลับอย่างมีความสุข ความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงก้าวแรก... นางสาบานกับตนเองว่าจะต้องปกป้องความสุขนี้ไว้ ไม่ให้ใครมาทำลายได้

ทว่า... ในขณะที่บ้านตระกูลหลินกำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง ในอาณาเขตที่มืดมิดและลึกลับกว่าตลาดสดที่วุ่นวาย

จวนหลังใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงสูงตระหง่าน ภายในห้องหนังสือที่จุดเพียงเทียนเล่มเดียวให้แสงสว่างสลัวราง บรรยากาศอึมครึมกดดันจนแทบหายใจไม่ออก

บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้จันทน์แดง ใบหน้าซ่อนอยู่ในเงามืด เห็นเพียงนิ้วมือเรียวยาวที่กำลังเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ เบื้องหน้าของเขามีชายชุดดำในชุดรัดกุมคุกเข่าอยู่ข้างหนึ่ง—ชายคนเดียวกับที่หว่านเอ๋อร์สบตาด้วยเมื่อตอนเย็น

"เรียนนายท่าน..." ชายชุดดำเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความยำเกรง "ข้าน้อยได้ตรวจสอบตามที่ท่านสงสัยแล้วขอรับ แม่นางน้อยผู้นั้นชื่อ หลินหว่านเอ๋อร์ เป็นเพียงบุตรสาวชาวนาธรรมดาในหมู่บ้านซิ่งฮวา บิดาขาพิการ มารดาล่วงลับ ฐานะทางบ้านเคยยากจนข้นแค้น"

"เคยยากจน?" น้ำเสียงทุ้มลึกดังมาจากเงามืด "แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงผงาดขึ้นมาได้เพียงชั่วข้ามคืน?"

"นั่นคือสิ่งที่น่าสงสัยขอรับ" ชายชุดดำหยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ ภายในบรรจุหัวไชเท้าอวบอ้วนและผักกาดขาวที่ยังคงความสดราวกับเพิ่งถอนมาจากดิน "ข้าน้อยได้ลองขโมย... เอ้ย นำผักที่นางขายบางส่วนกลับมาตรวจสอบ มิใช่เพียงแค่รสชาติที่ล้ำเลิศกว่าผักทั่วไป แต่มันมีบางอย่างที่พิเศษ..."

ชายชุดดำเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย "ข้าน้อยลองกินดูแล้ว พบว่าความเหนื่อยล้าจากการใช้วิชาตัวเบาหายไปเป็นปลิดทิ้ง ภายในผักเหล่านี้คล้ายมี 'พลังปราณ' บริสุทธิ์เจือปนอยู่จางๆ ขอรับ แม้จะเบาบางมาก แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ย่อมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง"

"พลังปราณ?"

เสียงเคาะโต๊ะหยุดชะงักลงทันที

มือเรียวยาวในเงามืดเอื้อมออกมาหยิบหัวไชเท้าขึ้นมาพิจารณา ภายใต้แสงเทียนสลัว ผิวของหัวไชเท้านั้นขาวเนียนละเอียดราวกับหยกเนื้อดี กลิ่นหอมสดชื่นจางๆ ลอยมาแตะจมูก

"ซอสปรุงรสที่นางขายดิบขายดีจนร้านฟู่อันแทบเจ๊ง ก็มีส่วนผสมหลักจากผักพวกนี้สินะ..." ชายปริศนาพึมพำ คล้ายกำลังประมวลความคิด "คนธรรมดาอาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงผักที่ปลูกด้วยดินดีน้ำดี หรือเป็นสูตรลับของตระกูล... แต่สำหรับข้า มันดูเหมือน 'ของวิเศษ' เสียมากกว่า"

"นายท่านจะให้ข้าน้อยจัดการอย่างไรขอรับ? จะให้จับตัวนางมาสอบสวน หรือบุกไปค้นที่บ้าน..."

"อย่าเพิ่งใจร้อน" ชายผู้นั้นยกมือห้าม "หากนางมีความลับที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมีวิธีป้องกันตัว หรือไม่เบื้องหลังนางอาจมีจอมยุทธ์เร้นกายคอยหนุนหลัง การบุ่มบ่ามอาจทำให้ไก่ตื่น"

เขาค่อยๆ วางหัวไชเท้าลงบนโต๊ะ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตรายยิ่งกว่าคมมีด

"ร้านฟู่อันเป็นเพียงมดปลวกที่มองเห็นแต่ผลประโยชน์ตื้นเขิน พวกมันคิดแย่งชิงสูตรซอสเพื่อเงินทอง... แต่ข้าสนใจ 'ต้นตอ' ของวัตถุดิบเหล่านี้ต่างหาก หากเราสามารถครอบครองแหล่งที่มาของพืชผักที่มีปราณบริสุทธิ์เช่นนี้ได้ กิจการสมุนไพรและโรงหมอในเครือข่ายของเราจะรุ่งเรืองเพียงใด หรือแม้แต่ส่งเข้าวังหลวง..."

ดวงตาของบุรุษในเงามืดวาวโรจน์ขึ้นมา

"จับตาดูนางต่อไป อย่าให้คลาดสายตา รายงานข้าทุกความเคลื่อนไหว ไม่ว่านางจะไปที่ไหน พบปะผู้ใด หรือ... เข้าไปในที่ที่ไม่มีใครเห็น"

"รับทราบขอรับ!" ชายชุดดำรับคำหนักแน่น ก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดประดุจควันไฟ

ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่หนาหนักไปด้วยแผนการร้าย

หลินหว่านเอ๋อร์หารู้ไม่ว่า ชัยชนะเหนือร้านอาหารเล็กๆ ในตำบล เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุใหญ่ ผักวิเศษและน้ำทิพย์ที่นางใช้พลิกฟื้นฐานะ บัดนี้ได้ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนไปกระตุ้นจมูกของพยัคฆ์ร้ายที่หลับใหล ให้ตื่นขึ้นมามองหาเหยื่อเสียแล้ว

และเหยื่อที่โอชะที่สุดในสายตาของพยัคฆ์... ก็คือนาง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข่าวลือเสียๆ หายๆ]**