ตอนที่ 51

***บทที่ 51: ข่าวลือเสียๆ หายๆ***

แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลอดผ่านม่านหมอกบางเบาที่ปกคลุมหมู่บ้านตระกูลหลิน ขับไล่ความหนาวเหน็บยามค่ำคืนให้มลายหายไป กลิ่นหอมของดินชื้นและยอดหญ้าที่เพิ่งผลิใบโชยมาตามสายลม เป็นบรรยากาศที่เงียบสงบและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ทว่าในความสงบนั้น กลับมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวขึ้นโดยที่หลินหว่านเอ๋อร์ไม่อาจล่วงรู้

ณ ลานหน้าบ้านดินที่ได้รับการซ่อมแซมจนแข็งแรง หลินต้าซานผู้เป็นบิดากำลังกัดฟันแน่น ใบหน้ากร้านแดดเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดพราย สองมือหยาบกร้านกำไม้ค้ำยันคู่หนึ่งแน่นเสียจนข้อต่อนิ้วซีดขาว

"ท่านพ่อ ค่อยๆ ขยับเจ้าค่ะ อย่ารีบร้อน"

เสียงใสกระจ่างดั่งระฆังแก้วของหลินหว่านเอ๋อร์ดังขึ้น นางยืนอยู่ไม่ไกล สายตาจับจ้องไปที่บิดาด้วยความห่วงใยระคนภาคภูมิใจ ไม้ค้ำยันคู่นั้นนางเป็นคนออกแบบให้ช่างไม้ในหมู่บ้านทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อช่วยพยุงร่างของบิดาในยามหัดเดิน

หลินต้าซานสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมกำลังกายและกำลังใจ ขาข้างที่เคยบาดเจ็บสาหัสเริ่มมีความรู้สึกกลับคืนมาบ้างแล้วหลังจากได้ดื่มน้ำทิพย์และทานอาหารบำรุงจากมิติของบุตรสาว เขาค่อยๆ ยกขาขึ้น แล้ววางลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง

"หนึ่งก้าว..." เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน "ข้า... ข้าเดินได้แล้วจริงๆ หรือนี่"

"ท่านพ่อเก่งมากเจ้าค่ะ!" หลินหว่านเอ๋อร์ปรบมือให้กำลังใจ รอยยิ้มของนางเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตะวัน "อีกไม่นานท่านก็คงจะวิ่งไล่จับไก่ในเล้าได้แน่"

หลินต้าซานหัวเราะร่าอย่างมีความสุข ความรู้สึกไร้ค่าที่เคยกัดกินจิตใจในยามที่เป็นเพียงคนพิการนอนติดเตียงมลายหายไปจนหมดสิ้น ครอบครัวของเขาเริ่มกลับมามีความสุข ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะบุตรสาวตัวน้อยผู้นี้

ทว่าความสุขมักมาคู่กับความทุกข์ เสมือนเหรียญที่มีสองด้าน

เมื่อหลินหว่านเอ๋อร์เดินทางเข้าสู่ตำบลชิงซีเพื่อตรวจดูยอดขายซอสปรุงรสที่ฝากวางขายตามร้านชำ นางก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

บรรยากาศในตลาดวันนี้ดูแปลกประหลาด สายตาของผู้คนที่มองมายังนางมิได้เต็มไปด้วยความชื่นชมหรืออิจฉาในความโชคดีเช่นกาลก่อน แต่กลับเคลือบแคลงไปด้วยความรังเกียจ ขยะแขยง และหวาดระแวง เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่วราวกับฝูงแมลงวันตอมซากศพ แต่เมื่อนางหันไปมอง ต้นเสียงเหล่านั้นกลับเงียบกริบและหลบสายตา

"เจ้าได้ยินหรือไม่ ซอสปรุงรสตระกูลหลินที่ขายดีเทน้ำเทท่านั่นน่ะ..." เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาจากแผงขายผักข้างทาง

"ได้ยินสิ! น่ากลัวยิ่งนัก เขาว่านางใช้ถั่วเน่าที่มีหนอนไชมาหมัก แถมน้ำที่ใช้ก็ตักมาจากบ่อที่มีซากหนูตายลอยอืด!"

"อี๋! จริงหรือนี่ มิน่าเล่ารสชาติถึงได้เข้มข้นนัก ที่แท้ก็เป็นรสชาติของซากศพ!"

"ข้ายังได้ยินมาอีกว่า คนงานที่บ้านนางเป็นโรคเรื้อน นางก็ยังให้มาช่วยกวนซอส ใครกินเข้าไประวังจะติดโรคตายไม่รู้ตัว!"

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเสียงนินทาเหล่านั้น ใบหน้างามสงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึกไร้ระลอกคลื่น แต่ภายในใจกลับลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ ข่าวลือพวกนี้มิใช่เรื่องบังเอิญ และมิใช่เรื่องที่ชาวบ้านจะจินตนาการขึ้นมาเองได้ มันมีความเป็นระบบ ใส่ร้ายป้ายสีอย่างจงใจเพื่อทำลายชื่อเสียงทางการค้าของนางให้ย่อยยับ

นางเดินตรงเข้าไปยังร้านขายของชำที่เคยวางขายซอสของนาง เถ้าแก่ร้านเห็นนางเดินมาก็รีบโบกมือไล่เหมือนเห็นตัวกาลกิณี

"แม่นางหลิน รีบเอาซอสของเจ้ากลับไปเถอะ! ข้าไม่ขายแล้ว ตั้งแต่เช้ามีแต่คนมาด่าว่าข้าเอาของสกปรกมาขาย ข้าไม่อยากให้ร้านข้าเสียชื่อ!"

หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ต่อล้อต่อเถียง นางเพียงพยักหน้าเรียบๆ และสั่งให้คนงานเก็บไหซอสกลับขึ้นเกวียน ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว

"ใครกัน..."

นางไม่เชื่อว่าชาวบ้านร้านตลาดจะลุกขึ้นมาต่อต้านสินค้าคุณภาพดีเพียงเพราะลมปากลอยๆ เว้นเสียแต่ว่า... คนปล่อยข่าวจะเป็นคนที่ "น่าเชื่อถือ" ในสายตาชาวบ้าน หรืออ้างว่าเป็น "คนวงใน"

หลินหว่านเอ๋อร์ตัดสินใจไม่กลับบ้านในทันที นางสวมหมวกสานปีกกว้างเพื่ออำพรางใบหน้า แล้วเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย แฝงตัวปะปนกับฝูงชนเพื่อสืบหาต้นตอ

ไม่นานนัก ที่ลานกว้างใต้ต้นไทรใหญ่ใจกลางตลาด นางก็พบ "ตัวการ" ที่กำลังแสดงละครฉากใหญ่อยู่

หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบแต่ดูใหม่เอี่ยม กำลังยืนเท้าสะเอว พ่นน้ำลายฝอยแตกฟองเล่าเรื่องราวอย่างออกรสออกชาติ ท่ามกลางวงล้อมของบรรดาแม่บ้านขี้สงสัย

"ข้ารู้นะสิ! ข้าเป็นถึง 'ป้าสะใภ้ใหญ่' ของนางเด็กนั่น ข้าเห็นมากับตาตัวเอง!"

นางหวังชุนฮวา... ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้เห็นแก่ตัวและไร้ยางอายของนางนั่นเอง!

"พวกเจ้าคิดดูสิ บ้านเดิมยากจนข้นแค้น จู่ๆ จะมีสูตรวิเศษอะไรขึ้นมาได้? ที่แท้ก็ไปเก็บของเน่าเสียที่ตลาดทิ้งแล้วเอามาหมัก ใส่เครื่องเทศแรงๆ กลบกลิ่น ข้าเคยเข้าไปหลังบ้านมัน กลิ่นเหม็นเน่าจนข้าแทบอาเจียน!" หวังชุนฮวาใส่สีตีไข่อย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน "ข้าเตือนเพราะหวังดีนะ อย่าไปซื้อกินเด็ดขาด!"

หลินหว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อ นางรู้นิสัยของป้าสะใภ้คนนี้ดี แม้จะโลภมากและปากร้าย แต่ลำพังปัญญาของหวังชุนฮวา ไม่มีทางคิดแผนการทำลายชื่อเสียงที่เป็นระบบเช่นนี้ได้ และที่สำคัญ... คนอย่างหวังชุนฮวาไม่มีทางขยับตัวทำอะไรหากไม่มี "เงิน" มาล่อใจ

นางอดทนรอจนกระทั่งวงสนทนาแตกฮือ หวังชุนฮวาเดินยิ้มร่า ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเลี้ยวเข้าไปในตรอกเปลี่ยวแห่งหนึ่ง

หลินหว่านเอ๋อร์สะกดรอยตามไปอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าเบากริบดั่งแมวขโมย

ในตรอกแคบที่ไร้ผู้คน หวังชุนฮวายืนรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายฉกรรจ์รูปร่างสันทัด สวมชุดผ้าไหมสีเทาแบบคนงานร้านอาหารชั้นสูงจะเดินออกมาจากเงามืด

"เป็นอย่างไรบ้าง?" ชายคนนั้นเอ่ยถามเสียงห้วน

"เรียบร้อย! ข้าป่าวประกาศไปทั่วตลาดแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครกล้าแตะต้องซอสของนังเด็กนั่นแล้วล่ะ" หวังชุนฮวาถูมือไปมา สายตาจดจ้องไปที่ถุงเงินที่เอวของชายผู้นั้น "แล้ว... ส่วนที่เหลือล่ะ?"

ชายชุดเทายิ้มเยาะที่มุมปาก ก่อนจะโยนถุงเงินหนักอึ้งให้หญิงโลภมาก "นี่คือส่วนที่เหลือ เถ้าแก่ของข้าพอใจมาก ทำต่อไป อย่าให้ข่าวเงียบ ยิ่งทำให้ชื่อเสียงมันป่นปี้เท่าไหร่ เจ้ายิ่งจะได้เงินเพิ่ม"

"ขอบคุณนายท่าน! ขอบคุณเถ้าแก่!" หวังชุนฮวารับถุงเงินมาเปิดดู ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นก้อนเงินแวววาวข้างใน "ฝากบอกเถ้าแก่แห่ง 'เหลาฟู่อัน' ด้วยว่า ไว้ใจหวังชุนฮวาคนนี้ได้เลย!"

ชื่อที่หลุดออกมาจากปากของป้าสะใภ้ ทำให้ดวงตาของหลินหว่านเอ๋อร์วาวโรจน์ขึ้นมาในเงามืด

'เหลาฟู่อัน'

ภัตตาคารคู่แข่งของเหลาจินยวี่ ร้านอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องความหน้าเลือดและใช้วิธีสกปรกกำจัดคู่แข่ง ที่แท้ก็เป็นฝีมือของพวกมัน!

พวกมันคงเห็นว่าซอสของนางทำให้เหลาจินยวี่แย่งลูกค้าไป จึงคิดใช้วิธีตื้นเขินแต่ได้ผลชะงัดอย่างการทำลายชื่อเสียง เพื่อตัดแขนตัดขาเหลาจินยวี่ และกำจัดนางไปพร้อมกัน

ช่างเป็นแผนการที่ชั่วช้านัก!

หลินหว่านเอ๋อร์มองดูหวังชุนฮวาที่กำลังนับเงินอย่างมีความสุขด้วยสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงไปด้วยอันตราย

หากเป็นสตรีในห้องหอทั่วไปเจอสถานการณ์เช่นนี้คงได้แต่นั่งร้องไห้คร่ำครวญ แต่สำหรับนาง... หลินหว่านเอ๋อร์ ผู้มีมิติลับและสติปัญญาจากอีกภพหนึ่ง การเล่นงานด้วยข่าวลือนั้น เป็นเพียงการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งความแค้น

เหลาฟู่อันคิดจะเปิดศึกสงครามประสาทกับนางหรือ?

ย่อมได้... ในเมื่อกล้าจุดไฟเผาบ้านคนอื่น ก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกไฟนั้นย้อนกลับมาเผาตัวเองจนวอดวาย!

นางหมุนตัวเดินออกจากตรอกนั้นอย่างเงียบเชียบ ในหัวสมองอันปราดเปรื่องเริ่มวางหมากกระดานใหม่ทีละตัว แผนการตอบโต้ที่เจ็บแสบยิ่งกว่ากำลังก่อตัวขึ้น

"ท่านป้า... ท่านคิดว่าเงินก้อนนั้นจะช่วยให้ท่านสุขสบายหรือ?" หลินหว่านเอ๋อร์พึมพำกับสายลม "ข้าจะทำให้ท่านรู้ว่า การเป็นเครื่องมือของคนชั่ว สุดท้ายแล้วจุดจบจะเป็นเช่นไร"

นางแหงนหน้ามองป้ายชื่อ 'เหลาฟู่อัน' ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองด้วยสายตามุ่งมั่น ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขายของอีกต่อไป แต่มันคือการประกาศศักดาว่า ตระกูลหลินไม่ใช่หมูในอวยที่ใครจะมาเชือดเฉือนได้ตามใจชอบ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การสาธิตกลางตลาด]**