ตอนที่ 52

***บทที่ 52: การสาธิตกลางตลาด***

รุ่งอรุณแห่งตำบลชิงซีสาดส่องลงมากระทบผืนดิน แต่ทว่าแสงแดดอันอบอุ่นกลับไม่อาจขจัดเมฆหมอกแห่งข่าวลือที่ปกคลุมไปทั่วตลาดได้ ข่าวลือเรื่องซอสปรุงรสของตระกูลหลินที่ทำจากของเน่าเสียและสกปรกโสโครกแพร่สะพัดไปราวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ฝีปากของหวังชุนฮวาป้าสะใภ้ผู้โลภมากช่างร้ายกาจนัก นางใส่สีตีไข่จนชาวบ้านต่างมองมาที่ร้านขายของชำเล็กๆ ด้วยสายตาหวาดระแวงและรังเกียจ

ทว่า หลินหว่านเอ๋อร์หาได้หวั่นไหวไม่

ในเมื่อศัตรูเลือกใช้ 'วาจา' เป็นอาวุธ นางก็จะใช้ 'ความจริง' เป็นโล่และหอกที่แหลมคมยิ่งกว่า นางรู้ดีว่าการแก้ตัวด้วยน้ำลายนั้นไร้ค่ารังแต่จะทำให้คนมองว่าร้อนตัว สิ่งที่นางต้องทำคือการกระทำให้ประจักษ์ ดังคำกล่าวที่ว่า 'สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น'

เช้าตรู่วันนี้ บริเวณลานกว้างกลางตลาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แทนที่หลินหว่านเอ๋อร์จะหลบหน้าหนีหาย นางกลับเช่าพื้นที่เด่นสง่าที่สุด จัดตั้งโต๊ะไม้ตัวยาว ปูด้วยผ้าขาวสะอาดตา บนโต๊ะมิได้มีเพียงไหซอสวางขายเช่นเคย แต่กลับมีเตาถ่านที่จุดไฟแดงวาบ กระทะเหล็กเงาวับ และวัตถุดิบสดใหม่ ทั้งผักกาดขาวอวบอ้วน เนื้อหมูสามชั้นที่หั่นเป็นชิ้นสวยงาม และเครื่องปรุงต่างๆ ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ

"นั่นนางหลินหว่านเอ๋อร์มิใช่หรือ? ยังกล้าเสนอหน้ามาอีกหรือนี่" เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบทิศทาง

"ข้าได้ยินมาว่าซอสของนางทำจากของเหลือทิ้ง สกปรกจะตายไป ใครกินเข้าไปคงท้องร่วงเป็นแน่" หญิงชาวบ้านผู้หนึ่งกระซิบกับสหาย แต่สายตากลับจ้องมองไปยังเครื่องครัวที่สะอาดสะอ้านอย่างอดสงสัยไม่ได้

หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายแต่ดูทะมัดทะแมง นางมัดผมขึ้นสูงเผยให้เห็นใบหน้างดงามที่ประดับด้วยรอยยิ้มมั่นใจ นางไม่โต้ตอบคำนินทาเหล่านั้นแม้แต่ครึ่งคำ นางเพียงหันไปพยักหน้าให้เสี่ยวเฟิง น้องชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างกาย

เสี่ยวเฟิงในวันนี้สวมชุดใหม่สะอาดตา ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่าเอ็นดู เด็กน้อยสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าแล้วตะโกนด้วยเสียงเจื้อยแจ้วใสกังวาน

"ท่านลุงท่านป้า! เชิญแวะชมทางนี้ขอรับ! วันนี้พี่สาวของข้าจะแสดงฝีมือทำอาหารรสเลิศให้ทุกท่านได้ชิมฟรี! รับรองว่าสะอาด อร่อย และหอมหวลจนท่านต้องกลืนน้ำลาย!"

เสียงเล็กๆ ของเสี่ยวเฟิงดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ชะงัดนัก ประกอบกับคำว่า 'ชิมฟรี' ที่มีมนต์ขลังเสมอสำหรับชาวบ้านร้านตลาด ฝูงชนเริ่มขยับเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หลินหว่านเอ๋อร์เริ่มลงมือ นางตักน้ำสะอาดจากถังไม้ที่ใสจนเห็นก้นถัง ล้างมือให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนทุกซอกทุกมุม ก่อนจะหยิบผ้าขาวสะอาดมาเช็ดจนแห้ง กิริยาท่าทางของนางคล่องแคล่วและสง่างามราวกับกำลังร่ายรำ มิใช่เพียงแม่ครัวบ้านป่า แต่ดูราวกับยอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญ

"ฉ่า!"

เสียงหมูสามชั้นกระทบกระทะร้อนฉ่า เรียกความสนใจของฝูงชนให้เงียบลงทันตา กลิ่นหอมของมันหมูเริ่มลอยฟุ้ง หลินหว่านเอ๋อร์ใช้ตะหลิวคั่วเนื้อหมูจนเหลืองกรอบ รีดน้ำมันส่วนเกินออก จากนั้นนางจึงหยิบ 'ไหซอสปริศนา' ที่เป็นต้นเหตุของข่าวลือขึ้นมา

นางเปิดฝาไหออก กลิ่นหอมรัญจวนใจของถั่วเหลืองหมักชั้นดีผสมผสานกับเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะตัว ลอยพุ่งออกมาปะทะจมูกของผู้คนที่ยืนมุงอยู่หน้าสุดจนพวกเขาต้องสูดหายใจเข้าลึก

นางตักซอสสีน้ำตาลทองเป็นประกายราดลงไปบนหมูสามชั้น เสียงซู่ซ่าดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับควันหอมฉุยที่ระเบิดตัวออกมา กลิ่นหอมนี้มิใช่กลิ่นคาวหรือกลิ่นเน่าเหม็นตามข่าวลือ แต่มันคือกลิ่นของความอร่อยที่เข้มข้น ลึกซึ้ง และยั่วน้ำลายจนท้องไส้ของผู้คนเริ่มส่งเสียงร้องประท้วง

นางใส่ผักกาดขาวลงไปผัดคลุกเคล้า เพียงชั่วอึดใจ ผัดผักกาดขาวใส่หมูสามชั้นเคลือบซอสแวววาวก็เสร็จสมบูรณ์ ควันร้อนๆ ลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมไปไกลถึงสามช่วงถนน

"เสร็จแล้วเจ้าค่ะ" หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล นางตักอาหารใส่ถ้วยใบเล็กๆ หลายใบที่เตรียมไว้ "เชิญทุกท่านลองชิมดูเถิดเจ้าค่ะ ว่ารสชาติของซอสที่ข้าปรุงด้วยความตั้งใจนี้ เป็นของสกปรกอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่"

ชาวบ้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้กลิ่นจะหอมยั่วยวนเพียงใด แต่ข่าวลือก็ยังค้ำคออยู่

ทันใดนั้น ชายร่างกำยำผู้หนึ่งซึ่งทนความหอมไม่ไหวเดินแทรกตัวเข้ามา "ข้าจะลองเอง! กลิ่นหอมปานนี้ หากเป็นยาพิษข้าก็ยอมตาย!"

เขายกถ้วยขึ้น ซดคำโตเคี้ยวตุ้ยๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที

"สวรรค์!..." ชายผู้นั้นอุทานออกมาทั้งที่อาหารยังเต็มปาก "อร่อย! อร่อยยิ่งนัก! รสชาติเค็มหวานกลมกล่อม หอมกลิ่นถั่วเหลือง ไม่มีกลิ่นสาบแม้แต่น้อย หมูสามชั้นชุ่มฉ่ำ ผักหวานกรอบ... นี่มันรสชาติระดับเหลาจินยวี่ชัดๆ!"

คำยืนยันจากคนแรกเปรียบเสมือนเขื่อนที่แตกทลาย ชาวบ้านที่เหลือต่างพากันกรูเข้ามาหยิบถ้วยชิม ทันทีที่ลิ้นสัมผัสรสชาติ เสียงอุทานชื่นชมก็ดังระงมไปทั่วลานตลาด

"อร่อยจริงด้วย! ข้าไม่เคยกินผัดผักที่รสชาติดีขนาดนี้มาก่อน!"

"ใครกันช่างกล้าปล่อยข่าวลือชั่วๆ ว่าซอสนี้สกปรก! ดูสีสันสิ ดูความสะอาดของแม่หนูนี่สิ!"

"แม่นางหลิน! ข้าขอซื้อซอสสองไห!"

"ข้าเอาสามไห! ข้าจะเอาไปผัดให้สามีข้ากินเย็นนี้!"

เสี่ยวเฟิงยิ้มแก้มปริ รีบช่วยพี่สาวรับเงินและส่งไหซอสให้ลูกค้ามือเป็นระวิง "ขอบคุณขอรับ! ขอบคุณขอรับ!"

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนมองภาพความวุ่นวายที่น่ายินดีนี้ด้วยสายตาพึงพอใจ ข่าวลือที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำลายสกปรก บัดนี้ถูกชะล้างจนหมดสิ้นด้วยรสชาติแห่งความจริง ซอสที่นางนำมาในวันนี้ขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แถมยังมียอดจองล่วงหน้าอีกยาวเหยียด

จากผู้ถูกกล่าวหา กลายเป็นดาวเด่นแห่งตลาดชิงซี การสาธิตทำอาหารครั้งนี้ไม่เพียงกอบกู้ชื่อเสียง แต่ยังเป็นการตบหน้าผู้ปล่อยข่าวลือฉาดใหญ่กลางที่สาธารณะโดยไม่ต้องเปลืองแรงด่าทอแม้แต่คำเดียว

ทว่า... ในขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังเก็บกวาดข้าวของเตรียมกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงชื่นชมยินดีของชาวบ้าน นางกลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากมุมมืดของตรอกฝั่งตรงข้าม

สายตานั้นมิได้ชื่นชม แต่มันเต็มไปด้วยความประเมินค่าและความโลภโมโทสัน

ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมราคาแพง ยืนลูบหนวดแพะของตนเอง ขณะมองดูตะกร้าใส่เงินที่หนักอึ้งของหลินหว่านเอ๋อร์

"น่าสนใจ..." ชายผู้นั้นพึมพำ มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "นึกไม่ถึงว่าเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาจะมีฝีมือและไหวพริบเช่นนี้ มิน่าเล่าเหลาจินยวี่ถึงได้ผงาดขึ้นมาได้... แต่ของดีเช่นนี้ ไม่ควรจะอยู่ในมือของเด็กบ้านนอก"

เขากระดิกนิ้วเรียกบ่าวรับใช้ข้างกาย กระซิบคำสั่งเสียงเบา

"ไปสืบดูให้แน่ชัดว่าบ้านนางอยู่ที่ไหน แล้วเตรียมตั๋วเงินให้ข้า... พรุ่งนี้ข้าจะไปพบนางด้วยตัวเอง"

ชายผู้นั้นคือ 'หลงจู๊' ผู้ดูแลกิจการของภัตตาคารเหลาฟู่อัน ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังแผนการสกปรกทั้งหมด เมื่อแผนการทำลายชื่อเสียงล้มเหลว มันจึงคิดเปลี่ยนวิธี... หากทำลายไม่ได้ ก็ต้องแย่งชิงมาครอบครองเสีย!

หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองไปทางทิศนั้นโดยสัญชาตญาณ แต่มุมตึกนั้นว่างเปล่าเสียแล้ว มีเพียงลมเย็นยะเยือกพัดผ่านวูบหนึ่ง ราวกับเป็นลางบอกเหตุว่า พายุลูกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมกำลังก่อตัวขึ้น และคราวนี้มันจะไม่ใช่แค่ข่าวลือลมปากอีกต่อไป...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข้อเสนอซื้อขาด]**