ตอนที่ 53

***บทที่ 53: ข้อเสนอซื้อขาด***

แสงตะวันยามสายสาดส่องลอดผ่านม่านหมอกจางๆ ที่ปกคลุมหมู่บ้านชิงซี บรรยากาศหลังพายุข่าวลือผ่านพ้นไปช่างสดใสราวกับฟ้าหลังฝน ลานบ้านสกุลหลินในวันนี้มิได้มีกลิ่นหอมของซอสปรุงรสลอยอบอวลเช่นทุกวัน หากแต่เต็มไปด้วยเสียงท่องจำตัวเลขอย่างขะมักเขม้นปนทุลักทุเล

บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือน หลินต้าซานกำลังขมวดคิ้วจนหน้าผากย่นเป็นร่องลึก มือหยาบกร้านที่เคยจับแต่จอบเสียม บัดนี้กำลังกำแท่งถ่านเขียนลงบนกระดานชนวนอย่างเก้ๆ กังๆ

"ท่านพ่อ เลขห้าต้องขีดเช่นนี้เจ้าค่ะ มิใช่เหมือนไส้เดือนดิ้นเช่นนั้น" หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พลางจับมือบิดาให้ลากเส้นให้ถูกต้อง

"โอ้ย... หว่านเอ๋อร์เอ๋ย พ่อว่าให้พ่อไปแบกน้ำรดผักสักสิบเที่ยว ยังเหนื่อยน้อยกว่ามานั่งคิดเลขพวกนี้เสียอีก" ชายวัยกลางคนบ่นอุบ แต่ดวงตากลับฉายแววภาคภูมิใจที่บุตรสาวมีความรู้อ่านออกเขียนได้

"ไม่ได้เจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ทำสีหน้าขึงขัง แววตาเด็ดขาดฉายชัด "ตอนนี้กิจการของเรากำลังเติบโต เงินทองไหลมาเทมา หากท่านพ่ออ่านบัญชีไม่เป็น ดูตัวเลขไม่ออก วันข้างหน้าหากข้าไม่อยู่ หรือมีลูกจ้างมาช่วยงาน เราจะถูกคนคดโกงเอาได้ง่ายๆ การรู้เท่าทันคน เริ่มต้นจากการรู้เท่าทันบัญชีนะเจ้าคะ"

นางมิได้กล่าวเกินจริง ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ความซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียวไม่อาจปกป้องปากท้องได้ นางจำต้องสร้างเกราะป้องกันให้บิดาผู้ใสซื่อของนางด้วย

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าและล้อรถบดเบียดไปกับถนนดินลูกรังก็ดังแว่วมาแต่ไกล ทำลายความเงียบสงบของยามเช้า ชาวบ้านร้านตลาดต่างชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น รถตระกูลผู้ดีหลังใหญ่เทียมม้าพันธุ์ดีสองตัวแล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูรั้วบ้านสกุลหลินอย่างพอดิบพอดี

ฝุ่นตลบจางหายไป เผยให้เห็นบุรุษร่างท้วมสวมชุดผ้าไหมราคาแพง ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางวางก้าม มือข้างหนึ่งลูบหนวดแพะที่เหนือริมฝีปาก อีกข้างถือพัดจีบโบกสะบัด แม้อากาศจะมิได้ร้อนอบอ้าว

หลินหว่านเอ๋อร์หรี่ตามองผู้มาเยือน นางจำได้ทันที... ชายผู้นี้คือคนเดียวกับที่ยืนมองนางจากมุมมืดในตลาดเมื่อวาน

"ที่นี่ใช่บ้านของแม่นางหลินหว่านเอ๋อร์ ผู้ปรุงซอสรสวิเศษหรือไม่?" ชายร่างท้วมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มการค้าที่ไปไม่ถึงดวงตา

"ใช่ ข้าเอง" หว่านเอ๋อร์ตอบกลับเรียบๆ ไม่ได้แสดงท่าทีนอบน้อมจนเกินงาม "ไม่ทราบว่าท่านคือ..."

"ข้าคือ 'ซุนจิ้ง' หลงจู๊แห่งภัตตาคารเหลาฟู่อัน" เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ หวังจะเห็นอาการตกตะลึงของเด็กสาวชาวนา ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความนิ่งสงบดุจบ่อน้ำลึก

"อ้อ ที่แท้ก็หลงจู๊ซุน เชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์ผายมือเชิญให้นั่งที่แคร่ไม้ไผ่ โดยไม่คิดจะเชิญเข้าไปในตัวเรือน นางหันไปพยักหน้าให้บิดาหลบเข้าไปด้านใน หลินต้าซานแม้จะกังวลแต่ก็เชื่อฟังบุตรสาว ยอมถอยฉากออกไปแต่โดยดี

ซุนจิ้งมองแคร่ไม้ไผ่ด้วยสายตารังเกียจเล็กน้อย ก่อนจะจำใจนั่งลง เขาไม่รอช้าที่จะเข้าเรื่อง เพราะเห็นว่าคู่สนทนาเป็นเพียงเด็กสาวบ้านป่า คงหลอกล่อได้ไม่ยาก

"ข้าได้ยินกิตติศัพท์เรื่องซอสปรุงรสของเจ้ามาหนาหู รสชาติดีเยี่ยมจนชาวบ้านต่างเล่าลือ เมื่อวานข้าได้เห็นกับตาตัวเอง นับว่าเจ้ามีพรสวรรค์หาตัวจับยาก" ซุนจิ้งเกริ่นนำด้วยคำหวาน

"ขอบคุณที่ชมเชย" หว่านเอ๋อร์รินน้ำชาดอกเบญจมาศใส่ถ้วยดินเผาเก่าๆ เลื่อนให้เขา "หลงจู๊ผู้ยิ่งใหญ่คงมิได้ดั้นด้นมาถึงที่กันดารเพียงเพื่อจะมาชมข้ากระมัง?"

ซุนจิ้งหัวเราะ "ฮ่าๆๆ ช่างเจรจา สมกับเป็นคนฉลาด ข้าชอบคนคุยง่าย เช่นนั้นข้าจะไม่อ้อมค้อม"

เขาสะบัดมือเบาๆ บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาก็รีบวางห่อผ้ากำมะหยี่ลงบนโต๊ะ ซุนจิ้งค่อยๆ เปิดห่อผ้าออก เผยให้เห็นตั๋วแลกเงินปึกหนาวางเรียงรายอยู่ กลิ่นหอมของกระดาษและหมึกชั้นดีลอยมาเตะจมูก

"นี่คือตั๋วเงินจำนวนห้าร้อยตำลึง" ซุนจิ้งเอ่ยเสียงหนักแน่น จ้องมองปฏิกิริยาของเด็กสาว "เงินจำนวนนี้ มากพอที่เจ้าจะใช้สุขสบายไปทั้งชาติ สร้างบ้านหลังใหญ่ ซื้อที่นา หรือแม้แต่หาข้ารับใช้มาปรนนิบัติ"

หลินหว่านเอ๋อร์มองกองเงินตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย "แลกกับสิ่งใดเจ้าคะ?"

"แลกกับสูตรลับการทำซอสปรุงรสทั้งหมดของเจ้า... และกรรมสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว" ซุนจิ้งยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ "หมายความว่า นับจากนี้ไป เจ้าห้ามทำซอสนี้ขายให้ผู้ใดอีก โดยเฉพาะ... ภัตตาคารจินยวี่"

หลินหว่านเอ๋อร์ยกถ้วยชาขึ้นจิบ เพื่อซ่อนรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก

แผนการตื้นเขินยิ่งนัก... คิดจะใช้เงินฟาดหัวเพื่อตัดแขนตัดขาคู่แข่งอย่างจินยวี่ แล้วผูกขาดตลาดไว้แต่เพียงผู้เดียว หากนางยอมขายสูตรนี้ไป อนาคตของนางก็คงจบสิ้น ซอสที่นางคิดค้นจะกลายเป็นเครื่องมือทำเงินให้คนอื่น ส่วนนางก็จะได้แค่เงินก้อนหนึ่งที่ใช้ไปก็วันหนึ่งก็ต้องหมด

ที่สำคัญ... คนที่ใช้วิธีสกปรกปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ จะให้เชื่อถือทำสัญญากันได้อย่างไร?

"ห้าร้อยตำลึง..." หว่านเอ๋อร์ทวนคำเสียงเบา "ช่างเป็นเงินที่มากโขสำหรับชาวบ้านอย่างข้าจริงๆ"

"ใช่ไหมล่ะ? โอกาสดีเช่นนี้มิได้มีบ่อยๆ นะแม่นางหลิน เถ้าแก่เนี่ยร้านจินยวี่คงให้เจ้าไม่ได้มากเท่านี้กระมัง" ซุนจิ้งยิ้มกระหยิ่มใจ คิดว่าปลาติดเบ็ดแล้ว

"แต่ข้าขอปฏิเสธ"

คำตอบสั้นๆ นั้นทำเอารอยยิ้มบนหน้าของซุนจิ้งแข็งค้างไปทันที "เจ้า... เจ้าว่ากระไรนะ?"

"ข้าบอกว่า ข้าไม่ขายเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลง เสียงกระทบพื้นโต๊ะดัง 'กึก' เบาๆ แต่หนักแน่นในความรู้สึก "ซอสของข้า ข้าพอใจที่จะปรุงขายเอง และข้าก็พอใจที่จะค้าขายกับพันธมิตรที่ให้เกียรติและจริงใจต่อกันอย่างภัตตาคารจินยวี่"

"นังหนู! อย่าได้สามหาวให้มากนัก" ซุนจิ้งตบโต๊ะเสียงดัง หน้าตาที่เคยยิ้มแย้มบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธ "เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังปฏิเสธผู้ใด? เหลาฟู่อันของเรามีอิทธิพลกว้างขวางทั่วเมือง หากเจ้าคิดจะเป็นศัตรูกับเรา เกรงว่าในเมืองนี้เจ้าจะอยู่ยาก!"

"ข้ามิได้คิดจะเป็นศัตรู เพียงแต่ข้าเลือกมิตร" หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน ตัวนางแม้จะเล็กกว่าอีกฝ่าย แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมากลับข่มขวัญจนซุนจิ้งเผลอผงะ "อีกอย่าง ข้าทราบดีว่าข่าวลือเสียๆ หายๆ เรื่องซอสของข้าเมื่อวันก่อนมีที่มาจากแหล่งใด คนที่คิดทำลายข้าลับหลัง แล้วมาเสนอหน้ายื่นเงินให้ข้าในวันนี้ ท่านคิดว่าข้าโง่งมจนดูไม่ออกหรือ?"

คำพูดของนางแทงใจดำจนซุนจิ้งพูดไม่ออก เขาไม่คิดว่าเด็กสาวบ้านนอกจะรู้ทันและกล้าต่อปากต่อคำเช่นนี้

"ดี... ดีมาก!" ซุนจิ้งกัดฟันกรอด เก็บตั๋วเงินใส่ห่อผ้าด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด "ดื่มสุรามงคลไม่ชอบ ชอบดื่มสุราจับกรอก ในเมื่อเจ้าไม่เห็นแก่ไมตรีที่ข้าหยิบยื่นให้ ก็อย่ามาโทษว่าข้าไร้น้ำใจก็แล้วกัน! เราจะได้เห็นดีกัน!"

ซุนจิ้งสะบัดแขนเสื้อ เดินกระแทกเท้ากลับไปที่รถม้า บ่าวรับใช้รีบวิ่งตามเจ้านายไปอย่างลนลาน รถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฝุ่นควันไว้เบื้องหลัง

หลินต้าซานรีบวิ่งออกมาจากในบ้าน หน้าตาตื่นตระหนก "หว่านเอ๋อร์... พ่อได้ยินเสียงเอะอะ เขาขู่เจ้าหรือลูก? เราจะทำอย่างไรดี พวกเขามีอิทธิพลมากนะ"

หลินหว่านเอ๋อร์หันกลับมายิ้มให้บิดา เพื่อปลอบประโลมใจ "ท่านพ่อไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ น้ำมาใช้ดินกั้น ทหารมาใช้ขุนพลต้าน ข้าเตรียมใจรับมือไว้แล้ว คนพาลเช่นนี้ หากไม่ได้ดั่งใจ ย่อมต้องหาวิธีสกปรกมาเล่นงานเราแน่ แต่ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันทำสำเร็จเด็ดขาด"

นางมองตามรถม้าที่ลับสายตาไป ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด นางรู้ดีว่าการปฏิเสธในวันนี้ คือการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ

เหลาฟู่อันย่อมไม่หยุดแค่นี้แน่... หากซื้อสูตรไม่ได้ พวกมันก็ต้องหาทางตัดหนทางทำกินของนาง และจุดอ่อนเดียวในการทำซอสปรุงรสของนางตอนนี้ก็คือ... วัตถุดิบ

หว่านเอ๋อร์สูดหายใจลึก กลิ่นอายของพายุลูกใหม่กำลังก่อตัว และครั้งนี้เป้าหมายของมันคือการตัดเสบียงกรังของนางให้สิ้นซาก!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การกลั่นแกล้งวัตถุดิบ]**