ตอนที่ 54
***บทที่ 54: การกลั่นแกล้งวัตถุดิบ***
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมากระทบผืนดิน ทว่าบรรยากาศภายในใจของหลินหว่านเอ๋อร์กลับไม่ได้สดใสเฉกเช่นทิวทัศน์เบื้องหน้า หลังจากเหตุการณ์ที่ซุนจิ้งจากไปพร้อมคำอาฆาตมาดร้าย หญิงสาวมิได้นิ่งนอนใจ นางตระหนักดีว่าเหลาฟู่อันย่อมไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์
รุ่งเช้าวันต่อมา หว่านเอ๋อร์จึงตัดสินใจเดินทางเข้าตัวเมืองพร้อมกับเกวียนลากคันเก่า เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบสำคัญอย่างถั่วเหลืองและเกลือสินเธาว์จำนวนมาก สำหรับเตรียมหมักซอสล็อตใหม่ที่จะต้องส่งมอบให้ภัตตาคารจินยวี่ในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า
ทว่าเมื่อนางก้าวเท้าเข้าไปใน ‘ร้านเครื่องเทศตระกูลจาง’ ร้านประจำที่นางเคยทำการค้าด้วย ใบหน้ายิ้มแย้มของเถ้าแก่จางที่มักจะออกมาต้อนรับกลับเลือนหายไป แทนที่ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนและเหงื่อกาฬที่ผุดซึมเต็มกรอบหน้า
“เถ้าแก่จาง ข้าต้องการถั่วเหลืองชั้นดีห้ากระสอบ และเกลืออีกสามกระสอบ รบกวนท่านจัดเตรียมให้ข้าเดี๋ยวนี้” หว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตาหงส์กลับจับจ้องปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
เถ้าแก่จางสะดุ้งโหยง มือไม้สั่นเทาขณะแสร้งทำเป็นจัดเรียงสินค้าบนชั้น “อะ... เอ่อ แม่นางหลิน วันนี้... วันนี้ร้านข้าของหมด เกลือกับถั่วเหลืองไม่มีเหลือเลยสักเม็ดเดียว เจ้าลองไปดูร้านอื่นเถิด”
“ของหมด?” หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นกระสอบถั่วเหลืองที่วางซ้อนกันอยู่หลังร้านชัดเจนผ่านม่านกั้นบางๆ “เถ้าแก่จาง ท่านแน่ใจหรือว่าของหมด? แล้วที่กองอยู่หลังร้านนั่นเล่า คือสิ่งใด?”
เถ้าแก่จางหน้าซีดเผือด รีบยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อ “นะ... นั่น... มีคนจองไว้แล้ว! ข้าขายให้เจ้าไม่ได้จริงๆ แม่นางหลิน ได้โปรดเถอะ... อย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”
หญิงสาวแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ลำบากใจ? หรือว่ามีใครบางคนใช้อำนาจบาตรใหญ่มากดดันท่าน ห้ามไม่ให้ขายสินค้าแก่ข้ากันแน่?”
เถ้าแก่จางสะดุ้งสุดตัว เขาหันซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง ก่อนจะกระซิบเสียงสั่นเครือ “แม่นางหลิน... ข้าเป็นเพียงพ่อค้าตัวเล็กๆ ยังต้องทำมาหากินเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว คนของเหลาฟู่อันมาขู่ไว้ หากข้าขายของให้เจ้าแม้แต่เมล็ดเดียว พวกเขาจะพังร้านข้า... ข้าขอโทษจริงๆ”
คำสารภาพของเถ้าแก่จางยืนยันข้อสันนิษฐานของนางได้เป็นอย่างดี หว่านเอ๋อร์มิได้โกรธเคืองชายชราตรงหน้า นางรู้ดีว่าคนธรรมดาย่อมไม่อาจหาญกล้าต่อกรกับอิทธิพลมืด นางพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ก่อนจะเดินออกจากร้าน
ทว่าสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด ไม่ใช่เพียงแค่ร้านตระกูลจาง แต่ร้านขายเครื่องเทศและร้านค้าส่งธัญพืชทุกแห่งในตัวเมืองต่างปฏิเสธที่จะขายสินค้าให้นางด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา บ้างก็ว่าของขาด บ้างก็ไล่นางอย่างหมูอย่างหมา ราวกับนางเป็นตัวเชื้อโรค
“วิกฤตห่วงโซ่อุปทานสินะ...” หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเองขณะยืนอยู่กลางตลาดที่ผู้คนพลุกพล่าน แต่นางกลับรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางวงล้อมของศัตรูที่มองไม่เห็น
เหลาฟู่อันเล่นงานที่จุดตายจริงๆ การตัดเส้นทางลำเลียงวัตถุดิบ คือการตัดหลอดลมของการผลิต หากไม่มีถั่วเหลืองและเกลือ การหมักซอสย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และเมื่อผลิตสินค้าไม่ได้ นางก็จะผิดสัญญากับภัตตาคารจินยวี่ ต้องชดใช้ค่าปรับมหาศาล และชื่อเสียงก็จะป่นปี้ นี่คือแผนการที่โหดเหี้ยมและเลือดเย็นยิ่งนัก!
หว่านเอ๋อร์กลับมาถึงบ้านด้วยเกวียนที่ว่างเปล่า สีหน้าของบิดาหมองลงทันทีเมื่อเห็นบุตรสาวกลับมามือเปล่า
“พวกเขาไม่ขายให้เราหรือ?” หลินต้าซานถามเสียงเครียด
“เจ้าค่ะท่านพ่อ พวกมันปิดทุกหนทาง” หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ แววตาฉายแววครุ่นคิดหนัก “ตอนนี้สต็อกเกลือและถั่วเหลืองของเราเหลือพอหมักได้อีกแค่ไม่กี่วัน หากหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ไม่ได้ กิจการของเราคงต้องชะงัก”
ข่าวร้ายแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในบ้านตระกูลหลินเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้หว่านเอ๋อร์จะมีมิติลับ แต่พื้นที่ในมิติมีจำกัด และการปลูกถั่วเหลืองต้องใช้เวลา ส่วนเกลือนั้นนางไม่สามารถเสกขึ้นมาเองได้
ตกดึกคืนนั้น ขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังนั่งตรวจสอบบัญชีและวางแผนรับมืออยู่ใต้แสงตะเกียง เสียงกุกกักก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว หญิงสาวขมวดคิ้ว ลุกขึ้นเดินไปดูอย่างระมัดระวัง
“ใครน่ะ?”
“ชู่ว์... หว่านเอ๋อร์ นี่ป้าเอง” เสียงกระซิบแผ่วเบาคุ้นหูดังตอบกลับมา
หว่านเอ๋อร์รีบเปิดประตูรั้ว พบป้าเถียน เพื่อนบ้านผู้ใจดีที่มักจะเอ็นดูนางอยู่เสมอยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ในความมืด ในอ้อมแขนของนางกอดห่อผ้าใบหนึ่งไว้แน่น
“ป้าเถียน? ท่านมาทำอะไรดึกดื่นป่านนี้เจ้าคะ?”
ป้าเถียนรีบแทรกตัวเข้ามาในเขตบ้าน ก่อนจะยัดห่อผ้าใส่มือหว่านเอ๋อร์ สัมผัสหนักอึ้งและเม็ดละเอียดที่อยู่ภายในบอกให้รู้ได้ทันทีว่ามันคือสิ่งใด
“ป้าได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองแล้ว... พวกคนชั่วพวกนั้นมันรังแกกันเกินไป” ป้าเถียนน้ำตาคลอเบ้า “ในนี้มีเกลือที่บ้านป้าพอจะมีอยู่ กับถั่วเหลืองอีกนิดหน่อย ป้าแอบเอามาให้ เจ้าอย่าส่งเสียงดังไป เดี๋ยวพวกสายสืบของเหลาฟู่อันจะรู้เข้า”
หว่านเอ๋อร์ก้มลงมองห่อผ้าในมือ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ แม้จำนวนเกลือและถั่วเหลืองเหล่านี้จะน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณที่นางต้องใช้ในการผลิต แต่น้ำใจของป้าเถียนกลับมีค่ามหาศาล ยิ่งกว่าทองคำพันชั่ง
“ป้าเถียน... ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ แต่หากพวกมันรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนนะเจ้าคะ”
“ช่างหัวมันสิ!” ป้าเถียนกัดฟัน “คนทำมาหากินสุจริตอย่างพวกเราจะยอมให้พวกเศรษฐีหน้าเลือดมากดหัวอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร รับไปเถอะหว่านเอ๋อร์ ป้าช่วยได้เท่านี้จริงๆ”
หลังจากป้าเถียนกลับไป หว่านเอ๋อร์ยืนมองถุงเกลือเล็กๆ บนโต๊ะ แววตาที่เคยเรียบเฉยพลันลุกโชนด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น
การถูกปิดกั้นทางการค้าในเมืองอาจทำให้คนอื่นสิ้นหวัง แต่ไม่ใช่สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์ ผู้ที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้ว
“เหลาฟู่อัน... พวกเจ้าคิดว่าการคุมร้านค้าในเมืองจะหยุดข้าได้หรือ?” หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามทว่าแฝงไปด้วยความอันตราย “ในเมื่อทางสว่างเดินไม่ได้ ข้าก็จะเดินในทางที่พวกเจ้าคาดไม่ถึง”
นางหันมองไปทางทิศตะวันตก ที่ซึ่งยอดเขาตระหง่านเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์ ป่าทึบที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัวและเล่าขานถึงตำนานสัตว์ร้าย... ‘ป่าหมอกเขียว’
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ป่าแห่งนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิดที่ผู้คนไม่รู้จัก หากในเมืองไม่มีของที่นางต้องการ เช่นนั้นในป่าลึกที่ไร้กฎเกณฑ์ ย่อมต้องมีขุมทรัพย์ซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“พรุ่งนี้ข้าจะเข้าป่า...” หว่านเอ๋อร์ตัดสินใจเด็ดขาด ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ “หากสวรรค์ไม่เปิดทาง ข้าก็จะแหวกทางเดินด้วยตนเอง คอยดูเถอะ ซุนจิ้ง... สิ่งที่ข้าจะนำกลับมาจากป่า จะทำให้พวกเจ้าต้องเสียใจที่กล้ามาท้าทายข้า!”
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ทางออกในป่าลึก]**