ตอนที่ 55

***บทที่ 55: ทางออกในป่าลึก***

รุ่งสางของวันใหม่ แสงทองจับขอบฟ้าขับไล่ความมืดมิด ทว่าแสงตะวันที่สาดส่องลงมานั้นกลับมิอาจทะลวงผ่านม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุม ‘ป่าหมอกเขียว’ ไปได้ บรรยากาศโดยรอบดูวังเวงและเยือกเย็น สมกับที่เป็นสถานที่ซึ่งชาวบ้านต่างขนานนามว่าเป็นดินแดนต้องห้าม

ร่างบอบบางในชุดผ้าเนื้อหยาบที่รัดกุมยืนตระหง่านอยู่หน้าชายป่า หลินหว่านเอ๋อร์กระชับตะกร้าสะพายหลังให้เข้าที่ มือขวากำมีดเดินป่าเล่มเหมาะมือที่นางลับจนคมกริบเมื่อคืนนี้ แววตาของนางมิได้มีความหวาดหวั่นเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไป หากแต่เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

“ป่าทึบที่ไร้ผู้คนสัญจร ย่อมเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่ยังไม่มีใครแตะต้อง” หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตนเอง ก่อนจะก้าวเท้าเหยียบย่างเข้าสู่ดงพงไพรอย่างมั่นคง

เพียงแค่ก้าวพ้นชายป่าเข้ามา กลิ่นอายของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ก็ปะทะเข้าจมูก กลิ่นดินชื้น กลิ่นใบไม้เน่าเปื่อยทับถม และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ไม่คุ้นชื่อ หว่านเอ๋อร์ใช้ความรู้จากโลกเดิมกวาดตามองไปรอบๆ นางมิได้เดินสุ่มสี่สุ่มห้า แต่สังเกตทิศทางลมและความชื้นของดิน

ในความทรงจำของร่างเดิม ป่าแห่งนี้มีสัตว์ร้ายชุกชุม แต่หว่านเอ๋อร์มี ‘มิติลับ’ เป็นเกราะคุ้มกันภัย หากจวนตัวจริงๆ นางเพียงแค่หลบเข้าไปในมิติก็สิ้นเรื่อง ดังนั้นความกลัวจึงไม่ใช่สิ่งที่นางพกติดตัวมาด้วย

“ขิงป่า... กระวาน...” นางก้มลงขุดพืชสมุนไพรและเครื่องเทศบางชนิดที่ขึ้นแซมอยู่ตามโคนต้นไม้ใหญ่ ทรัพยากรเหล่านี้หากนำไปขายในร้านยาย่อมได้ราคาดี แต่เป้าหมายของนางในวันนี้มิใช่สิ่งเหล่านี้

นางต้องการบางสิ่งที่รสชาติจัดจ้าน รุนแรง และสามารถกลบกลิ่นคาวเนื้อได้ชะงัด ยิ่งไปกว่านั้น มันต้องเป็นสิ่งที่พวกเหลาฟู่อันและตระกูลซุนคาดไม่ถึง

ยิ่งเดินลึกเข้าไป หมอกก็ยิ่งหนาตาขึ้น ต้นไม้สูงเสียดฟ้าบดบังแสงแดดจนบรรยากาศดูมืดครึ้ม หว่านเอ๋อร์เดินลัดเลาะไปตามทางด่านสัตว์ นางใช้มีดฟันเถาวัลย์ที่กีดขวางทางอย่างคล่องแคล่ว เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นตามไรผม แต่นางกลับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

ทันใดนั้น สายลมวูบหนึ่งก็พัดพาเอากลิ่นหอมฉุนแปลกประหลาดลอยมาแตะจมูก

หว่านเอ๋อร์ชะงักฝีเท้า จมูกของนางขยับฟุดฟิดเพื่อจับทิศทางของกลิ่น กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก... มันไม่ใช่กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ แต่เป็นกลิ่นหอมซ่าที่กระตุ้นให้น้ำลายสอ กลิ่นที่นางโหยหามาตลอดนับตั้งแต่ข้ามภพมา

“กลิ่นนี้มัน...” ดวงตาของหว่านเอ๋อร์เบิกกว้าง ประกายความหวังลุกโชนขึ้น

นางรีบสาวเท้าก้าวเดินตามกลิ่นนั้นไปอย่างรวดเร็ว แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวที่ขึ้นรกชัฏ เบื้องหน้าของนางคือลานกว้างเล็กๆ ที่แสงแดดส่องลงมาถึง กลางลานนั้นมีพุ่มไม้หนามขึ้นอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ บนกิ่งก้านของมันเต็มไปด้วยพวงผลไม้ลูกเล็กๆ สีแดงก่ำและสีเขียวเข้มสลับกัน ดูคล้ายเม็ดลูกปัดที่ร้อยเรียงกันอย่างงดงาม

หว่านเอ๋อร์รีบพุ่งเข้าไปหาพุ่มไม้นั้นทันที นางยื่นมือออกไปเด็ดผลสีแดงสดมาหนึ่งเม็ด บดขยี้มันด้วยปลายนิ้ว กลิ่นหอมฉุนรุนแรงระเบิดออกมาทันที กลิ่นของส้มผสมกับความเผ็ดร้อนและกลิ่นไม้หอม

นางแตะเศษผงที่ปลายนิ้วลงบนปลายลิ้น

ความรู้สึกซ่าชาแล่นพล่านไปทั่วปลายลิ้น ราวกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่าน ตามมาด้วยความเผ็ดร้อนที่ค่อยๆ แผ่ซ่านและกลิ่นหอมที่ติดตรึงอยู่ในลมหายใจ

“ฮวาเจียว! (พริกไทยป่า)” หว่านเอ๋อร์อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่ “ในที่สุดข้าก็เจอมัน!”

ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของนาง

*[ติ๊ง! ตรวจพบพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่: ฮวาเจียว (พริกไทยป่า) สายพันธุ์โบราณ]*

*[คุณสมบัติ: ให้รสชาติเผ็ดชาและกลิ่นหอมรุนแรงกว่าสายพันธุ์ทั่วไปในท้องตลาด 10 เท่า เป็นวัตถุดิบระดับสูง]*

*[ระบบขอแสดงความยินดี ท่านได้รับแต้มพิเศษ 500 แต้ม จากการค้นพบวัตถุดิบหายาก]*

หว่านเอ๋อร์ยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของนางงดงามทว่าแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว “ระบบ เจ้าช่างรู้ใจข้าจริงๆ ฮวาเจียวป่าพวกนี้คุณภาพดีกว่าที่ขายในตลาดเสียอีก ไม่สิ... ของในตลาดเทียบไม่ติดเลยต่างหาก”

ในยุคสมัยนี้ ผู้คนรู้จักเพียงพริกไทยขาวและพริกไทยดำ หรือเครื่องเทศพื้นฐาน แต่ฮวาเจียวที่มีรสชาติ ‘เผ็ดชา’ หรือที่เรียกว่า ‘หม่า’ นั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย หรืออาจจะยังไม่มีใครรู้จักวิธีการนำมาปรุงอาหารอย่างถูกวิธี

นางมองพุ่มฮวาเจียวที่ออกผลดกจนกิ่งแทบหักดั่งมองเห็นกองภูเขาเงินภูเขาทอง

“ซุนจิ้ง... เหลาฟู่อัน... พวกเจ้าคิดจะตัดเส้นทางลำเลียงเครื่องปรุงของข้า เพื่อบีบให้ร้านเล็กๆ ของข้าต้องปิดตัวลงสินะ” หว่านเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว “แต่พวกเจ้าคงคาดไม่ถึงว่า การกระทำของพวกเจ้ากลับผลักดันให้ข้ามาเจอสุดยอดวัตถุดิบเช่นนี้”

เครื่องเทศในเมืองหรือ? ไร้สาระ! ของพวกนั้นจืดชืดและราคาแพงเกินจริง เมื่อเทียบกับฮวาเจียวป่าตรงหน้านี้

นางไม่รอช้า รีบลงมือเก็บเกี่ยวผลฮวาเจียวอย่างรวดเร็ว มือเรียวเด็ดพวงผลไม้สีแดงและเขียวใส่ตะกร้า ทว่าปริมาณของมันมีมากมายมหาศาล เกินกว่าที่ตะกร้าใบเล็กจะบรรจุได้หมด

“เก็บเข้ามิติ!” หว่านเอ๋อร์สั่งการในใจ

เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส กิ่งก้านที่เต็มไปด้วยผลผลิตก็หายวับเข้าไปในมิติลับส่วนตัวของนางทันที นางเลือกเก็บเฉพาะผลที่แก่จัดและมีคุณภาพดีที่สุด ทิ้งไว้เพียงบางส่วนเพื่อให้มันขยายพันธุ์ต่อไป

นอกจากฮวาเจียวแล้ว บริเวณใกล้เคียงยังมี ‘โป๊ยกั๊กป่า’ และ ‘อบเชย’ ที่มีกลิ่นหอมรุนแรงกว่าปกติ หว่านเอ๋อร์จัดการกวาดพวกมันเข้ามาในมิติอย่างไม่เกรงใจ

“ด้วยวัตถุดิบพวกนี้... ข้าไม่ต้องง้อร้านขายเครื่องเทศหน้าเลือดในเมืองอีกต่อไป” หว่านเอ๋อร์พึมพำขณะมองดูผลงานของตนเองในมิติจิต “รสชาติที่พวกเจ้าไม่เคยลิ้มลอง รสชาติที่จะทำให้ลิ้นของพวกเจ้าชาดิกจนลืมรสชาติอาหารเหลาอันจืดชืดของร้านฟู่อันไปจนหมดสิ้น”

แดดเริ่มแรงขึ้น หว่านเอ๋อร์ปาดเหงื่อที่หน้าผาก นางได้สิ่งที่ต้องการครบถ้วนแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่วัตถุดิบทดแทน แต่เป็น ‘อาวุธลับ’ ที่จะใช้ถล่มศัตรูให้ราบคาบ

นางหยิบผลฮวาเจียวเม็ดหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดูอีกครั้ง สีแดงสดของมันต้องแสงแดดเป็นประกายวาววับ ราวกับอัญมณีสีเลือด

“รอข้าก่อนเถอะ... พรุ่งนี้เมืองทั้งเมืองจะต้องสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยรสชาติใหม่ที่ข้าจะมอบให้”

หว่านเอ๋อร์หันหลังกลับ เตรียมมุ่งหน้าออกจากป่า จังหวะก้าวเดินของนางเบาสบายและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แผนการร้ายกาจบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในสมองอันชาญฉลาดของนาง

สูตรซอสที่นางคิดค้นขึ้นมาได้ในหัวตอนนี้ ไม่ใช่แค่ซอสธรรมดา แต่มันคือ ‘ยาพิษ’ อันหอมหวานที่จะล่อลวงผู้คนให้ติดกับดักรสชาติจนถอนตัวไม่ขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้น เหลาฟู่อันจะกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังในอดีต

ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะก้าวพ้นแนวป่า สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนซุ่มดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากทางเข้าหมู่บ้าน

รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว นางกระชับมีดในมือแน่น

"ดูเหมือนว่ากลิ่นความสำเร็จของข้า จะเริ่มล่อแมลงหวี่แมลงวันให้บินตามมาแล้วสินะ..."

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ซอสสูตรใหม่: หม่าล่าสะท้านลิ้น]**