ตอนที่ 56

***บทที่ 56: ซอสสูตรใหม่: หม่าล่าสะท้านลิ้น***

เงาตะคุ่มนั้นผลุบหายไปหลังพุ่มไม้ทันทีที่หลินหว่านเอ๋อร์ปรายตามอง หญิงสาวกระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มหยัน นางจำลักษณะท่าทางลับๆ ล่อๆ นั้นได้ดี แม้จะเห็นเพียงแผ่นหลังไวๆ แต่มันช่างคล้ายคลึงกับ ‘ท่านลุงใหญ่’ ผู้แสนดีของนางเสียเหลือเกิน

นางไม่คิดจะเสียเวลาไล่กวดแมลงวันที่บินมาตอม ของจริงย่อมไม่ต้องพูดมาก รอให้มันบินเข้ามาติดกับดักเองจะสนุกกว่า หว่านเอ๋อร์เก็บมีดเข้าฝัก กระชับตะกร้าสมุนไพรบนหลัง แล้วมุ่งหน้ากลับเรือนด้วยฝีเท้าที่มั่นคง แผนการในหัวของนางชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งกว่าแสงตะวันยามบ่าย

เมื่อกลับถึงเรือน หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางปิดประตูลงกลอนแน่นหนา แล้วนำสมุนไพรที่เก็บได้ออกมาคัดแยกทันที กลิ่นฉุนเฉียวอันเป็นเอกลักษณ์ของฮวาเจียวป่าตลบอบอวลไปทั่วห้องครัว นางจัดการคั่วฮวาเจียวและเครื่องเทศอื่นๆ ในกระทะแห้งด้วยไฟอ่อน จนกลิ่นหอมระเหยออกมาถึงขีดสุด ก่อนจะนำไปบดให้ละเอียด

“ขั้นตอนต่อไป... หัวใจสำคัญ”

หญิงสาวดึงเอามันวัวก้อนใหญ่ที่แอบตุนไว้ในมิติจิตออกมา หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเจียวจนได้น้ำมันสีเหลืองทองส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย หากจะทำ ‘ซอสหม่าล่า’ ให้อร่อยล้ำเลิศ จะขาดมันวัวไปเสียมิได้ เพราะมันคือตัวประสานรสชาติและกลิ่นหอมให้ติดตรึงอยู่บนลิ้น

ขิงแก่ กระเทียมกลีบใหญ่ และต้นหอมขาว ถูกโยนลงไปผัดในน้ำมันร้อนฉ่าจนเหลืองกรอบแล้วตักออก จากนั้นนางจึงเทพริกแห้งและผงฮวาเจียวที่เตรียมไว้ลงไป ตามด้วยเครื่องเทศยาจีนอีกนับสิบชนิดที่นางคัดสรรมาเป็นอย่างดี รวมทั้งโป๊ยกั๊กและอบเชยป่าที่เพิ่งเก็บมา

*ซู่!*

เสียงน้ำมันเดือดพล่านประหนึ่งเสียงคำรามของมังกร ควันสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นที่รุนแรงจนแสบจมูก ทว่าในความแสบนั้นกลับแฝงไปด้วยความหอมรัญจวนใจอย่างประหลาด มันคือกลิ่นที่กระตุ้นสัญชาตญาณความหิวโหยของมนุษย์ให้ตื่นตัว

หว่านเอ๋อร์เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดด้วยไฟรุมๆ อย่างใจเย็น เติมเต้าซี่ เหล้าจีน และน้ำตาลกรวดลงไปตัดรส จนกระทั่งทุกอย่างงวดเข้ากันกลายเป็นเนื้อครีมสีแดงเข้มข้น ผิวด้านหน้าเคลือบด้วยชั้นน้ำมันสีแดงสดวาววับ

นางใช้ช้อนตักขึ้นมาชิมเล็กน้อย...

ทันทีที่ปลายลิ้นสัมผัส ความเผ็ดร้อนดุจไฟประลัยกัลป์ก็ระเบิดขึ้น ตามมาด้วยความรู้สึกชาดิกที่ปลายลิ้นลามไปจนถึงริมฝีปาก มันไม่ใช่ความเผ็ดที่ทำให้ทรมาน แต่เป็นความเผ็ดที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว เลือดลมสูบฉีด และที่สำคัญคือ... หยุดไม่ได้!

“สมบูรณ์แบบ” หว่านเอ๋อร์ยิ้มกริ่ม นัยน์ตาเป็นประกาย “นี่แหละคืออาวุธสังหารที่จะทำให้ภัตตาคารจินยวี่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

...

ยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ณ ภัตตาคารจินยวี่

บรรยากาศในร้านค่อนข้างเงียบเหงา มีลูกค้าเพียงไม่กี่โต๊ะนั่งทานอาหารกันอย่างเนือยๆ เถ้าแก่เนี่ยในชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มนั่งทอดถอนใจอยู่หลังโต๊ะคิดเงิน ใบหน้าที่เคยงดงามดูหมองหม่นลงเล็กน้อยจากการตรอมใจเรื่องคู่แข่งอย่างเหลาฟู่อัน ที่นับวันยิ่งเรียกลูกค้าไปจนหมดด้วยกลยุทธ์ตัดราคา

“เถ้าแก่เนี่ย ถอนหายใจบ่อยระวังจะแก่เร็วนะเจ้าคะ” เสียงหวานใสแต่แฝงความขี้เล่นดังขึ้นที่หน้าประตู

เถ้าแก่เนี่ยเงยหน้าขึ้น เห็นหลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมไหดินเผาใบย่อมในอ้อมแขน แววตาที่หม่นหมองพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที

“หว่านเอ๋อร์! เจ้ามาแล้วรึ ข้านึกว่าเจ้าจะทิ้งข้าไปซบเหลาฟู่อันเหมือนคนอื่นเสียแล้ว”

“คนอย่างข้า แยกแยะมิตรศัตรูชัดเจนเจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์วางไหดินเผาลงบนโต๊ะตรงหน้าเถ้าแก่เนี่ย “และวันนี้ ข้าก็นำของขวัญชิ้นสำคัญที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ของท่านมาให้”

เถ้าแก่เนี่ยเลิกคิ้วมองไหดินเผาอย่างสงสัย “นี่คืออะไร?”

“เปิดดูสิเจ้าคะ”

ทันทีที่ฝาไหถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุนรุนแรงก็พุ่งออกมาปะทะจมูก เถ้าแก่เนี่ยผงะถอยหลังไปเล็กน้อย พลางเอามือปัดจมูก “กลิ่นอะไรกันนี่! ทั้งฉุนทั้งแสบ แต่... หอมแปลกๆ”

“นี่เรียกว่า ‘ซอสหม่าล่า’ เจ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์อธิบายพลางตักซอสสีแดงเข้มข้นออกมาใส่ถ้วยใบเล็ก “ลองชิมดูสักนิดสิเจ้าคะ”

เถ้าแก่เนี่ยมองดูสิ่งที่เหมือนน้ำมันพริกสีเลือดด้วยความลังเล แต่นางเชื่อใจในฝีมือการทำอาหารของหว่านเอ๋อร์ จึงกลั้นใจใช้ตะเกียบจิ้มซอสขึ้นมาเล็กน้อยแล้วส่งเข้าปาก

วินาทีแรก นางขมวดคิ้วแน่น

วินาทีต่อมา ดวงตาของนางเบิกโพลง

และวินาทีถัดไป... เหงื่อเม็ดโป้งก็ผุดพรายเต็มหน้าผาก!

“อื้อหือ! เผ็ด! เผ็ดมาก!” เถ้าแก่เนี่ยร้องออกมา พลางแลบลิ้นหอบหายใจ ใบหน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู นางรีบคว้าถ้วยชาเย็นขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ “เจ้า... เจ้าเอาอะไรมาให้ข้ากินเนี่ยหว่านเอ๋อร์ ลิ้นข้า... ลิ้นข้ามันชาไปหมดแล้ว!”

“แล้วท่านอยากหยุดกินไหมเจ้าคะ?” หว่านเอ๋อร์ถามยิ้มๆ

เถ้าแก่เนี่ยชะงัก นางมองถ้วยซอสตรงหน้า สัญชาตญาณบอกให้ถอยหนีความเผ็ดร้อนนี้ แต่แปลกประหลาดนัก ร่างกายกลับเรียกร้องอยากจะลิ้มรสมันอีกคำ ความหอมของเครื่องเทศที่อวลอยู่ในปาก และความชาที่กระตุ้นปลายลิ้น มันช่างท้าทายและเย้ายวนเหลือเกิน

“ข้า... ข้าขออีกคำ” เถ้าแก่เนี่ยพูดเสียงอ่อย ก่อนจะจิ้มซอสเข้าปากอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้านางเปี่ยมไปด้วยความสุขสมระคนทรมาน “สวรรค์! มันเผ็ดร้อนแต่มันหยุดไม่ได้! รสชาตินี้มันคืออะไรกันแน่?”

“ความลับอยู่ที่ ‘ฮวาเจียว’ เจ้าค่ะ มันให้รสสัมผัสที่เรียกว่า ‘หม่า’ (ชา) ผสมกับพริกที่ให้รส ‘ล่า’ (เผ็ด) รวมกันเป็น ‘หม่าล่า’” หว่านเอ๋อร์เฉลย “แต่ข้าไม่ได้จะให้ท่านขายซอสนี้เปล่าๆ หรอกนะเจ้าคะ”

หญิงสาวกวาดตามองไปรอบร้าน ก่อนจะประกาศแผนการอันยิ่งใหญ่

“เราจะทำสิ่งที่เรียกว่า ‘หม้อไฟ’ เจ้าค่ะ”

“หม้อไฟ?” เถ้าแก่เนี่ยทวนคำอย่างงุนงง

“ใช่เจ้าค่ะ เราจะตั้งหม้อต้มน้ำซุปที่ปรุงจากซอสนี้ไว้กลางโต๊ะ ให้เดือดปุดๆ ตลอดเวลา แล้วเตรียมเนื้อสัตว์หั่นบางๆ ผักสด และเครื่องเคียงต่างๆ ให้ลูกค้าได้ ‘ลวก’ กินเองทีละคำ” หว่านเอ๋อร์วาดมือประกอบท่าทาง “น้ำซุปที่ร้อนแรง ผสมกับเนื้อที่ลวกสุกกำลังดี จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ... ในยามที่อากาศเริ่มเย็นลง หรือแม้แต่ยามร้อนที่ต้องการขับเหงื่อ ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว”

เถ้าแก่เนี่ยจินตนาการตาม ภาพหม้อไฟควันฉุยที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล กับลูกค้าที่แย่งกันคีบเนื้อลงหม้อ ทำให้นางขนลุกซู่ด้วยความตื่นเต้น

“ยอดเยี่ยม! หว่านเอ๋อร์ เจ้าช่างเป็นอัจฉริยะ!” เถ้าแก่เนี่ยตบโต๊ะฉาดใหญ่ “ข้าจะสั่งช่างตีเหล็กทำหม้อรูปทรงพิเศษตามที่เจ้าว่าทันที พรุ่งนี้... ไม่สิ อีกสามวัน เราจะเปิดตัวเมนูใหม่นี้!”

“ใจเย็นเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี่ย” หว่านเอ๋อร์ยกมือปราม “ข้ายังมีเคล็ดลับอีกอย่าง...”

ยังไม่ทันที่หว่านเอ๋อร์จะพูดจบ เสียงอึกทึกครึกโครมพลันดังขึ้นที่หน้าร้าน ผู้คนจำนวนมากเริ่มมาชะโงกหน้ามองด้วยความสงสัย

“กลิ่นอะไรน่ะ หอมทะลุออกมาถึงถนนเลย!”

“กลิ่นเหมือนพริกคั่ว แต่หอมกว่ามาก ข้าได้กลิ่นแล้วน้ำลายสอเลย”

“มาจากร้านจินยวี่หรือ? นึกว่าร้านนี้จะเจ๊งไปแล้วเสียอีก”

กลิ่นของซอสหม่าล่าที่เถ้าแก่เนี่ยเปิดฝาทิ้งไว้ เพียงแค่ระเหยออกมาเล็กน้อย ก็มีอานุภาพรุนแรงดั่งมนต์สะกด หว่านเอ๋อร์หันไปมองเถ้าแก่เนี่ย ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มออกมา รอยยิ้มของผู้ชนะที่รู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า

ทว่า ในฝูงชนที่กำลังมุงดูอยู่นั้น มีสายตาคู่หนึ่งที่มองเข้ามาด้วยความริษยาอาฆาต ชายร่างผอมเกร็งในชุดเสี่ยวเอ้อร์ของร้านคู่แข่ง รีบแทรกตัวออกจากฝูงชน วิ่งตรงดิ่งกลับไปยังทิศทางของเหลาฟู่อัน เพื่อนำข่าวร้ายไปแจ้งแก่นายของมัน

สงครามรสชาติกำลังจะปะทุขึ้น และครั้งนี้... เปลวเพลิงแห่งหม่าล่าจะแผดเผาทุกอย่างให้วอดวาย!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หม้อไฟจินยวี่]**