ตอนที่ 57

***บทที่ 57: หม้อไฟจินยวี่***

สามวันผันผ่านดุจดีดนิ้ว

คำสัญญาระหว่างหลินหว่านเอ๋อร์และเถ้าแก่เนี่ยมิใช่เพียงลมปาก ทันทีที่รุ่งอรุณของวันที่สามมาเยือน ป้ายผ้าแพรสีแดงขนาดมหึมาได้ถูกชักขึ้นสู่ยอดหน้าร้านจินยวี่ อักษรสีทองตัวใหญ่เขียนคำว่า ‘หม้อไฟน้ำแดงจินยวี่’ พลิ้วไหวต้องลม ท้าทายสายตาผู้คนทั่วหล้า

ทว่าสิ่งที่ดึงดูดผู้คนมิใช่ป้ายร้านอันหรูหรา หากแต่เป็น ‘กลิ่น’

กลิ่นหอมฉุนเฉียวที่รุนแรงและเย้ายวนอย่างร้ายกาจลอยฟุ้งออกมาจากภายในร้าน มันมิใช่กลิ่นหอมละมุนของอาหารชาววังดั่งที่เคยคุ้น แต่เป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยให้ตื่นเพริด กลิ่นเผ็ดร้อนของพริกแห้ง กลิ่นชาลิ้นของฮวาเจียว และกลิ่นสมุนไพรเครื่องเทศนับสิบชนิดที่เคี่ยวกรำในน้ำมันวัวจนเข้าเนื้อ ผสานกันจนกลายเป็นอาวุธร้ายที่โจมตีประสาทสัมผัสของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

“กลิ่นนี้อีกแล้ว! ข้ารอมาสามวันเต็มๆ ในที่สุดก็ได้กินเสียที!” ชายผู้หนึ่งตะโกนก้อง พลางรีบวิ่งไปต่อแถวที่ยาวเหยียดดุจมังกรเลื้อยพันไปตามถนน

ภายในภัตตาคารจินยวี่ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัด ทุกโต๊ะถูกเจาะรูตรงกลางเพื่อวางเตาถ่านร้อนระอุ ด้านบนเตานั้นวางหม้อทองแดงรูปทรงแปลกตาที่แบ่งช่องตรงกลาง ด้านในหม้อคือน้ำซุปสีแดงฉานที่กำลังเดือดปุดๆ ส่งฟองอากาศแตกกระจายพร้อมกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

“เชิญเจ้าค่ะ! หม้อไฟน้ำแดงสูตรเด็ดของตระกูลหลิน เนื้อแกะแล่บางดั่งปีกจักจั่น ผักกาดขาวสดกรอบ เต้าหู้เนื้อนุ่ม เชิญลวกกินได้ตามใจชอบ!” เสียงของเสี่ยวเอ้อร์ดังก้องกังวานอย่างกระตือรือร้น

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่บนชั้นลอย มองดูภาพความวุ่นวายที่งดงามเบื้องล่างด้วยแววตาพึงพอใจ นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย แต่ท่วงท่ากลับสง่างามประหนึ่งแม่ทัพบัญชาการศึก

เบื้องล่างนั้น ลูกค้าต่างพากันคีบเนื้อสัตว์ที่แล่บางเฉียบ จุ่มลงไปในน้ำซุปสีแดงเดือดพล่าน เพียงชั่วครู่ก็นำขึ้นมา เนื้อที่สุกกำลังดีเคลือบด้วยน้ำมันพริกสีแดงฉ่ำวาว ส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

“ซี๊ด... อ่า! เผ็ด! เผ็ดร้อนยิ่งนัก!” ชายร่างท้วมผู้หนึ่งร้องอุทาน ใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อกาฬไหลพรากราวกับเขื่อนแตก แต่ทว่ามือของเขากลับไม่ยอมหยุดคีบเนื้อชิ้นต่อไปลงหม้อ

“เผ็ดแต่หยุดไม่ได้! รสชาตินี้มันอะไรกัน ลิ้นของข้าชาไปหมดแล้ว แต่ยิ่งกินยิ่งอร่อย ยิ่งกินยิ่งรู้สึกกระปรี้กระเปร่า!” สหายร่วมโต๊ะของเขากล่าวเสริม พลางซดน้ำซุปคำโตแล้วสำลักความเผ็ดออกมา แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข

ปรากฏการณ์ ‘ปากบ่นว่าเผ็ดแต่มือไม่ยอมวางตะเกียบ’ เกิดขึ้นทุกโต๊ะ เสียงสูดปากด้วยความเผ็ดร้อนดังระงมไปทั่วร้าน ผสมปนเปกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยอย่างออกรส

ในขณะที่ภัตตาคารจินยวี่กำลังรุ่งโรจน์ดุจเปลวเพลิง ฝั่งตรงข้ามของถนน... เหลาฟู่อันกลับตกอยู่ในบรรยากาศที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

เหลาฟู่อันที่เคยหยิ่งผยองในรสชาติอันจืดชืดตามธรรมเนียมเดิม บัดนี้เงียบเชียบวังเวงจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้แห้ง โต๊ะเก้าอี้ไม้สักราคาแพงว่างเปล่าไร้ผู้คนจับจอง เสี่ยวเอ้อร์ที่เคยทำหน้าเชิดหยิ่งยโส บัดนี้นั่งสัปหงกพิงเสา มือถือไม้ตียุงคอยตบแมลงวันหัวเขียวที่บินวนเวียนอย่างเหงาหงอย

เถ้าแก่ร้านฟู่อันยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่หน้าร้าน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและโกรธแค้น เขาจ้องมองแถวลูกค้าที่ยาวเหยียดหน้าภัตตาคารคู่แข่งด้วยดวงตาที่แทบจะถลนออกมา

“เป็นไปได้อย่างไร... แค่น้ำต้มพริกกับเนื้อดิบๆ พวกมันถึงกับยอมต่อแถวรอกันครึ่งค่อนวัน!” เขาคำรามในลำคอ หันไปตวาดใส่ลูกน้องที่ยืนตัวสั่น “ไปสืบมา! ไปสืบมาให้ได้ว่านังเด็กบ้านนอกนั่นมันใส่อะไรลงไปในหม้อ ยาเสน่ห์หรือยาพิษ เหตุใดลูกค้าของข้าถึงได้หนีไปหามันหมด!”

กลับมาที่ห้องทำงานส่วนตัวหลังร้านจินยวี่

เสียงกระทบกันของก้อนเงินดังเสนาะหูยิ่งกว่าดนตรีใดๆ เถ้าแก่เนี่ยนั่งอยู่หลังโต๊ะ มือหนึ่งดีดลูกคิดอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน อีกมือหนึ่งกวาดก้อนเงินและตั๋วแลกเงินกองมหึมาลงหีบ

“สวรรค์! หว่านเอ๋อร์... เจ้าคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภของข้าจริงๆ!” เถ้าแก่เนี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายวาววับ นางแทบจะกระโจนเข้ามากอดเด็กสาวตรงหน้า “เพียงแค่วันเดียว... กำไรของวันนี้วันเดียว มากกว่ากำไรของทั้งเดือนที่ผ่านมาเสียอีก!”

หลินหว่านเอ๋อร์เพียงยิ้มมุมปาก นั่งจิบชาหอมกรุ่นอย่างใจเย็น “นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี่ย เมื่อข่าวลือแพร่สะพัดออกไป คนต่างเมืองจะแห่กันมาลิ้มลอง ถึงตอนนั้นท่านอาจจะต้องขยายร้านเพิ่ม”

“ขยาย! แน่นอนข้าต้องขยาย!” เถ้าแก่เนี่ยหัวเราะร่า นางหยิบถุงเงินใบเขื่องที่หนักอึ้งวางลงตรงหน้าหว่านเอ๋อร์ “นี่คือส่วนแบ่งของเจ้า ตามสัญญา สามส่วนจากกำไรทั้งหมด... ไม่สิ ข้าแถมให้เจ้าอีกเล็กน้อยเป็นค่าน้ำชา สำหรับสูตรน้ำจิ้มงาบดที่เจ้าสอนเพิ่ม”

หว่านเอ๋อร์รับถุงเงินมา ชั่งน้ำหนักในมือแล้วพยักหน้าเบาๆ ความหนักอึ้งนี้คือเครื่องยืนยันความสำเร็จ นางไม่ได้โลภมาก แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงินตรา เงินก้อนนี้จะช่วยให้นางและครอบครัวหลุดพ้นจากความยากลำบาก และเป็นทุนรอนสำหรับการเกษตรในมิติลับของนาง

“ขอบคุณเจ้าค่ะเถ้าแก่เนี่ย เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน วันนี้คนเยอะวุ่นวาย ท่านคงต้องคุมงานเองทั้งคืน” หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้น กล่าวลาอย่างกระชับฉับไว

นางเดินออกจากร้านทางประตูหลังเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน ยามนี้ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มฉาบทาไปทั่วท้องฟ้า หว่านเอ๋อร์เดินแบกตะกร้าที่ซ่อนถุงเงินไว้ภายใต้ผักผลไม้อย่างมิดชิด มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านด้วยฝีเท้าที่มั่นคง

ทว่า นางหารู้ไม่ว่า ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังมุงดูความสำเร็จของร้านจินยวี่ มีสายตาคู่หนึ่งที่คุ้นเคยกำลังจับจ้องมองนางอยู่

ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง ใบหน้าตอบซูบซีดจากการอดหลับอดนอนและพิษสุรา ยืนหลบมุมอยู่ในตรอกมืดข้างร้าน ดวงตาที่ขุ่นมัวของมันเบิกกว้างเมื่อเห็นหว่านเอ๋อร์เดินออกมา พร้อมกับรอยยิ้มอิ่มเอิบของเถ้าแก่เนี่ยที่ส่งนางถึงประตู

มันคือ ‘หลินต้าไห่’ ลุงใหญ่ผู้ไม่เอาไหนของหว่านเอ๋อร์นั่นเอง!

หลินต้าไห่กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เขาเห็นเถ้าแก่เนี่ยส่งมอบถุงที่ดูหนักอึ้งให้กับหลานสาวของตน แม้จะไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน แต่สัญชาตญาณของคนหน้าเงินอย่างเขาก็บอกได้ทันทีว่านั่นคือ ‘เงิน’ จำนวนมหาศาล

“นังเด็กนั่น... มันไปทำอะไรให้ร้านจินยวี่?” หลินต้าไห่พึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่ายิ่งนัก “ทำไมเถ้าแก่เนี่ยผู้เขี้ยวลากดินถึงได้ดูเกรงใจมันนัก แล้วถุงนั่น... หรือว่าสูตรอาหารที่คนเขาลือกัน จะมาจากมัน?”

ความโลภแล่นพล่านขึ้นสมอง กลบความละอายและความเป็นญาติมิตรจนหมดสิ้น เขาติดหนี้พนันก้อนโต และกำลังจะถูกเจ้าหนี้ตามทวงจนหัวซุกหัวซุน ภาพความสำเร็จของร้านจินยวี่และถุงเงินในมือหว่านเอ๋อร์ เปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับเขา

หลินต้าไห่แสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา เขาหันไปมองป้ายร้านเหลาฟู่อันที่เงียบเหงา แล้วความคิดชั่วช้าก็ผุดขึ้นในหัวสมอง

“ถ้าข้าเอามันมาได้... ถ้าข้าขโมยสูตรลับนั่นมาขายให้เหลาฟู่อัน...”

เขาเลียริมฝีปาก สายตาจ้องมองแผ่นหลังของหว่านเอ๋อร์ที่เดินห่างออกไปราวกับหมาป่าจ้องลูกแกะ ความคิดที่จะแย่งชิงและกอบโกยเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง เงาร่างของลุงใหญ่ค่อยๆ กลืนหายไปกับความมืด พร้อมกับแผนการร้ายที่กำลังจะเริ่มขึ้น

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ลุงใหญ่ผู้หิวเงิน]**